เมื่อคุณตกลงจ้าง สำนักงานบัญชี สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำหน้าที่เป็นประจำทุกเดือนคือ "การรวบรวมและส่งเอกสาร" เพราะสำนักงานบัญชีจะคำนวณภาษีและทำงบการเงินไม่ได้เลย

หากไม่มีเอกสารอ้างอิง บทความนี้ขอสรุป 4

หมวดเอกสารสำคัญที่คุณต้องเตรียมไว้ให้พร้อมครับ

สารบัญบทความ
  1. ทำไมต้องส่งเอกสารตรงเวลา?
  2. Checklist 4 หมวดเอกสารที่ต้องส่งทุกเดือน
  3. จะดีกว่าไหม... ถ้าไม่ต้องส่งเอกสารเป็นกระดาษ?
  4. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมต้องส่งเอกสารตรงเวลา?

สรรพากรมีเส้นตายในการจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, 3, 53) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ดังนั้น

คุณควรส่งเอกสารทั้งหมดให้สำนักงานบัญชีภายในวันที่ 1-5 ของเดือนถัดไป

เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบและแจ้งยอดให้คุณเตรียมเงินจ่ายภาษีทันเวลา

Checklist 4 หมวดเอกสารที่ต้องส่งทุกเดือน

1. หมวดรายรับ (Sales & Revenue)

เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับการได้เงินเข้ามาในบริษัท:

  • สำเนาใบแจ้งหนี้ / ใบเสร็จรับเงิน: ที่คุณเปิดให้ลูกค้า
  • สำเนาใบกำกับภาษีขาย: (ถ้าธุรกิจจด VAT) ต้องเรียงตามเลขที่ ห้ามมีบิลข้ามหรือสูญหาย
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย: (ใบ 50 ทวิ) ตัวจริงที่คุณได้รับจากลูกค้าที่หักเงินคุณไว้ เพื่อใช้เคลมภาษีปลายปี
  • สรุปรายงานยอดขายจาก Platform: (Shopee, Lazada, TikTok, เครื่องรูดบัตร EDC) หากมี

2. หมวดรายจ่าย (Expenses & Purchases)

เอกสารทั้งหมดที่บริษัทจ่ายเงินออกไป เพื่อนำมาใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท (อย่าทิ้งบิลเด็ดขาด!)

  • ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษีซื้อ: ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าโฆษณา ค่าเช่า ค่าซื้อสินค้า *บิลต้องระบุชื่อ-ที่อยู่-เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทคุณให้ถูกต้อง*
  • ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher): สลิปโอนเงินที่แนบคู่กับบิลของซัพพลายเออร์
  • สลิปเงินเดือนพนักงาน (Payroll): รายละเอียดเงินเดือน, ประกันสังคมที่หักไว้, และภาษีที่หักพนักงาน (ถ้ามี)

3. หมวดธนาคาร (Bank Statements)

สำนักงานบัญชีจะนำรายการธนาคารมากระทบยอด (Bank Reconcile) เพื่อดูว่าบิลใบไหนรับหรือจ่ายแล้วบ้าง

  • รายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) ของบริษัท: ของทุกธนาคารที่เปิดในนามบริษัท ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันสิ้นเดือน
  • สลิปโอนเงิน (e-slip): กรณีที่คุณต้องการอธิบายรายการที่จ่ายออกไปให้ชัดเจน

4. หมวดเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี)

  • เอกสารนำเข้า-ส่งออก (ใบขนสินค้า)
  • สัญญาเช่าใหม่, สัญญากู้ยืมเงิน, สัญญาจ้างงาน (กรณีมีทำสัญญาในเดือนนั้น)
  • ใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการต่อใบอนุญาต / ประกันภัยบริษัท

จะดีกว่าไหม... ถ้าไม่ต้องส่งเอกสารเป็นกระดาษ?

ปัญหาคลาสสิกของเจ้าของ SME คือ สิ้นเดือนทีไรต้องมานั่งคัดแยกบิลกระดาษ ใส่ซองเอกสาร แล้วเรียกแมสเซนเจอร์ไปส่งให้สำนักงานบัญชี เสียทั้งเวลาและเสี่ยงที่เอกสารสำคัญจะหล่นหาย

ที่ A Plus Me เราใช้ระบบ Cloud Accounting เพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ:

  • ถ่ายรูปแล้วอัปโหลดผ่านมือถือได้ทันที: ได้บิลค่าทางด่วน ค่าข้าวเลี้ยงลูกค้า ถ่ายรูปปุ๊บ เข้าระบบปั๊บ
  • ดึง Bank Statement อัตโนมัติ: (หากเชื่อมต่อระบบธนาคาร) ไม่ต้องเสียเวลาไปปริ้นท์เอง
  • เห็นยอดขาย-ค่าใช้จ่ายแบบ Real-time: เมื่อเราคีย์บิลเข้าระบบ คุณสามารถเปิด Dashboard ดูผลประกอบการได้เลย ไม่ต้องรอสรุปผลตอนปิดงบสิ้นปี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ส่งเอกสารบัญชีให้ครบและตรงรอบ: ตารางตัดสินใจก่อนลงมือ

ส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพื่อเปลี่ยนข้อมูลในบทความให้เป็นขั้นตอนใช้งานจริง เจ้าของกิจการควรยืนยันข้อเท็จจริงและหลักฐานของบริษัทก่อนเลือกทางดำเนินการ

เพราะคำตอบที่เหมาะสมขึ้นกับขนาดธุรกิจ ระบบที่ใช้ และสถานะเอกสารในวันที่ตัดสินใจ

จุดตรวจหลักฐานที่ควรมีเกณฑ์ตัดสินใจ
1ใบขาย ใบซื้อ ค่าใช้จ่าย และหลักฐานรับจ่ายใช้ชื่อไฟล์และเลขอ้างอิงเดียวกับระบบบัญชี
2statement ทุกบัญชีและรายงานจาก payment gatewayกำหนด cutoff และผู้รับผิดชอบรายแผนก
3สัญญา payroll สต็อก และรายการปรับปรุงพิเศษแยกเอกสารขาดกับรายการรอคำตอบอย่างชัดเจน

Checklist สำหรับผู้บริหารและผู้รับผิดชอบ

  • กำหนดเจ้าของข้อมูล ผู้จัดทำ ผู้ตรวจทาน และวันครบกำหนดให้เห็นในที่เดียว
  • ตรวจชื่อ เลขประจำตัว วันที่ จำนวนเงิน และสถานะเอกสารกับหลักฐานต้นทางก่อนอนุมัติ
  • บันทึกสมมติฐาน เหตุผล และผลกระทบด้านบัญชี ภาษี หรือกระแสเงินสดของทางเลือกที่เลือก
  • เก็บไฟล์ฉบับสุดท้ายและหลักฐานยื่นหรือชำระให้ค้นย้อนกลับจากเลขรายการได้

จุดส่งต่อสู่การปฏิบัติ: หากข้อมูลยังไม่ครบ ให้แยกรายการเป็น “รอยืนยัน” แทนการเดาแล้วเดินหน้าต่อ หากครบแล้ว ให้สรุปผู้อนุมัติ วันที่มีผล และผู้ติดตามผลหลังดำเนินการ

วิธีนี้ลดทั้งงานแก้ย้อนหลังและความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการกับบริษัทเข้าใจขอบเขตไม่ตรงกัน

หากต้องการให้ทีม A Plus ตรวจข้อมูลจริงและจัดลำดับขั้นตอน ดูขอบเขต บริการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ ก่อนส่งเอกสารเพื่อประเมินงาน

โดยจะยืนยันข้อเท็จจริงและขอบเขตก่อนเสนอวิธีดำเนินการ

อ่านต่อเพื่อเชื่อมขั้นตอนให้ครบ

แหล่งอ้างอิงทางการ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: หลักเกณฑ์ผู้ทำบัญชี — ตรวจคุณสมบัติ หน้าที่ และการแจ้งข้อมูลผู้ทำบัญชี บทความนี้ตรวจทานล่าสุดเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569

และควรตรวจประกาศที่มีผลกับข้อเท็จจริงของกิจการอีกครั้งก่อนยื่นหรือทำรายการสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควรส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีภายในวันที่เท่าไหร่ของเดือน?

ควรส่งภายในวันที่ 1-5 ของเดือนถัดไป เพื่อให้ผู้ทำบัญชีมีเวลาตรวจสอบ คีย์ข้อมูล และเตรียมตัวยื่นแบบภาษีต่างๆ ให้ทันเส้นตายของสรรพากร (วันที่ 7-15 ของทุกเดือน)

ใบเสร็จเงินสดที่ไม่มีชื่อบริษัท สามารถใช้เป็นเอกสารรายจ่ายได้หรือไม่?

หากไม่มีชื่อบริษัท บิลนั้นจะถือเป็นรายจ่ายทางภาษีไม่ได้ (เสี่ยงโดนสรรพากรบวกกลับ) ควรขอให้ผู้ขายระบุชื่อบริษัทของคุณ หรือแนบสำเนาบัตรประชาชนผู้ขายและทำใบสำคัญรับเงินคู่กัน

สามารถส่งเอกสารแบบสแกนหรือถ่ายรูปได้ไหม แทนการส่งตัวจริง?

ส่งรูปหรือสแกนให้สำนักงานบัญชีคีย์ข้อมูลก่อนได้ครับ เพื่อความรวดเร็ว แต่ตามกฎหมายสรรพากร กิจการยังต้องเก็บรักษาเอกสาร 'ตัวจริง' ไว้ที่บริษัท (หรือให้สำนักงานบัญชีเก็บ)

เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชี ทุกเดือน มีอะไรบ้าง (ฉบับเข้าใจง่าย)

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชี ทุกเดือน มีอะไรบ้าง (ฉบับเข้าใจง่าย)

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล