สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan Agreement) เป็นเอกสารทางกฎหมายที่เจ้าของธุรกิจ SME มักมองข้ามจนกระทั่งถูกกรมสรรพากรตรวจสอบ บทความนี้อธิบายครบ 3 มิติ ได้แก่

การบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาระอากรแสตมป์ที่ต้องปฏิบัติ

และประเด็นภาษีที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยและหลักประกัน เพื่อให้ SME ป้องกันความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สารบัญบทความ
  1. สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกันคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาไม่มีหลักประกันอย่างไร
  2. อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงิน: อัตรา วิธีชำระ และโทษหากละเลย
  3. การบันทึกบัญชีสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกัน
  4. ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างกรรมการกับบริษัท: ราคาตลาดและความเสี่ยงสรรพากร
  5. องค์ประกอบสำคัญของสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกันที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  6. ประเด็นความเสี่ยงทางภาษีที่ SME มักพบ
  7. สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับ SME เมื่อต้องทำสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกัน
  8. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  9. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกันคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาไม่มีหลักประกันอย่างไร

สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan) คือสัญญากู้ยืมที่ผู้กู้นำทรัพย์สินมาค้ำประกันการชำระหนี้ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ (จำนอง) สังหาริมทรัพย์ (จำนำ) หุ้น

หรือสิทธิ์ในสัญญา เป็นต้น เมื่อผู้กู้ผิดนัด

เจ้าหนี้มีสิทธิ์บังคับหลักประกันตามกฎหมายได้ ขณะที่สัญญาไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) เช่น เงินกู้ยืมกรรมการทั่วไปที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำ

เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องตามกระบวนการศาลเท่านั้น

ในบริบทของ SME ไทย สัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกันมักพบในกรณีดังนี้

  • บริษัทกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยนำที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักรเป็นหลักประกัน
  • กรรมการให้บริษัทกู้เงินส่วนตัว และบริษัทนำสินทรัพย์ค้ำประกันตอบแทน
  • การกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ โดยใช้หุ้นหรือสัญญาอื่นเป็นหลักประกัน
  • เจ้าของกิจการกู้ยืมจากบุคคลภายนอกโดยนำสินทรัพย์ธุรกิจค้ำประกัน

อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงิน: อัตรา วิธีชำระ และโทษหากละเลย

สัญญากู้ยืมเงินทุกฉบับ ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ เข้าข่าย ลักษณะแห่งตราสาร 5 ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดอัตราดังนี้

  • อัตราอากร: 1 บาทต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาท (หรือเศษของ 2,000 บาท)
  • เพดานสูงสุด: ไม่เกิน 10,000 บาทต่อสัญญา 1 ฉบับ
  • ตัวอย่างการคำนวณ: กู้ยืม 5,000,000 บาท — อากรแสตมป์ = 5,000,000 ÷ 2,000 × 1 = 2,500 บาท; กู้ยืม 30,000,000 บาท — ติดอากรสูงสุด 10,000 บาท

สัญญากู้ยืมที่มีหลักประกัน เช่น การจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากกรมที่ดิน ซึ่งเป็นคนละรายการกับอากรแสตมป์สรรพากร

ควรตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินในพื้นที่ก่อนดำเนินการ

วิธีชำระอากรแสตมป์

  • ติดแสตมป์ปิดทับ: ซื้อแสตมป์อากรจากที่ทำการไปรษณีย์หรือสรรพากรพื้นที่ แล้วนำมาติดบนสัญญาพร้อมขีดฆ่า
  • ชำระเป็นตัวเงิน: ยื่นชำระที่สรรพากรพื้นที่ (ออกใบเสร็จ) หรือผ่านระบบ e-Stamp Duty ของกรมสรรพากร
  • กำหนดเวลา: ต้องชำระก่อนหรือในขณะทำสัญญา หรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากชำระภายหลังจะมีเงินเพิ่ม

โทษหากไม่ชำระอากรแสตมป์: สัญญาที่ไม่ติดอากรแสตมป์ยังคงมีผลบังคับทางแพ่ง แต่ไม่สามารถอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ จนกว่าจะชำระอากรแสตมป์พร้อมเงินเพิ่มอีก 2

เท่าของอากรที่ค้างอยู่

นอกจากนี้กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม

การบันทึกบัญชีสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกัน

การบันทึกบัญชีต้องสะท้อนทั้งตัวเงินกู้ ดอกเบี้ย และหลักประกันอย่างครบถ้วนตามมาตรฐานรายงานทางการเงินที่ใช้บังคับกับกิจการ SME (TFRS for NPAEs) โดยแนวปฏิบัติหลักมีดังนี้

บริษัทเป็นผู้กู้ (Borrower)

  • เงินต้น: บันทึกเป็นหนี้สิน — หากครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือน ให้จัดเป็น "เงินกู้ยืมระยะสั้น" (หนี้สินหมุนเวียน) หากเกิน 12 เดือน ให้จัดเป็น "เงินกู้ยืมระยะยาว" (หนี้สินไม่หมุนเวียน)
  • ดอกเบี้ยค้างจ่าย: บันทึกเป็น "ดอกเบี้ยค้างจ่าย" (หนี้สินหมุนเวียน) ณ วันสิ้นงวดบัญชี แม้ยังไม่ได้จ่ายจริง
  • ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเงินกู้: เช่น ค่าจำนอง ค่าประเมินทรัพย์ สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชีและทยอยตัดตามอายุเงินกู้ได้
  • หลักประกัน: หากนำสินทรัพย์ของบริษัทไปจำนอง สินทรัพย์นั้นยังคงแสดงในงบดุลเป็นของบริษัท แต่ต้องเปิดเผยภาระผูกพันในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

กรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้ให้กู้แก่บริษัท

  • บัญชีฝั่งบริษัท: บันทึกเป็น "เงินกู้ยืมจากกรรมการ" หรือ "เงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้น" แยกบัญชีชัดเจน ไม่รวมกับบัญชีเจ้าหนี้การค้า
  • ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้กรรมการ: บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นทาง Internet)
  • หากไม่คิดดอกเบี้ย: สรรพากรอาจประเมินว่าบริษัทได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่าย และอาจถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี หรือในทางกลับกัน ถ้ากรรมการกู้จากบริษัทโดยไม่เสียดอกเบี้ย สรรพากรอาจถือว่ากรรมการได้รับประโยชน์ต้องรวมเป็นรายได้

ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างกรรมการกับบริษัท: ราคาตลาดและความเสี่ยงสรรพากร

ประเด็นที่กรมสรรพากรตรวจสอบมากที่สุดในสัญญากู้ยืมระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน คือ อัตราดอกเบี้ย — ต้องสอดคล้องกับหลักราคาตลาด (Arm's Length Principle)

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545

ซึ่งกำหนดแนวทางการวิเคราะห์ราคาโอนรวมถึงธุรกรรมกู้ยืมเงิน

แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับ SME ได้แก่

  • กำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในขณะนั้น เช่น MLR, MOR, หรือ MRR
  • บันทึกมติที่ประชุมคณะกรรมการที่อนุมัติสัญญากู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน
  • จัดทำตารางคำนวณดอกเบี้ยแนบท้ายสัญญาหรือเป็นเอกสารประกอบ เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกงวดบัญชี
  • ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดจริง และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งสรรพากรให้ครบถ้วน

หากกรรมการให้กู้โดยไม่มีดอกเบี้ยเลย สรรพากรมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยในอัตราที่ถือว่าสมเหตุสมผลตามราคาตลาด และอาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้

องค์ประกอบสำคัญของสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกันที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกันที่สมบูรณ์ควรมีองค์ประกอบหลักดังนี้

  • รายละเอียดคู่สัญญา: ชื่อ ที่อยู่ เลขนิติบุคคล/บัตรประชาชน ของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้
  • จำนวนเงินกู้และสกุลเงิน: ระบุตัวเลขทั้งตัวอักษรและตัวเลขอารบิก
  • วัตถุประสงค์ของการกู้: ระบุให้ชัดเจน เช่น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อเครื่องจักร ฯลฯ
  • อัตราดอกเบี้ยและวิธีคำนวณ: ระบุอัตราต่อปี และวิธีคิดดอกเบี้ย (เช่น คงที่ หรืออ้างอิง MLR ของธนาคารใด)
  • กำหนดชำระคืน: ระบุวันครบกำหนดหรือตารางผ่อนชำระรายงวด
  • ประเภทและรายละเอียดหลักประกัน: เช่น โฉนดที่ดินเลขที่ ตั้งอยู่ที่ไหน หรือรายละเอียดสินทรัพย์ที่จำนำ
  • เงื่อนไขการผิดนัด: นิยามและสิทธิ์ของผู้ให้กู้เมื่อเกิดการผิดนัด
  • วันที่ลงนามและลายมือชื่อ: ทั้งสองฝ่าย พร้อมพยานตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับกิจการที่กู้จากสถาบันการเงิน สัญญามักถูกกำหนดโดยธนาคาร แต่หากเป็นสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกัน ควรให้ทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสัญญาก่อนลงนาม

ประเด็นความเสี่ยงทางภาษีที่ SME มักพบ

ความเสี่ยงที่ 1: ไม่ติดอากรแสตมป์หรือติดไม่ครบ

สัญญากู้ยืมหลายฉบับที่ตรวจพบในการสอบบัญชีไม่มีอากรแสตมป์ติด หรือคำนวณยอดอากรผิด ผลคือสัญญาไม่สามารถใช้เป็นพยานในศาลจนกว่าจะชำระพร้อมเงินเพิ่มอีก 2 เท่า

ความเสี่ยงที่ 2: ไม่มีมติที่ประชุมรองรับ

สัญญากู้ยืมระหว่างบริษัทกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ต้องมีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติธุรกรรมดังกล่าวก่อน หากไม่มีเอกสารนี้

สรรพากรอาจไม่ยอมรับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายของบริษัท

ความเสี่ยงที่ 3: อัตราดอกเบี้ยไม่เป็นราคาตลาด

หากตั้งดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดมาก สรรพากรอาจประเมินดอกเบี้ยส่วนต่างเป็นรายได้เพิ่มของฝ่ายผู้รับประโยชน์ หรือปฏิเสธการนำดอกเบี้ยมาหักเป็นรายจ่าย

ความเสี่ยงที่ 4: ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายบนดอกเบี้ย

เมื่อบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 หากละเลย บริษัทต้องรับผิดชอบส่วนต่างภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ 5: บันทึกบัญชีผิดประเภท

หากบันทึกเงินกู้ยืมกรรมการระยะยาวเป็นหนี้สินหมุนเวียน หรือไม่แสดงภาระผูกพันของหลักประกันในหมายเหตุงบการเงิน

อาจทำให้งบการเงินสะท้อนฐานะที่ผิดพลาดและผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีได้ยาก

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับ SME เมื่อต้องทำสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกัน

  • ขั้นที่ 1 — จัดเตรียมมติที่ประชุม: ประชุมคณะกรรมการและบันทึกมติอนุมัติวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขสัญญา
  • ขั้นที่ 2 — จัดทำสัญญาให้ครบถ้วน: ระบุองค์ประกอบทุกข้อตามที่กล่าวข้างต้น ให้ทนายหรือนักบัญชีตรวจทาน
  • ขั้นที่ 3 — ชำระอากรแสตมป์: คำนวณอากร 1 บาทต่อ 2,000 บาท (ไม่เกิน 10,000 บาท) และชำระก่อนหรือพร้อมกับการทำสัญญา
  • ขั้นที่ 4 — บันทึกบัญชีในระบบ: บันทึกเงินกู้เป็นหนี้สินระยะสั้นหรือยาว ตามกำหนดชำระจริง และบันทึกค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยตามงวดบัญชี
  • ขั้นที่ 5 — หักภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยและนำส่งแบบ ภ.ง.ด.2: ทำทุกครั้งที่มีการจ่ายดอกเบี้ยจริง ภายในกำหนดเวลา
  • ขั้นที่ 6 — เปิดเผยในหมายเหตุงบการเงิน: ระบุรายละเอียดหลักประกัน วงเงินคงค้าง และเงื่อนไขสัญญาที่มีนัยสำคัญ

หากต้องการตรวจสอบระบบบัญชีและภาษีของธุรกิจท่านอย่างครอบคลุม A Plus Me มีบริการ ประเมินความเสี่ยงทางภาษี และ ที่ปรึกษาจดทะเบียนและวางโครงสร้างธุรกิจ

ที่ช่วยให้มั่นใจว่าสัญญาและเอกสารทางบัญชีของท่านถูกต้องตามกฎหมายสรรพากรตั้งแต่วันแรก

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ

โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • สแกนงบการเงินเพื่อตรวจสอบโอกาสลดหย่อนภาษีประจำงวดบัญชีปี
  • คำนวณและประมาณการภาษีนิติบุคคลครึ่งปีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.51

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • บันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทเพื่อลดกำไรสุทธิ
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ล่าช้าหรือคำนวณกำไรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเกิน 25%

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
สัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกันคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาไม่มีหลักประกันอย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงิน: อัตรา วิธีชำระ และโทษหากละเลยตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
การบันทึกบัญชีสัญญากู้ยืมแบบมีหลักประกันตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน

เงินกู้ยืมกรรมการจำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นรายรับบริษัทหรือไม่?

ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นรายรับแต่ต้องบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินหมุนเวียนในงบดุล และคิดดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์

อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงินระหว่างกรรมการคิดในอัตราเท่าไหร่?

คิดในอัตรา 1 บาทต่อมูลค่าเงินกู้ยืมทุก 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อฉบับ

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan Agreement) ทางบัญชีและอากรแสตมป์

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan Agreement) ทางบัญชีและอากรแสตมป์

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan Agreement) ทางบัญชีและอากรแสตมป์

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การทำสัญญากู้ยืมเงินแบบมีหลักประกัน (Secured Loan Agreement) ทางบัญชีและอากรแสตมป์

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล