เจ้าของธุรกิจกลุ่มบริษัทในเครือหลายแห่งมักให้พนักงานคนเดียวช่วยงานข้ามบริษัท เช่น ผู้จัดการฝ่ายบัญชีที่ดูแลทั้งบริษัท A และ B หรือพนักงานขายที่ปิดการขายให้ทั้งสองแบรนด์ในเครือ

คำถามที่ตามมาคือ ควรจ่ายเงินเดือนจากบริษัทไหน

ใครคือนายจ้างตามกฎหมาย และจะกระทบภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม หรือรายจ่ายของบริษัทอย่างไรบ้าง บทความนี้อธิบายแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง

ทั้งกรณีมีนายจ้างรายเดียวพร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายคืนจากบริษัทในเครือ และกรณีแยกสัญญาจ้างตามสัดส่วนงาน

พร้อมจุดที่ต้องระวังเรื่องภาษีและเอกสาร เพื่อให้ฝ่ายบัญชีและ HR วางระบบได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

สารบัญบทความ
  1. นายจ้างตามสัญญาควรมีรายเดียว หรือแบ่งสัดส่วนตามบริษัทในเครือ
  2. เปรียบเทียบสองแนวทาง: ภาระภาษีและเอกสาร
  3. ผลต่อภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อเงินเดือนจ่ายจากหลายบริษัทพร้อมกัน
  4. ฐานประกันสังคม: สมทบครั้งเดียวตามเลขบัตรประชาชน ไม่ใช่ตามจำนวนนายจ้าง
  5. ความเสี่ยงรายจ่ายต้องห้าม และประเด็น Transfer Pricing
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

นายจ้างตามสัญญาควรมีรายเดียว หรือแบ่งสัดส่วนตามบริษัทในเครือ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 นิติสัมพันธ์ "นายจ้าง-ลูกจ้าง" เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานจริง ไม่ใช่จากการที่บริษัทไหนโอนเงินเข้าบัญชีพนักงาน

กฎหมายแรงงานไม่ได้ห้ามคนคนเดียวมีนายจ้างหลายรายพร้อมกัน

แต่สำหรับกลุ่มบริษัทในเครือที่มีผู้ถือหุ้น/ผู้บริหารชุดเดียวกัน ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้พนักงานทำงานข้ามบริษัทโดยไม่มีเอกสารรองรับ

  • แนวทางที่ 1 นายจ้างรายเดียว (Home Company): พนักงานมีสัญญาจ้างกับบริษัทเดียว งานที่ทำให้บริษัทอื่นในเครือ บริษัทเจ้าของสัญญาจ่ายเงินเดือนทั้งหมดแล้ว "เรียกเก็บคืน" ตามสัดส่วนเวลาทำงานจริง
  • แนวทางที่ 2 แยกสัญญาจ้างตามสัดส่วนงานจริง: แต่ละบริษัททำสัญญาจ้าง (อาจเป็นสัญญาจ้างบางเวลา) กับพนักงานคนเดียวกันโดยตรงตามสัดส่วนงานที่ทำจริง

ทั้งสองแนวทางทำได้ตามกฎหมาย แต่ผลกระทบด้านหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และรายจ่ายบริษัทต่างกันมาก ควรตัดสินใจร่วมกับฝ่ายบัญชีและ HR ก่อนเริ่มจ่ายเงินเดือนจริง

เปรียบเทียบสองแนวทาง: ภาระภาษีและเอกสาร

ประเด็นแนวทาง 1: นายจ้างรายเดียว + เรียกเก็บคืนแนวทาง 2: แยกสัญญาจ้างตามสัดส่วน
ผู้ทำเงินเดือน/ยื่น ภ.ง.ด.1บริษัทเดียว ทำครั้งเดียวต่อเดือนทุกบริษัทที่จ่ายเงินเดือนต้องทำแยกกัน
ภาษียอดเรียกเก็บระหว่างบริษัทออกใบกำกับภาษี คิด VAT 7% + หัก ณ ที่จ่าย 3%ไม่มี จ่ายเงินเดือนของตัวเองโดยตรง
การขึ้นทะเบียนประกันสังคมขึ้นทะเบียนรายเดียวขึ้นทะเบียนทุกนายจ้าง และเฝ้าดูเพดานฐานค่าจ้างรวม
เหมาะกับงานสนับสนุนที่แบ่งเวลาไม่ชัด เช่น บัญชีกลาง ไอทีงานที่แยกขอบเขต/เวลาให้แต่ละบริษัทได้ชัดเจน

แนวทางที่ 1 บริหารง่ายกว่าและลดความเสี่ยงเรื่องหัก ณ ที่จ่ายคลาดเคลื่อน จึงเป็นทางเลือกที่กลุ่มบริษัท SME เลือกใช้มากที่สุด แต่ต้องมีสัญญาให้บริการระหว่างกัน (Intercompany

Service Agreement) และหลักฐานสัดส่วนเวลาทำงานรายเดือนรองรับ

มิเช่นนั้นยอดเรียกเก็บอาจถูกสรรพากรตั้งคำถาม

ผลต่อภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อเงินเดือนจ่ายจากหลายบริษัทพร้อมกัน

ถ้าเลือกแนวทางที่ 2 แต่ละบริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) และนำส่ง ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 (กระดาษ) หรือ 15 (อินเทอร์เน็ต) ของเดือนถัดไป แยกกันของใครของมัน

ปัญหาคือแต่ละบริษัทประมาณเงินได้ทั้งปีจากยอดที่ตนจ่ายเท่านั้น

พร้อมหักค่าลดหย่อนส่วนตัวซ้ำกันทุกบริษัท

ตัวอย่างสมมติ: พนักงาน ก. รับเงินเดือนบริษัท A 40,000 บาท และบริษัท B ในเครือจ่ายเพิ่ม 20,000 บาทต่อเดือน ทั้งสองบริษัทคำนวณหัก ณ ที่จ่ายราวกับพนักงานมีรายได้แค่ยอดที่ตนจ่าย

เมื่อนำเงินได้ทั้งปีมารวมยื่น ภ.ง.ด.90/91 ปลายปี

ฐานภาษีจริงจะสูงขึ้นตามอัตราก้าวหน้า พนักงานจึงมักต้องจ่ายภาษีเพิ่ม และต้องเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกบริษัทไว้ให้ครบ ส่วนแนวทางที่ 1

มีเพียงบริษัทเดียวหัก ณ ที่จ่ายจากฐานเงินเดือนเต็มจำนวน

จึงใกล้เคียงภาษีที่ต้องจ่ายจริงกว่า

ฐานประกันสังคม: สมทบครั้งเดียวตามเลขบัตรประชาชน ไม่ใช่ตามจำนวนนายจ้าง

กองทุนประกันสังคมผูกสิทธิผู้ประกันตนไว้กับเลขบัตรประชาชน 13 หลักของลูกจ้างแต่ละคนเพียงบัญชีเดียว อัตราเงินสมทบมาตรฐานฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

(ระยะที่ 1 ปี 2569-2571

ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเดือนธันวาคม 2568) ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบปรับเป็นไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือนต่อคน (เพดานเงินสมทบสูงสุด 875

บาทต่อฝ่ายต่อเดือน) เพดานนี้ผูกกับตัวบุคคลตามเลขบัตรประชาชน

ไม่ใช่ผูกกับจำนวนนายจ้าง และมีแผนปรับเพิ่มต่อเนื่องเป็นขั้นบันไดในปีถัดไป จึงควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนคำนวณจ่ายจริงทุกครั้ง

แนวทางที่ 1 พนักงานมีนายจ้างตามกฎหมายรายเดียว จึงขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบตามปกติ แต่แนวทางที่ 2 ซึ่งมีนายจ้างจริงหลายราย กฎหมายกำหนดให้ทุกบริษัทต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างด้วยแบบ

สปส.1-03 และนำส่งเงินสมทบตามค่าจ้างที่ตนจ่ายจริง

แต่เมื่อรวมฐานค่าจ้างจากทุกนายจ้างของบุคคลเดียวกันเกินเพดานข้างต้น เงินสมทบส่วนเกินยื่นขอรับคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ภายหลัง

ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ประกันสังคมในพื้นที่ให้ชัดเจนตั้งแต่วันขึ้นทะเบียน เพื่อลดภาระขอเงินคืนย้อนหลัง

ความเสี่ยงรายจ่ายต้องห้าม และประเด็น Transfer Pricing

ความเสี่ยงที่พบบ่อยคือบริษัทในเครือจ่ายเงินเดือนหรือสวัสดิการให้พนักงานที่ตามสัญญาเป็นลูกจ้างของอีกบริษัทเพียงรายเดียว โดยไม่มีสัญญาบริการหรือหลักฐานสัดส่วนเวลาทำงานรองรับ

เจ้าหน้าที่สรรพากรมีสิทธิถือว่ารายจ่ายนี้เป็นรายจ่ายต้องห้าม

ตามมาตรา 65 ตรี (13) เพราะไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของบริษัทผู้จ่ายเอง

เมื่อธุรกรรมเกิดขึ้นระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน (เช่น ถือหุ้นหรือมีอำนาจควบคุมการบริหารระหว่างกันตามเงื่อนไขมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง) ยังต้องพิจารณาหลักราคาตลาด (Arm's

Length)ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งมีผลบังคับใช้กับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป กำหนดให้จัดสรรต้นทุนแรงงานระหว่างกันด้วยสัญญาและอัตราสมเหตุสมผลเทียบเท่าบุคคลภายนอก

บริษัทที่เข้าเงื่อนไขความสัมพันธ์ดังกล่าวและมีรายได้เกิน 200

ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชี ยังมีหน้าที่ยื่นแบบรายงาน Transfer Pricing Disclosure Formพร้อมกับการยื่น ภ.ง.ด.50

ทางแก้คือจัดทำเอกสารให้ครบ ได้แก่ สัญญาให้บริการระหว่างบริษัทในเครือระบุขอบเขตงานและอัตราค่าตอบแทน ใบบันทึกเวลาทำงานรายเดือน ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษี พร้อมเก็บ

ทะเบียนธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกันไว้ตรวจสอบย้อนหลังได้

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง พนักงานทำงานหลายบริษัทในเครือ เงินเดือนต้องจ่ายที่ไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พนักงานคนเดียวเป็นลูกจ้างของบริษัทในเครือหลายแห่งพร้อมกันได้ไหม

ได้ตามกฎหมาย เพราะนิติสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่ในทางปฏิบัติของกลุ่มบริษัทในเครือ

ควรเลือกให้ชัดเจนว่าจะใช้นายจ้างรายเดียวพร้อมเรียกเก็บต้นทุนคืน

หรือแยกสัญญาจ้างตามสัดส่วนงานจริง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการหัก ณ ที่จ่ายและประกันสังคมภายหลัง

ถ้าเงินเดือนจ่ายจากหลายบริษัท ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 กี่ฉบับ

ทุกบริษัทที่จ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนเดียวกันต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1 ของตัวเองแยกกันทุกเดือนตามยอดที่จ่ายจริง พนักงานต้องเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50

ทวิ) จากทุกบริษัทไว้

เพื่อนำรายได้ทั้งปีมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ตอนสิ้นปีให้ครบถ้วน

ประกันสังคมต้องขึ้นทะเบียนกับนายจ้างกี่รายถ้าทำงานให้บริษัทในเครือหลายแห่ง

ขึ้นอยู่กับว่าใครคือนายจ้างตามสัญญาจริง ถ้ามีนายจ้างรายเดียวก็ขึ้นทะเบียนรายเดียวตามปกติ แต่ถ้าพนักงานมีสัญญาจ้างกับหลายบริษัทจริง

กฎหมายกำหนดให้ทุกบริษัทต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างด้วยแบบ สปส.1-03 และนำส่งเงินสมทบตามค่าจ้างที่ตนจ่าย

แต่ฐานค่าจ้างรวมของบุคคลนั้นเพื่อคำนวณเงินสมทบจะไม่เกินเพดานสูงสุดที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด (ปรับเป็นไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป)

ถ้ารวมแล้วนำส่งเกินเพดาน

พนักงานยื่นขอเงินสมทบส่วนเกินคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้

ถ้าบริษัทในเครือช่วยกันออกเงินเดือนโดยไม่มีสัญญา มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

สรรพากรอาจถือว่ารายจ่ายเงินเดือนของบริษัทที่ไม่ใช่นายจ้างตามสัญญาเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) เพราะไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของบริษัทนั้นเอง

และหากเป็นธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ยังต้องพิจารณาหลักราคาตลาด (Arm's

Length) ตามมาตรา 71 ทวิ ด้วย ทางที่ปลอดภัยคือทำสัญญาให้บริการระหว่างกันและเก็บหลักฐานสัดส่วนเวลาทำงานให้ครบ