กรรมการที่ดำรงตำแหน่งในหลายบริษัทพร้อมกันเป็นเรื่องปกติในโลกธุรกิจของ SME ไทย แต่เมื่อมีเงินเดือนหลายก้อนจากหลายแหล่ง การยื่นภาษีบุคคลธรรมดาให้ถูกต้องกลับซับซ้อนกว่าที่คิด บทความนี้อธิบายวิธีรวมรายได้ คำนวณภาษี และใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ทำไมกรรมการหลายบริษัทต้องระวังเรื่องภาษีเป็นพิเศษ
ในประเทศไทย ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้หลัก อัตราก้าวหน้า (Progressive Tax Rate) ซึ่งหมายความว่ายิ่งมีรายได้รวมมาก อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น กรรมการที่รับเงินเดือนจากบริษัทเดียวและถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอาจคิดว่าภาษีได้รับการจัดการครบแล้ว แต่ความจริงคือเมื่อมีรายได้จากหลายบริษัท แต่ละบริษัทจะคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น โดยไม่รู้ว่ากรรมการคนนั้นมีรายได้จากที่อื่นด้วย
ผลที่ตามมาคือเมื่อสิ้นปี กรรมการอาจต้องชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวนมาก เพราะเมื่อรวมรายได้ทุกแหล่งแล้ว รายได้สุทธิจะเข้าสู่ฐานภาษีที่สูงขึ้น ทำให้ภาษีที่ถูกหักไว้ไม่เพียงพอ
ประเภทรายได้ของกรรมการที่ต้องนำมารวม
กรรมการบริษัทอาจมีรายได้หลายประเภทที่ต้องนำมาแสดงในแบบภาษีบุคคลธรรมดา ได้แก่
- เงินเดือน (มาตรา 40(1)) รายได้จากการเป็นพนักงานหรือกรรมการในฐานะลูกจ้าง
- ค่าตอบแทนกรรมการ (มาตรา 40(1) หรือ 40(2)) บางบริษัทจ่ายค่าตอบแทนกรรมการแยกต่างหากจากเงินเดือน ซึ่งอาจจัดอยู่ในประเภทที่ 1 หรือ 2 ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญา
- โบนัสประจำปี ถือเป็นรายได้ประเภทเดียวกับเงินเดือน
- เงินปันผล (มาตรา 40(4)) หากกรรมการเป็นผู้ถือหุ้นด้วย เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทต้องนำมารวมหรือเลือกเสียภาษีในอัตราพิเศษ 10%
วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกรรมการหลายบริษัท
ขั้นตอนการคำนวณมีดังนี้
- รวมรายได้ทั้งหมด จากทุกบริษัทในปีภาษีนั้น ๆ
- หักค่าใช้จ่าย สำหรับรายได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- หักค่าลดหย่อนส่วนตัว ได้แก่ ค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ
- คำนวณรายได้สุทธิ และนำไปเทียบกับอัตราภาษีก้าวหน้า
- หักภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ออกจากภาษีที่ต้องชำระ หากหักไว้มากเกินไปจะได้รับคืน
ตัวอย่างการคำนวณภาษีกรรมการ 2 บริษัท
สมมติว่านายก.เป็นกรรมการและรับเงินเดือนดังนี้
- บริษัท A จ่ายเงินเดือน 80,000 บาทต่อเดือน (รวมปี = 960,000 บาท)
- บริษัท B จ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 30,000 บาทต่อเดือน (รวมปี = 360,000 บาท)
รายได้รวม = 1,320,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท = 100,000 บาท
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 1,220,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท = 1,160,000 บาท
รายได้สุทธิ = 1,160,000 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ตามอัตราก้าวหน้า
| ช่วงรายได้สุทธิ | อัตราภาษี | ภาษีในช่วงนั้น |
|---|---|---|
| 0 - 150,000 | ยกเว้น | 0 บาท |
| 150,001 - 300,000 | 5% | 7,500 บาท |
| 300,001 - 500,000 | 10% | 20,000 บาท |
| 500,001 - 750,000 | 15% | 37,500 บาท |
| 750,001 - 1,000,000 | 20% | 50,000 บาท |
| 1,000,001 - 1,160,000 | 25% | 40,000 บาท |
ภาษีรวม = 155,000 บาท ในขณะที่บริษัท A และ B อาจหัก ณ ที่จ่ายรวมกันได้น้อยกว่านี้ เพราะต่างฝ่ายต่างคำนวณเฉพาะรายได้จากบริษัทตัวเอง
แบบภาษีที่กรรมการต้องยื่น
กรรมการที่มีรายได้จากหลายบริษัทจะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (กรณีมีรายได้หลายประเภทหรือรายได้จากหลายแห่ง) ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป หรือ 8 เมษายนหากยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-filing ของกรมสรรพากร
การวางแผนภาษีล่วงหน้าสำหรับกรรมการ
เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องชำระภาษีก้อนโตปลายปี กรรมการควร
- แจ้งให้บริษัทต้นสังกัดแต่ละแห่งทราบถึงรายได้รวมทั้งหมด เพื่อให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้อง
- ออมเงินสำรองไว้สำหรับชำระภาษีเพิ่มเติมเมื่อยื่นแบบปลายปี
- ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีทุกรายการที่มีสิทธิ์ เช่น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุน RMF/SSF
- พิจารณาปรับโครงสร้างค่าตอบแทนร่วมกับที่ปรึกษาภาษี
สรุป
การเป็นกรรมการหลายบริษัทมีข้อดีในแง่ความหลากหลายของรายได้ แต่ก็มาพร้อมความซับซ้อนด้านภาษีที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ การวางแผนล่วงหน้า การเก็บเอกสารหลักฐาน และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร rd.go.th
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง กรรมการหลายบริษัท: รวมเงินเดือนจากหลายแหล่งแล้วเสียภาษีบุคคลธรรมดาอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กรรมการที่รับเงินเดือนจาก 3 บริษัทต้องยื่นแบบภาษีกี่ใบ
ยื่นเพียง 1 ใบ คือแบบ ภ.ง.ด.90 โดยนำรายได้จากทุกบริษัทมารวมแสดงในแบบเดียวกัน พร้อมแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกบริษัทเป็นเอกสารประกอบ
แต่ละบริษัทที่กรรมการรับเงินเดือนต้องออกหนังสือ 50 ทวิ ให้หรือไม่
ใช่ ทุกบริษัทที่จ่ายเงินได้พึงประเมินให้กรรมการมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แก่กรรมการภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป กรรมการต้องรวบรวมหนังสือเหล่านี้จากทุกบริษัทก่อนยื่นแบบภาษี
ค่าลดหย่อนค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท นับรวมจากทุกบริษัทหรือไม่
ใช่ วงเงินหักค่าใช้จ่าย 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีนี้เป็นวงเงินรวมสำหรับรายได้ประเภทที่ 1 ทั้งหมด ไม่ใช่นับแยกทีละบริษัท แม้จะมีเงินเดือนจากหลายที่ก็หักได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีรวมกัน
หากบริษัทหนึ่งจ่ายเงินเดือนและอีกบริษัทจ่ายค่าที่ปรึกษา ต้องแสดงรายได้อย่างไร
ต้องแยกประเภทรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.90 ให้ถูกต้อง เงินเดือนจัดเป็นรายได้ประเภทที่ 1 และค่าที่ปรึกษาจัดเป็นรายได้ประเภทที่ 2 (งานจ้างทำของ) ซึ่งมีวิธีหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน การแยกประเภทให้ถูกต้องจะช่วยให้ใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
กรรมการที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายน้อยเกินไปจะมีปัญหาหรือไม่
ไม่มีปัญหาหากยื่นแบบและชำระภาษีส่วนที่ขาดภายในกำหนด แต่หากยื่นล่าช้าจะเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน แนะนำให้กรรมการแจ้งให้ทุกบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่เหมาะสมกับรายได้รวมเพื่อป้องกันปัญหานี้
กรรมการรับเงินปันผลด้วย ต้องนำมารวมในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือสามารถเลือกเสียแยกได้
เงินปันผลจากบริษัทไทยมีสิทธิ์เลือกเสียภาษีในอัตราพิเศษ 10% ณ ที่จ่ายโดยไม่ต้องนำมารวมในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือจะเลือกนำมารวมคำนวณกับรายได้อื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าตัวเลือกใดให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่า ควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ต้องยื่นแบบภาษีกลางปีด้วยหรือไม่
กรรมการที่มีรายได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เป็นหลักไม่ต้องยื่นแบบกลางปี แต่หากมีรายได้ประเภทอื่น เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า หรือเงินปันผล เกิน 60,000 บาทในครึ่งปีแรก จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนด้วย