ในการทำธุรกรรมทางธุรกิจของนิติบุคคล การลงนามในคู่สัญญาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ สัญญาค้ำประกันเงินกู้ หรือที่พบมากที่สุดคือ "สัญญาจ้างทำของ (Hire of Work)" กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการปิดอากรแสตมป์ตามมูลค่าสัญญาเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรได้ผลักดันระบบ "e-Stamp Duty (อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์)" เพื่อเข้ามาแทนที่กระดาษอากรแสตมป์แบบเดิมอย่างเต็มตัว
1. สัญญาประเภทใดบ้างที่ต้องชำระอากรแสตมป์?
ตามประมวลรัษฎากร มีบัญชีอัตราอากรแสตมป์กำหนดเอกสารหรือตราสารไว้ 28 ประเภท โดยสัญญาที่ SME ไทยทำบ่อยที่สุดและมีเกณฑ์บังคับชำระอากร ได้แก่:
- สัญญาจ้างทำของ (เช่น จ้างผลิตสินค้า จ้างทำเว็บบอร์ด จ้างตกแต่งภายใน): อัตราอากรแสตมป์คือ 1 บาท ต่อมูลค่าจ้างทุก 1,000 บาท (หรือคิดเป็น 0.1% ของมูลค่าสัญญา)
- สัญญาเช่าที่ดิน โรงเรือน หรือออฟฟิศ: อัตราอากรแสตมป์คือ 1 บาท ต่อมูลค่าค่าเช่าตลอดอายุสัญญา 1,000 บาท
- สัญญาค้ำประกัน: สัญญาค้ำประกันวงเงินกู้ธนาคารหรือบุคคล อัตราอากรตามยอดวงเงินค้ำประกัน (มีเพดานสูงสุดระบุตามเกณฑ์)
- หนังสือมอบอำนาจ (Proxy): รายงานการชำระอากรต่อครั้ง (10 บาท สำหรับมอบอำนาจคนเดียวครั้งเดียว หรือ 30 บาท สำหรับมอบอำนาจหลายคนกระทำการต่อเนื่อง)
[!IMPORTANT] เกณฑ์บังคับใช้ e-Stamp สำหรับสัญญาอิเล็กทรอนิกส์
สรรพากรกำหนดให้การทำสัญญาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract / e-Signature) ต้องยื่นชำระอากรแสตมป์ผ่านระบบออนไลน์ (e-Stamp Duty) เท่านั้น ไม่สามารถซื้อแสตมป์กระดาษมาแปะทับได้ เพื่อให้ข้อมูลสัญญาเชื่อมโยงในระบบจัดเก็บภาษีดิจิทัล
2. ขั้นตอนการยื่นเสียอากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp Duty)
ผู้ประกอบการสามารถชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ได้ง่าย ๆ ตามกระบวนการของกรมสรรพากรดังนี้:
- เข้าสู่เว็บไซต์กรมสรรพากร: ไปที่หัวข้อยื่นแบบออนไลน์ เลือก "ระบบอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp Duty)" และเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผู้ใช้งานของบริษัท
- กรอกข้อมูลสัญญา (ตราสาร): ระบุประเภทสัญญา (เช่น จ้างทำของ) วันที่ทำสัญญา ข้อมูลคู่สัญญา (ชื่อนิติบุคคล/เลขประจำตัวผู้เสียภาษี) และระบุมูลค่าจ้างของสัญญา
- ชำระเงินออนไลน์: ระบบจะคำนวณมูลค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระให้อัตโนมัติ สามารถสั่งชำระเงินผ่านช่องทาง e-Payment หรือสแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking ของบริษัท
- พิมพ์หลักฐานการชำระอากร: เมื่อชำระเงินสำเร็จ ระบบจะออกใบเสร็จและรหัสบาร์โค้ดแสดงการเสียอากรแสตมป์ (ใบ อ.ส.๔.ก) ให้ดาวน์โหลด เพื่อนำไปพิมพ์และแนบเก็บเข้าแฟ้มสัญญาเป็นหลักฐาน
3. โทษปรับกรณีเสียอากรล่าช้าหรือไม่เสียอากรแสตมป์
กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระอากรแสตมป์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาเสร็จสิ้น หากยื่นชำระล่าช้ากว่ากำหนด จะมีบทลงโทษที่หนักมากดังนี้:
- หากเกินกำหนดไม่เกิน 90 วัน เสียเงินเพิ่มเพิ่มอีก 2 เท่า ของค่าอากรจริง
- หากเกินกำหนด 90 วัน เสียเงินเพิ่มเพิ่มอีก 5 เท่า หรือสูงสุดถึง 6 เท่า ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ประเมินตรวจพบ
- ผลทางคดีแพ่ง: สัญญาธุรกิจที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาลได้ ในกรณีที่เกิดข้อพิพาททางธุรกิจ
สรุปคำแนะนำจาก A Plus Me
การวางระบบเอกสารสัญญาของ SME ที่รัดกุมช่วยลดปัญหากฎหมายและคุมรายจ่ายอย่างโปร่งใส การชำระ e-Stamp Duty ทันทีหลังตกลงเซ็นสัญญาจะช่วยรักษาความปลอดภัยทางกฎหมายให้แก่บริษัท ทีม A Plus Me ยินดีให้คำแนะนำขั้นตอนการขอรหัสเสียภาษีออนไลน์และบริการตรวจสอบสัญญาธุรกิจเพื่อนำส่งภาษีนิติบุคคลอย่างประหยัดและปลอดภัย สนใจบริการวางผังเอกสารบัญชีติดต่อเราได้วันนี้
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง e-Stamp Duty คืออะไร: คู่มือเสียอากรแสตมป์ออนไลน์สำหรับสัญญาธุรกิจ ควรตรวจจากข้อมูลขายจริงในแพลตฟอร์ม รายการรับเงิน ค่าธรรมเนียม และเอกสารภาษีที่ออกให้ลูกค้า เพราะธุรกิจออนไลน์มักมีเงินผ่านหลายช่องทางและกระทบยอดยากกว่าที่เห็น
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- ดึงรายงานยอดขาย ค่าธรรมเนียม และยอดโอนสุทธิจากทุกแพลตฟอร์มเป็นรอบเดือน
- แยกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่น ค่าสื่อโฆษณา ค่าขนส่ง และคืนสินค้าให้ชัดก่อนบันทึกบัญชี
- ตรวจว่ารายได้สะสมถึงเกณฑ์ VAT และมีเอกสารภาษีซื้อจากแพลตฟอร์มหรือผู้ให้บริการครบหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- บันทึกเฉพาะยอดเงินโอนสุทธิ ทำให้รายได้และค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์มต่ำกว่าจริง
- ไม่เก็บใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียม ค่าสื่อโฆษณา หรือค่าบริการออนไลน์
- แยกยอดขายส่วนตัวกับยอดขายบริษัทไม่ชัดเจนจนกระทบภาษีและกระแสเงินสด
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การบันทึกรายได้ของธุรกิจ e-Commerce หรือการค้าออนไลน์ที่ถูกต้องควรใช้ยอดเงินก้อนใด?
ต้องใช้ยอดขายเต็มจำนวนก่อนหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าขนส่ง หรือค่าโฆษณา เป็นฐานรายได้ในการลงบัญชีและคำนวณภาษี ไม่สามารถใช้ยอดเงินโอนสุทธิที่ได้รับจากแพลตฟอร์มในการยื่นรายได้ภาษีได้ เพราะถือเป็นวิธีที่ผิดหลักเกณฑ์สรรพากร
เอกสารประกอบธุรกรรมออนไลน์ที่เจ้าของแบรนด์หรือร้านค้าออนไลน์ห้ามละเลยคืออะไรบ้าง?
ต้องจัดเก็บรายงานยอดขายประจำเดือนจากระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์ม, ใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาที่ออกโดยแพลตฟอร์ม (เช่น Shopee, Lazada, TikTok), หลักฐานการโอนเงิน (Settlement Reports), และใบกำกับภาษีที่ออกให้ลูกค้า
ถ้าแยกรายการขายส่วนตัวและรายการขายของนิติบุคคลปะปนกันอยู่ ควรเริ่มต้นแก้ไขอย่างไร?
ควรเปิดบัญชีธนาคารและจัดทำช่องทางการรับเงินของบริษัทแยกออกจากบัญชีส่วนตัวโดยเด็ดขาด ดึงรายงานเดินบัญชีย้อนหลังมาจัดหมวดหมู่รายการ และจัดทำสัญญากรรมการหรือเอกสารชี้แจงที่มาที่ไปของเงินทุนเพื่อความโปร่งใสต่อการตรวจสอบทางภาษี