เจ้าของธุรกิจกลุ่มบริษัทในเครือหลายแห่งมักให้พนักงานคนเดียวช่วยงานข้ามบริษัท เช่น ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่ดูแลทั้งบริษัท A และ B หรือพนักงานขายที่ปิดการขายให้ทั้งสองแบรนด์ในเครือ
คำถามที่ตามมาคือ ควรจ่ายเงินเดือนจากบริษัทไหน
ใครคือนายจ้างตามกฎหมาย และจะกระทบภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม หรือรายจ่ายของบริษัทอย่างไรบ้าง บทความนี้อธิบายแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง
ทั้งกรณีมีนายจ้างรายเดียวพร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายคืนจากบริษัทในเครือ และกรณีแยกสัญญาจ้างตามสัดส่วนงาน
พร้อมจุดที่ต้องระวังเรื่องภาษีและเอกสาร เพื่อให้ฝ่ายบัญชีและ HR วางระบบได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
สารบัญบทความ
- นายจ้างตามสัญญาควรมีรายเดียว หรือแบ่งสัดส่วนตามบริษัทในเครือ
- เปรียบเทียบสองแนวทาง: ภาระภาษีและเอกสาร
- ผลต่อภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อเงินเดือนจ่ายจากหลายบริษัทพร้อมกัน
- ฐานประกันสังคม: สมทบครั้งเดียวตามเลขบัตรประชาชน ไม่ใช่ตามจำนวนนายจ้าง
- ความเสี่ยงรายจ่ายต้องห้าม และประเด็น Transfer Pricing
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
นายจ้างตามสัญญาควรมีรายเดียว หรือแบ่งสัดส่วนตามบริษัทในเครือ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 นิติสัมพันธ์ "นายจ้าง-ลูกจ้าง" เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานจริง ไม่ใช่จากการที่บริษัทไหนโอนเงินเข้าบัญชีพนักงาน
กฎหมายแรงงานไม่ได้ห้ามคนคนเดียวมีนายจ้างหลายรายพร้อมกัน
แต่สำหรับกลุ่มบริษัทในเครือที่มีผู้ถือหุ้น/ผู้บริหารชุดเดียวกัน ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้พนักงานทำงานข้ามบริษัทโดยไม่มีเอกสารรองรับ
- แนวทางที่ 1 นายจ้างรายเดียว (Home Company): พนักงานมีสัญญาจ้างกับบริษัทเดียว งานที่ทำให้บริษัทอื่นในเครือ บริษัทเจ้าของสัญญาจ่ายเงินเดือนทั้งหมดแล้ว "เรียกเก็บคืน" ตามสัดส่วนเวลาทำงานจริง
- แนวทางที่ 2 แยกสัญญาจ้างตามสัดส่วนงานจริง: แต่ละบริษัททำสัญญาจ้าง (อาจเป็นสัญญาจ้างบางเวลา) กับพนักงานคนเดียวกันโดยตรงตามสัดส่วนงานที่ทำจริง
ทั้งสองแนวทางทำได้ตามกฎหมาย แต่ผลกระทบด้านหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และรายจ่ายบริษัทต่างกันมาก ควรตัดสินใจร่วมกับฝ่ายบัญชีและ HR ก่อนเริ่มจ่ายเงินเดือนจริง
เปรียบเทียบสองแนวทาง: ภาระภาษีและเอกสาร
| ประเด็น | แนวทาง 1: นายจ้างรายเดียว + เรียกเก็บคืน | แนวทาง 2: แยกสัญญาจ้างตามสัดส่วน |
|---|---|---|
| ผู้ทำเงินเดือน/ยื่น ภ.ง.ด.1 | บริษัทเดียว ทำครั้งเดียวต่อเดือน | ทุกบริษัทที่จ่ายเงินเดือนต้องทำแยกกัน |
| ภาษียอดเรียกเก็บระหว่างบริษัท | ออกใบกำกับภาษี คิด VAT 7% + หัก ณ ที่จ่าย 3% | ไม่มี จ่ายเงินเดือนของตัวเองโดยตรง |
| การขึ้นทะเบียนประกันสังคม | ขึ้นทะเบียนรายเดียว | ขึ้นทะเบียนทุกนายจ้าง และเฝ้าดูเพดานฐานค่าจ้างรวม |
| เหมาะกับ | งานสนับสนุนที่แบ่งเวลาไม่ชัด เช่น บัญชีกลาง ไอที | งานที่แยกขอบเขต/เวลาให้แต่ละบริษัทได้ชัดเจน |
แนวทางที่ 1 บริหารง่ายกว่าและลดความเสี่ยงเรื่องหัก ณ ที่จ่ายคลาดเคลื่อน จึงเป็นทางเลือกที่กลุ่มบริษัท SME เลือกใช้มากที่สุด แต่ต้องมีสัญญาให้บริการระหว่างกัน (Intercompany
Service Agreement) และหลักฐานสัดส่วนเวลาทำงานรายเดือนรองรับ
มิเช่นนั้นยอดเรียกเก็บอาจถูกสรรพากรตั้งคำถาม
ผลต่อภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อเงินเดือนจ่ายจากหลายบริษัทพร้อมกัน
ถ้าเลือกแนวทางที่ 2 แต่ละบริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) และนำส่ง ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 (กระดาษ) หรือ 15 (อินเทอร์เน็ต) ของเดือนถัดไป แยกกันของใครของมัน
ปัญหาคือแต่ละบริษัทประมาณเงินได้ทั้งปีจากยอดที่ตนจ่ายเท่านั้น
พร้อมหักค่าลดหย่อนส่วนตัวซ้ำกันทุกบริษัท
ตัวอย่างสมมติ: พนักงาน ก. รับเงินเดือนบริษัท A 40,000 บาท และบริษัท B ในเครือจ่ายเพิ่ม 20,000 บาทต่อเดือน ทั้งสองบริษัทคำนวณหัก ณ ที่จ่ายราวกับพนักงานมีรายได้แค่ยอดที่ตนจ่าย
เมื่อนำเงินได้ทั้งปีมารวมยื่น ภ.ง.ด.90/91 ปลายปี
ฐานภาษีจริงจะสูงขึ้นตามอัตราก้าวหน้า พนักงานจึงมักต้องจ่ายภาษีเพิ่ม และต้องเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกบริษัทไว้ให้ครบ ส่วนแนวทางที่ 1
มีเพียงบริษัทเดียวหัก ณ ที่จ่ายจากฐานเงินเดือนเต็มจำนวน
จึงใกล้เคียงภาษีที่ต้องจ่ายจริงกว่า
ฐานประกันสังคม: สมทบครั้งเดียวตามเลขบัตรประชาชน ไม่ใช่ตามจำนวนนายจ้าง
กองทุนประกันสังคมผูกสิทธิผู้ประกันตนไว้กับเลขบัตรประชาชน 13 หลักของลูกจ้างแต่ละคนเพียงบัญชีเดียว อัตราเงินสมทบมาตรฐานฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
(ระยะที่ 1 ปี 2569-2571
ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเดือนธันวาคม 2568) ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบปรับเป็นไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือนต่อคน (เพดานเงินสมทบสูงสุด 875
บาทต่อฝ่ายต่อเดือน) เพดานนี้ผูกกับตัวบุคคลตามเลขบัตรประชาชน
ไม่ใช่ผูกกับจำนวนนายจ้าง และมีแผนปรับเพิ่มต่อเนื่องเป็นขั้นบันไดในปีถัดไป จึงควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนคำนวณจ่ายจริงทุกครั้ง
แนวทางที่ 1 พนักงานมีนายจ้างตามกฎหมายรายเดียว จึงขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบตามปกติ แต่แนวทางที่ 2 ซึ่งมีนายจ้างจริงหลายราย กฎหมายกำหนดให้ทุกบริษัทต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างด้วยแบบ
สปส.1-03 และนำส่งเงินสมทบตามค่าจ้างที่ตนจ่ายจริง
แต่เมื่อรวมฐานค่าจ้างจากทุกนายจ้างของบุคคลเดียวกันเกินเพดานข้างต้น เงินสมทบส่วนเกินยื่นขอรับคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ภายหลัง
ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ประกันสังคมในพื้นที่ให้ชัดเจนตั้งแต่วันขึ้นทะเบียน เพื่อลดภาระขอเงินคืนย้อนหลัง
ความเสี่ยงรายจ่ายต้องห้าม และประเด็น Transfer Pricing
ความเสี่ยงที่พบบ่อยคือบริษัทในเครือจ่ายเงินเดือนหรือสวัสดิการให้พนักงานที่ตามสัญญาเป็นลูกจ้างของอีกบริษัทเพียงรายเดียว โดยไม่มีสัญญาบริการหรือหลักฐานสัดส่วนเวลาทำงานรองรับ
เจ้าหน้าที่สรรพากรมีสิทธิถือว่ารายจ่ายนี้เป็นรายจ่ายต้องห้าม
ตามมาตรา 65 ตรี (13) เพราะไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของบริษัทผู้จ่ายเอง
เมื่อธุรกรรมเกิดขึ้นระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน (เช่น ถือหุ้นหรือมีอำนาจควบคุมการบริหารระหว่างกันตามเงื่อนไขมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง) ยังต้องพิจารณาหลักราคาตลาด (Arm's
Length)ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งมีผลบังคับใช้กับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป กำหนดให้จัดสรรต้นทุนแรงงานระหว่างกันด้วยสัญญาและอัตราสมเหตุสมผลเทียบเท่าบุคคลภายนอก
บริษัทที่เข้าเงื่อนไขความสัมพันธ์ดังกล่าวและมีรายได้เกิน 200
ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชี ยังมีหน้าที่ยื่นแบบรายงาน Transfer Pricing Disclosure Formพร้อมกับการยื่น ภ.ง.ด.50
ทางแก้คือจัดทำเอกสารให้ครบ ได้แก่ สัญญาให้บริการระหว่างบริษัทในเครือระบุขอบเขตงานและอัตราค่าตอบแทน ใบบันทึกเวลาทำงานรายเดือน ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษี พร้อมเก็บ
ทะเบียนธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกันไว้ตรวจสอบย้อนหลังได้
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง พนักงานทำงานหลายบริษัทในเครือ เงินเดือนต้องจ่ายที่ไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
พนักงานคนเดียวเป็นลูกจ้างของบริษัทในเครือหลายแห่งพร้อมกันได้ไหม
ได้ตามกฎหมาย เพราะนิติสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่ในทางปฏิบัติของกลุ่มบริษัทในเครือ
ควรเลือกให้ชัดเจนว่าจะใช้นายจ้างรายเดียวพร้อมเรียกเก็บต้นทุนคืน
หรือแยกสัญญาจ้างตามสัดส่วนงานจริง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการหัก ณ ที่จ่ายและประกันสังคมภายหลัง
ถ้าเงินเดือนจ่ายจากหลายบริษัท ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 กี่ฉบับ
ทุกบริษัทที่จ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนเดียวกันต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1 ของตัวเองแยกกันทุกเดือนตามยอดที่จ่ายจริง พนักงานต้องเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50
ทวิ) จากทุกบริษัทไว้
เพื่อนำรายได้ทั้งปีมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ตอนสิ้นปีให้ครบถ้วน
ประกันสังคมต้องขึ้นทะเบียนกับนายจ้างกี่รายถ้าทำงานให้บริษัทในเครือหลายแห่ง
ขึ้นอยู่กับว่าใครคือนายจ้างตามสัญญาจริง ถ้ามีนายจ้างรายเดียวก็ขึ้นทะเบียนรายเดียวตามปกติ แต่ถ้าพนักงานมีสัญญาจ้างกับหลายบริษัทจริง
กฎหมายกำหนดให้ทุกบริษัทต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างด้วยแบบ สปส.1-03 และนำส่งเงินสมทบตามค่าจ้างที่ตนจ่าย
แต่ฐานค่าจ้างรวมของบุคคลนั้นเพื่อคำนวณเงินสมทบจะไม่เกินเพดานสูงสุดที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด (ปรับเป็นไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป)
ถ้ารวมแล้วนำส่งเกินเพดาน
พนักงานยื่นขอเงินสมทบส่วนเกินคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้
ถ้าบริษัทในเครือช่วยกันออกเงินเดือนโดยไม่มีสัญญา มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
สรรพากรอาจถือว่ารายจ่ายเงินเดือนของบริษัทที่ไม่ใช่นายจ้างตามสัญญาเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) เพราะไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของบริษัทนั้นเอง
และหากเป็นธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ยังต้องพิจารณาหลักราคาตลาด (Arm's
Length) ตามมาตรา 71 ทวิ ด้วย ทางที่ปลอดภัยคือทำสัญญาให้บริการระหว่างกันและเก็บหลักฐานสัดส่วนเวลาทำงานให้ครบ