เมื่อพนักงานขอกู้ยืมเงินหรือเบิกเงินเดือนล่วงหน้าจากบริษัท เจ้าของ SME มักไม่แน่ใจว่าต้องบันทึกบัญชีอย่างไรและมีผลทางภาษีหรือไม่ คำตอบคือ ต้องมีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร

บันทึกเป็นลูกหนี้เงินยืมพนักงานในงบการเงิน

และหักคืนผ่านระบบเงินเดือนอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาบัญชีปนกับรายจ่ายส่วนตัว

สารบัญบทความ
  1. ทำไม SME ต้องมีนโยบายเงินกู้ยืมพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร
  2. ความแตกต่างระหว่างเงินกู้ยืมพนักงานกับเบิกเงินเดือนล่วงหน้า
  3. การบันทึกบัญชีสำหรับเงินกู้ยืมพนักงาน
  4. การบันทึกบัญชีสำหรับเบิกเงินเดือนล่วงหน้า
  5. ผลกระทบทางภาษีที่ SME ต้องระวัง
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบริหารเงินกู้ยืมพนักงาน
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ทำไม SME ต้องมีนโยบายเงินกู้ยืมพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร

ธุรกิจ SME จำนวนมากอนุญาตให้พนักงานขอยืมเงินหรือเบิกเงินเดือนล่วงหน้าในกรณีฉุกเฉิน แต่หากไม่มีนโยบายที่ชัดเจน มักเกิดปัญหาตามมา เช่น พนักงานขอยืมซ้ำหลายครั้งจนควบคุมไม่ได้

การหักคืนไม่ตรงเวลา

หรือฝ่ายบัญชีบันทึกรายการผิดประเภทจนกระทบการปิดงบการเงินประจำปี

นโยบายที่ดีควรระบุชัดเจนว่า ใครมีสิทธิ์ขอกู้ยืมหรือเบิกเงินเดือนล่วงหน้า วงเงินสูงสุดที่อนุมัติได้ ระยะเวลาผ่อนชำระคืน อัตราดอกเบี้ยถ้ามี และขั้นตอนอนุมัติที่ต้องผ่านใครบ้าง

การมีนโยบายเป็นเอกสารทางการยังช่วยป้องกันข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในอนาคตด้วย

ความแตกต่างระหว่างเงินกู้ยืมพนักงานกับเบิกเงินเดือนล่วงหน้า

เงินกู้ยืมพนักงาน (Employee Loan)

คือเงินที่บริษัทให้พนักงานยืมเป็นก้อน มักใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร หรือเหตุจำเป็นส่วนตัว โดยมีการทำสัญญากู้ยืมและกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระคืนเป็นงวดๆ

ผ่านการหักจากเงินเดือน

เบิกเงินเดือนล่วงหน้า (Salary Advance)

คือการที่พนักงานขอรับเงินเดือนบางส่วนหรือทั้งหมดก่อนถึงวันจ่ายเงินเดือนปกติ เช่น ทำงานมาแล้ว 15 วันแต่ขอเบิกเงินเดือนครึ่งเดือนก่อน วิธีนี้ไม่ใช่การกู้ยืมในทางเทคนิค

แต่เป็นการจ่ายเงินเดือนที่พนักงานมีสิทธิ์ได้รับอยู่แล้วเร็วขึ้น

ดังนั้นเมื่อถึงวันจ่ายเงินเดือนจริง บริษัทจะหักยอดที่เบิกล่วงหน้าออกจากยอดเงินเดือนที่ต้องจ่าย

การบันทึกบัญชีสำหรับเงินกู้ยืมพนักงาน

เมื่อบริษัทจ่ายเงินกู้ยืมให้พนักงาน ให้บันทึกบัญชีดังนี้

  • ตอนจ่ายเงินกู้: เดบิต บัญชี "ลูกหนี้เงินยืมพนักงาน" (สินทรัพย์หมุนเวียน) เครดิต บัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร
  • ตอนหักคืนจากเงินเดือนแต่ละงวด: เดบิต บัญชีเงินสด (ส่วนที่หักจากเงินเดือน) เครดิต บัญชี "ลูกหนี้เงินยืมพนักงาน" ลดยอดคงเหลือลงทุกเดือน

บัญชีลูกหนี้เงินยืมพนักงานต้องแสดงเป็นรายการแยกต่างหากในงบการเงิน ไม่ควรปะปนกับบัญชีลูกหนี้การค้าปกติ

เพราะผู้ตรวจสอบบัญชีและกรมสรรพากรจะพิจารณารายการนี้เป็นพิเศษเมื่อมีการตรวจสอบ

การบันทึกบัญชีสำหรับเบิกเงินเดือนล่วงหน้า

เนื่องจากเป็นเงินเดือนที่พนักงานมีสิทธิ์ได้รับอยู่แล้ว การบันทึกบัญชีจึงต่างจากเงินกู้ยืม

  • ตอนจ่ายเงินล่วงหน้า: เดบิต บัญชี "เงินเดือนจ่ายล่วงหน้า" (สินทรัพย์หมุนเวียนระยะสั้น) เครดิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร
  • ตอนถึงวันจ่ายเงินเดือนจริง: เดบิต บัญชีค่าใช้จ่ายเงินเดือน (เต็มจำนวนที่พนักงานมีสิทธิ์ได้รับ) เครดิต บัญชี "เงินเดือนจ่ายล่วงหน้า" (หักยอดที่จ่ายไปแล้ว) และเครดิตเงินสด (ส่วนที่เหลือจ่ายจริง)

ผลกระทบทางภาษีที่ SME ต้องระวัง

ประเด็นภาษีที่มักถูกมองข้ามคือ หากบริษัทให้พนักงานกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราตลาด กรมสรรพากรอาจตีความว่าเป็นประโยชน์เพิ่มเติมที่พนักงานได้รับ

ซึ่งอาจต้องนำมาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงานตามมาตรา 40

แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้รายละเอียดและอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับนักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง เพราะมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

นอกจากนี้ เงินกู้ยืมพนักงานที่ค้างนานเกินไปโดยไม่มีการหักคืนอย่างสม่ำเสมอ

อาจถูกกรมสรรพากรตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินปันผลหรือผลประโยชน์อื่นแก่ผู้ถือหุ้นที่เป็นพนักงานด้วย

โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กู้ยืมเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทเอง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติพนักงานคนหนึ่งขอกู้ยืมเงิน 30,000 บาท เพื่อค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน บริษัทอนุมัติให้ผ่อนคืน 6 งวด งวดละ 5,000 บาท หักจากเงินเดือนทุกเดือน ฝ่ายบัญชีบันทึกดังนี้

เดือนแรกเดบิตลูกหนี้เงินยืมพนักงาน 30,000 บาท เครดิตเงินฝากธนาคาร 30,000 บาท

จากนั้นทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ฝ่ายบัญชีจะหักเงินเดือนสุทธิของพนักงานลง 5,000 บาท พร้อมบันทึกเดบิตเงินสด (รับคืน) เครดิตลูกหนี้เงินยืมพนักงาน 5,000 บาท จนครบ 6

เดือนยอดคงเหลือเป็นศูนย์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบริหารเงินกู้ยืมพนักงาน

  • ไม่มีสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร: ทำให้ยากต่อการเรียกคืนหากพนักงานลาออกก่อนชำระครบ
  • อนุมัติวงเงินโดยไม่มีเพดานชัดเจน: เสี่ยงต่อการที่พนักงานขอยืมเกินความสามารถในการชำระคืน
  • ไม่หักคืนอัตโนมัติผ่านระบบเงินเดือน: ต้องพึ่งการติดตามด้วยมือ เสี่ยงต่อการลืมหรือหักผิดจำนวน
  • ปะปนบัญชีเงินกู้ยืมพนักงานกับรายจ่ายอื่น: ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนความเป็นจริงและอาจถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชี
  • ไม่มีนโยบายกรณีพนักงานลาออกก่อนชำระหนี้ครบ: ควรกำหนดชัดเจนว่าจะหักจากเงินเดือนงวดสุดท้ายหรือเงินชดเชยอย่างไร

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME

SME ควรจัดทำนโยบายเงินกู้ยืมพนักงานและเบิกเงินเดือนล่วงหน้าเป็นเอกสารทางการ กำหนดวงเงินสูงสุดตามระดับตำแหน่งหรืออายุงาน กำหนดขั้นตอนอนุมัติที่ชัดเจน

และเชื่อมโยงกับระบบเงินเดือนเพื่อหักคืนอัตโนมัติ ที่สำคัญที่สุดคือ

ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเกี่ยวกับผลกระทบทางภาษีก่อนกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขการกู้ยืม โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาษีย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไม SME ต้องมีนโยบายเงินกู้ยืมพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ความแตกต่างระหว่างเงินกู้ยืมพนักงานกับเบิกเงินเดือนล่วงหน้าตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
การบันทึกบัญชีสำหรับเงินกู้ยืมพนักงานตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินกู้ยืมพนักงานต้องคิดดอกเบี้ยหรือไม่

ไม่มีกฎหมายบังคับตายตัวว่าต้องคิดดอกเบี้ย แต่หากให้กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดต่ำกว่าอัตราตลาด อาจถูกกรมสรรพากรตีความว่าเป็นประโยชน์เพิ่มเติมของพนักงานที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดอัตราที่เหมาะสมและไม่มีความเสี่ยงทางภาษี

เบิกเงินเดือนล่วงหน้าถือเป็นเงินกู้ยืมหรือไม่

ไม่ใช่เงินกู้ยืมในทางเทคนิค เพราะเป็นเงินเดือนที่พนักงานมีสิทธิ์ได้รับอยู่แล้วแต่ขอรับเร็วขึ้นกว่ากำหนด จึงบันทึกบัญชีเป็น "เงินเดือนจ่ายล่วงหน้า"

แทนที่จะเป็นลูกหนี้เงินยืม และหักคืนเมื่อถึงรอบจ่ายเงินเดือนจริง

ถ้าพนักงานลาออกก่อนชำระเงินกู้ยืมครบ ต้องทำอย่างไร

บริษัทควรมีนโยบายกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะหักยอดคงเหลือจากเงินเดือนงวดสุดท้ายหรือเงินชดเชยต่างๆ ก่อนจ่ายให้พนักงาน หากยอดคงเหลือมากกว่าเงินที่ต้องจ่าย

ควรมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องวิธีการชำระส่วนที่เหลือ

เงินกู้ยืมกรรมการบริษัทมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

กรณีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินจากบริษัท มีความละเอียดอ่อนทางภาษีมากกว่าพนักงานทั่วไป เพราะกรมสรรพากรอาจตรวจสอบว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีเงินปันผลหรือไม่

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ควรกำหนดวงเงินกู้ยืมพนักงานสูงสุดเท่าไหร่

ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับนโยบายและความสามารถทางการเงินของแต่ละบริษัท SME ส่วนใหญ่นิยมกำหนดวงเงินไม่เกิน 1-3 เท่าของเงินเดือน และผ่อนชำระคืนไม่เกิน 3-6 งวด

เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด

บันทึกบัญชีลูกหนี้เงินยืมพนักงานผิดจากบัญชีลูกหนี้การค้าอย่างไร

ลูกหนี้เงินยืมพนักงานต้องแยกเป็นบัญชีย่อยต่างหากในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน ไม่ควรรวมกับลูกหนี้การค้าปกติ เพราะมีลักษณะและความเสี่ยงต่างกัน

ผู้สอบบัญชีมักตรวจสอบรายการนี้เป็นพิเศษเมื่อปิดงบการเงินประจำปี

จำเป็นต้องมีสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสัญญากู้ยืมช่วยป้องกันข้อพิพาทและเป็นหลักฐานทางกฎหมายหากพนักงานไม่ชำระคืนตามกำหนด ควรระบุจำนวนเงิน อัตราดอกเบี้ย (ถ้ามี) งวดผ่อนชำระ

และเงื่อนไขกรณีลาออกก่อนชำระครบไว้อย่างชัดเจน

สำหรับกิจการที่ต้องปิดงบย้อนหลังหรือขอคืนภาษี สามารถดูรายละเอียดบริการเสริมของ A Plus Me เพื่อประเมินขอบเขตงานเบื้องต้น