คำถามที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลใหม่ต้องเจอหลังจดทะเบียนบริษัทเสร็จคือ "ค่าทำบัญชีรายเดือนราคาเท่าไหร่?" คำตอบที่ตรงกว่าคือค่าจ้างทำบัญชีไม่ใช่สินค้าราคาเดียว แต่เป็นงานวิชาชีพที่ต้องดูปริมาณเอกสาร ความซับซ้อนของภาษี ระบบเดิม และรายงานที่เจ้าของต้องใช้ บทความนี้จึงเป็นกรอบประเมินก่อนขอใบเสนอราคา โดยให้หน้า บริการรับทำบัญชีรายเดือน เป็นปลายทางสำหรับประเมินงานจริง

ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าบริการต่างกัน

สำนักงานบัญชีที่ประเมินงานรอบคอบควรถามข้อมูลจริงก่อนเสนอราคา เพราะธุรกิจที่มีรายได้เท่ากันอาจมีภาระงานต่างกันมาก เช่น ธุรกิจบริการที่มีเอกสารน้อย เทียบกับร้านค้าออนไลน์ที่มีรายการธนาคารและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจำนวนมาก

1. ปริมาณเอกสารและรายการธนาคาร

นับทั้งเอกสารขาย เอกสารซื้อ ค่าใช้จ่าย สลิปโอนเงิน รายการใน Bank Statement และรายการเจ้าของสำรองจ่าย ยิ่งรายการมาก งานบันทึกบัญชี ตรวจหลักฐาน และกระทบยอดธนาคารก็ยิ่งใช้เวลามากขึ้น

2. VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

บริษัทที่จด VATต้องดูรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และแบบ ภ.พ.30 ตามระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร ส่วนธุรกิจที่มีค่าบริการ ฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือเงินเดือน ยังต้องดูแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย เช่น ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 เพิ่มด้วย

3. ประเภทธุรกิจและสต๊อก

ธุรกิจบริการมักเบากว่าธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจนำเข้า หรือธุรกิจผลิต เพราะกลุ่มหลังต้องดูต้นทุนสินค้า สต๊อก เจ้าหนี้ ใบขนสินค้า ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน หรือการปันส่วนต้นทุน หากไม่มีข้อมูลสต๊อกที่ดี รายงานกำไรอาจคลาดเคลื่อนได้

4. Payroll, ประกันสังคม และคนทำงานหลายรูปแบบ

กิจการที่มีพนักงาน กรรมการรับเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือค่าคอมมิชชั่น ต้องใช้เวลามากขึ้นในการตรวจเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และเอกสารประกอบการจ่ายเงิน

5. ระดับรายงานและงานค้าง

ถ้าต้องการเพียงบันทึกบัญชีและยื่นภาษีรายเดือน ขอบเขตจะต่างจากงานที่ต้องมีรายงานกำไร กระแสเงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ภาษีค้างจ่าย หรือการเคลียร์งานบัญชีย้อนหลังจากสำนักงานเดิม

ตัวอย่างกรอบประเมินภาระงาน ไม่ใช่ราคาเหมาจบ

ตารางนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการมองภาพว่าทำไมราคาเริ่มต้นของแต่ละที่จึงต่างกัน แต่ไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาจริง เพราะต้องดูเอกสาร ระบบ และแบบภาษีที่ต้องยื่นในแต่ละกิจการ

ระดับงาน สัญญาณที่มักเจอ สิ่งที่ควรถามในใบเสนอราคา
เริ่มต้น เอกสารน้อย ยังไม่จด VAT ไม่มีพนักงาน รายการธนาคารไม่ซับซ้อน รวมบันทึกบัญชี ยื่นแบบที่จำเป็น และสรุปรายงานพื้นฐานหรือไม่
มี VAT หรือหลายช่องทางรับเงิน ต้องยื่น ภ.พ.30 มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือมีหลายบัญชีธนาคาร รวมตรวจรายงานภาษีซื้อขาย กระทบยอดธนาคาร และติดตามเอกสารขาดหรือไม่
มีสต๊อกหรือ marketplace มีสินค้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เงินโอนเป็นก้อน หรือรายงานขายหลายไฟล์ รวมการตรวจต้นทุน สต๊อก รายงาน marketplace และยอดเงินรับจริงหรือไม่
ต้องการรายงานบริหาร เจ้าของต้องการ P&L, cash, AR/AP, tax status หรือแยกสาขา/โครงการ รายงานรวมอยู่ในค่ารายเดือนหรือเป็นงาน advisory แยกต่างหาก

รายการที่ควรถามให้ชัดก่อนตกลงราคา

ค่าบริการรายเดือนที่ดูถูกอาจไม่รวมงานสำคัญบางอย่าง เจ้าของกิจการควรถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าอะไรอยู่ในขอบเขตรายเดือน และอะไรเป็นงานคิดแยก

  1. งานภาษีรายเดือน: รวม ภ.พ.30 ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และการยื่นผ่าน e-Filing หรือไม่
  2. รายงานที่ได้รับ: มีเพียงสรุปภาษี หรือมีงบกำไรขาดทุน กระแสเงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และประเด็นที่ต้องแก้
  3. งานปิดงบประจำปีและผู้สอบบัญชี: รวมอยู่ในรายเดือนหรือคิดแยก และใครเป็นผู้ประสานกับผู้สอบบัญชี
  4. งานประกันสังคมและ payroll: รวมการเพิ่มลดพนักงาน คำนวณเงินเดือน และเอกสารหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
  5. งานย้อนหลังหรืองานแก้ไข: งานค้างจากสำนักงานเดิม เอกสารขาด หรือการยื่นปรับปรุงแบบภาษี คิดแยกอย่างไร

แนวทางการเลือกผู้ให้บริการทำบัญชีของ A Plus Me

แนวทางของ A Plus Me คือประเมินจากข้อมูลจริงก่อนเสนอราคา เพื่อให้ค่าบริการสอดคล้องกับงานรายเดือนและไม่ทำให้บทความนี้กลายเป็นหน้า service ซ้ำกับ หน้ารับทำบัญชีรายเดือน

  • ประเมินจากเอกสารและธุรกรรมจริง: ดูจำนวนเอกสาร รายการธนาคาร สถานะ VAT และระบบที่ใช้อยู่ก่อนกำหนดขอบเขตงาน
  • สรุปขอบเขตงานชัดเจน: ระบุว่างานใดรวมในรายเดือน งานใดเป็นส่วนเสริม และงานใดควรประเมินหลังเห็นข้อมูลจริง
  • ผูกค่าบริการกับรายงานที่ใช้ได้: ถ้าเจ้าของต้องการมากกว่ายื่นภาษี เช่น รายงานกำไร กระแสเงินสด หรือลูกหนี้เจ้าหนี้ ต้องระบุระดับรายงานตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

อ่านต่อในชุดบัญชีรายเดือน

ต่อยอดจากบทความนี้

ถ้าต้องการให้ทีมประเมินจากปริมาณเอกสาร สถานะ VAT รายการธนาคาร และระดับรายงานที่ต้องใช้จริง ดูหน้า ประเมินขอบเขตบริการรับทำบัญชี เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนขอใบเสนอราคา

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ค่าบริการรับทำบัญชีรายเดือน คิดอย่างไร? ปัจจัยราคาและวิธีประเมินสำหรับ SME ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
  • ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
  • ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
  • ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กรณีใดบ้างที่ธุรกิจนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงิน?

นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือเงินเดือน ตามอัตราที่ประมวลรัษฎากรกำหนด โดยยอดเงินที่จ่ายในแต่ละครั้งหรือตามสัญญารวมกันต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป

เอกสารหลักฐานที่ต้องจัดทำและส่งมอบให้แก่คู่สัญญาเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายคืออะไร?

ต้องจัดทำและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จำนวน 2 ฉบับ (สำหรับผู้ถูกหักเก็บไว้เป็นหลักฐาน และสำหรับนำไปยื่นแสดงรายการภาษี) โดยข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่ายต้องถูกต้องครบถ้วน

หากคำนวณหรือหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หรือนำส่งภาษีไม่ตรงรอบเดือน ต้องแก้ไขอย่างไร?

ให้ทำการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องส่งให้คู่สัญญา และให้ผู้ทำบัญชีจัดทำแบบยื่นภาษีเพิ่มเติม (เช่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม) นำส่งกรมสรรพากรพร้อมชำระเงินภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน