ปัจจุบันแทบทุกธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้โฆษณาออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า แพลตฟอร์มหลักที่ใช้งานคือ Google Ads, Facebook (Meta) Ads และ TikTok Ads
ทว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย
ทำให้เกิดประเด็นเรื่อง "ภาษีโฆษณาออนไลน์" ที่เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ยังสับสนว่าจะต้องบันทึกบัญชีและยื่นภาษีอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัยจากสรรพากร
สารบัญบทความ
1. กฎหมาย VAT e-Service กระทบการยิงแอดอย่างไร?
ตั้งแต่ปี 2564 กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม e-Service ของไทยมีผลบังคับใช้ กำหนดให้ผู้ให้บริการต่างประเทศที่มียอดขายในไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนและนำส่ง VAT 7%
ให้กรมสรรพากรไทย:
- ในฐานะบุคคลธรรมดา (ไม่จด VAT): แพลตฟอร์มต่างๆ จะชาร์จ VAT 7% บวกเพิ่มเข้าไปในยอดตัดบัตรเครดิตของคุณทันที (เช่น จ่ายค่าแอด 1,000 บาท แพลตฟอร์มจะเก็บเงินจริง 1,070 บาท) ยอด 70 บาทนี้แพลตฟอร์มจะนำส่งสรรพากรเอง แต่คุณไม่สามารถนำใบเสร็จนี้ไปเคลมเป็นภาษีซื้อหรือหักค่าใช้จ่ายบริษัทได้
- ในฐานะบริษัทนิติบุคคล (จด VAT): คุณต้องเข้าไป อัปเดตเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) ของบริษัทในระบบของ Google หรือ Facebook แพลตฟอร์มจะ ไม่ชาร์จ VAT 7% ในยอดตัดบัตรเครดิต (จ่าย 1,000 บาท ตัดบัตร 1,000 บาท) แต่กำหนดให้บริษัทในไทยมีหน้าที่ ยื่นนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 แทน
2. หน้าที่ของ SME: การยื่นแบบ ภ.พ.36 สำหรับค่าแอด
เมื่อเราแจ้ง Tax ID กับทางแพลตฟอร์มแล้ว ยอดตัดบัตรจะไม่มี VAT หน้าที่ของบริษัทคือต้องนำยอดค่าโฆษณารายเดือนมาคำนวณ VAT 7% และจัดทำแบบ ภ.พ.36 (ภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งแทนต่างประเทศ)
ยื่นต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15
สำหรับยื่นออนไลน์):
สิทธิประโยชน์ทางภาษี: เงินภาษี 7% ที่บริษัทควักจ่ายไปพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.พ.36 นั้น สรรพากรอนุญาตให้นำมาใช้เป็น "ภาษีซื้อ" ในการยื่นแบบ ภ.พ.30
ของเดือนนั้นหรือเดือนถัดไปได้ทันที เท่ากับว่าเน็ตแล้วคุณไม่ได้เสียค่าภาษีส่วนนี้เพิ่มเลย
(จ่ายไปใน ภ.พ.36 แล้วดึงกลับมาเคลมใน ภ.พ.30)
3. ขั้นตอนการตั้งค่าบัญชีโฆษณาให้ถูกต้อง
เพื่อให้เอกสารค่าใช้จ่ายได้รับการยอมรับจากสรรพากร เจ้าของธุรกิจต้องตั้งค่าบัญชีโฆษณาดังนี้:
- ตั้งค่าประเภทบัญชีเป็นธุรกิจ (Business Account): ห้ามใช้บัญชีส่วนบุคคล (Personal Account)
- ระบุชื่อและที่อยู่บริษัทให้ถูกต้องตรงตามหนังสือรับรอง: รวมถึงเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก
- ดาวน์โหลดใบเสร็จ (Invoice/Receipt) จากระบบทุกสิ้นเดือน: ตรวจเช็กว่าหัวเอกสารมีชื่อบริษัทและ Tax ID ครบถ้วน
4. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) ต้องยื่นไหม?
สำหรับค่าโฆษณาออนไลน์ (Advertising Services) ตามแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรและอนุสัญญาภาษีซ้อน DTA ส่วนใหญ่ (เช่น ไทย-สิงคโปร์ หรือ ไทย-ไอร์แลนด์) จัดเป็น "กำไรจากธุรกิจ"
(Business Profits) ของบริษัทต่างประเทศ
เนื่องจากเขาให้บริการแพลตฟอร์มระบบ ไม่ใช่การให้บริการวิชาชีพหรือค่าสิทธิ (Royalty) ดังนั้น บริษัทไทยไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.54
สรุป
หากคุณยิงแอดในนามบริษัท แต่ไม่ได้อัปเดต Tax ID ในระบบ คุณจะเสีย VAT 7% ฟรีๆ โดยเคลมคืนไม่ได้ หรือหากตั้งค่าธุรกิจแล้วแต่ฝ่ายบัญชีลืมยื่นแบบ ภ.พ.36 ทุกเดือน
เมื่อสรรพากรเข้ามาตรวจพบย้อนหลังจาก Statement บัตรเครดิตของบริษัท
จะถูกประเมินภาษีนำส่งย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ 1-2 เท่า และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
การวางระบบบัญชีค่าโฆษณาออนไลน์ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงช่วยประหยัดเงินและลดความเสี่ยงทางภาษีได้อย่างมหาศาล
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีโฆษณาออนไลน์ Google & Facebook: SME ต้องยื่นภาษีอย่างไรให้ถูกกฎหมาย? ควรตรวจจากข้อมูลขายจริงในแพลตฟอร์ม รายการรับเงิน ค่าธรรมเนียม
และเอกสารภาษีที่ออกให้ลูกค้า
เพราะธุรกิจออนไลน์มักมีเงินผ่านหลายช่องทางและกระทบยอดยากกว่าที่เห็น
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- ดึงรายงานยอดขาย ค่าธรรมเนียม และยอดโอนสุทธิจากทุกแพลตฟอร์มเป็นรอบเดือน
- แยกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่น ค่าสื่อโฆษณา ค่าขนส่ง และคืนสินค้าให้ชัดก่อนบันทึกบัญชี
- ตรวจว่ารายได้สะสมถึงเกณฑ์ VAT และมีเอกสารภาษีซื้อจากแพลตฟอร์มหรือผู้ให้บริการครบหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- บันทึกเฉพาะยอดเงินโอนสุทธิ ทำให้รายได้และค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์มต่ำกว่าจริง
- ไม่เก็บใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียม ค่าสื่อโฆษณา หรือค่าบริการออนไลน์
- แยกยอดขายส่วนตัวกับยอดขายบริษัทไม่ชัดเจนจนกระทบภาษีและกระแสเงินสด
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
วางภาษีค่าโฆษณาออนไลน์: ตารางตัดสินใจก่อนลงมือ
ส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพื่อเปลี่ยนข้อมูลในบทความให้เป็นขั้นตอนใช้งานจริง เจ้าของกิจการควรยืนยันข้อเท็จจริงและหลักฐานของบริษัทก่อนเลือกทางดำเนินการ
เพราะคำตอบที่เหมาะสมขึ้นกับขนาดธุรกิจ ระบบที่ใช้ และสถานะเอกสารในวันที่ตัดสินใจ
| จุดตรวจ | หลักฐานที่ควรมี | เกณฑ์ตัดสินใจ |
|---|---|---|
| 1 | คู่สัญญาและประเทศของผู้ให้บริการ | อย่าใช้ชื่อแพลตฟอร์มแทนการอ่าน invoice |
| 2 | ใบเสร็จ payment statement และยอดเงินบาท | สร้าง vendor tax matrix สำหรับทุกบัญชีโฆษณา |
| 3 | ภ.พ.36 หัก ณ ที่จ่าย และข้อกำหนดตามกรณี | กระทบยอดบัตรเครดิตกับค่าโฆษณาและภาษี |
Checklist สำหรับผู้บริหารและผู้รับผิดชอบ
- กำหนดเจ้าของข้อมูล ผู้จัดทำ ผู้ตรวจทาน และวันครบกำหนดให้เห็นในที่เดียว
- ตรวจชื่อ เลขประจำตัว วันที่ จำนวนเงิน และสถานะเอกสารกับหลักฐานต้นทางก่อนอนุมัติ
- บันทึกสมมติฐาน เหตุผล และผลกระทบด้านบัญชี ภาษี หรือกระแสเงินสดของทางเลือกที่เลือก
- เก็บไฟล์ฉบับสุดท้ายและหลักฐานยื่นหรือชำระให้ค้นย้อนกลับจากเลขรายการได้
จุดส่งต่อสู่การปฏิบัติ: หากข้อมูลยังไม่ครบ ให้แยกรายการเป็น “รอยืนยัน” แทนการเดาแล้วเดินหน้าต่อ หากครบแล้ว ให้สรุปผู้อนุมัติ วันที่มีผล และผู้ติดตามผลหลังดำเนินการ
วิธีนี้ลดทั้งงานแก้ย้อนหลังและความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการกับบริษัทเข้าใจขอบเขตไม่ตรงกัน
หากต้องการให้ทีม A Plus ตรวจข้อมูลจริงและจัดลำดับขั้นตอน ดูขอบเขต บริการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ ก่อนส่งเอกสารเพื่อประเมินงาน
โดยจะยืนยันข้อเท็จจริงและขอบเขตก่อนเสนอวิธีดำเนินการ
อ่านต่อเพื่อเชื่อมขั้นตอนให้ครบ
แหล่งอ้างอิงทางการ
กรมสรรพากร — ตรวจแบบ อัตรา กำหนดเวลา และประกาศภาษีฉบับล่าสุด บทความนี้ตรวจทานล่าสุดเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569
และควรตรวจประกาศที่มีผลกับข้อเท็จจริงของกิจการอีกครั้งก่อนยื่นหรือทำรายการสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การบันทึกรายได้ของธุรกิจ e-Commerce หรือการค้าออนไลน์ที่ถูกต้องควรใช้ยอดเงินก้อนใด?
ต้องใช้ยอดขายเต็มจำนวนก่อนหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าขนส่ง หรือค่าโฆษณา เป็นฐานรายได้ในการลงบัญชีและคำนวณภาษี
ไม่สามารถใช้ยอดเงินโอนสุทธิที่ได้รับจากแพลตฟอร์มในการยื่นรายได้ภาษีได้ เพราะถือเป็นวิธีที่ผิดหลักเกณฑ์สรรพากร
เอกสารประกอบธุรกรรมออนไลน์ที่เจ้าของแบรนด์หรือร้านค้าออนไลน์ห้ามละเลยคืออะไรบ้าง?
ต้องจัดเก็บรายงานยอดขายประจำเดือนจากระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์ม, ใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาที่ออกโดยแพลตฟอร์ม (เช่น Shopee, Lazada, TikTok), หลักฐานการโอนเงิน (Settlement
Reports), และใบกำกับภาษีที่ออกให้ลูกค้า
ถ้าแยกรายการขายส่วนตัวและรายการขายของนิติบุคคลปะปนกันอยู่ ควรเริ่มต้นแก้ไขอย่างไร?
ควรเปิดบัญชีธนาคารและจัดทำช่องทางการรับเงินของบริษัทแยกออกจากบัญชีส่วนตัวโดยเด็ดขาด ดึงรายงานเดินบัญชีย้อนหลังมาจัดหมวดหมู่รายการ
และจัดทำสัญญากรรมการหรือเอกสารชี้แจงที่มาที่ไปของเงินทุนเพื่อความโปร่งใสต่อการตรวจสอบทางภาษี
สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีโฆษณาออนไลน์ Google & Facebook: SME ต้องยื่นภาษีอย่างไรให้ถูกกฎหมาย?
ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีโฆษณาออนไลน์ Google & Facebook: SME ต้องยื่นภาษีอย่างไรให้ถูกกฎหมาย?
พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล
เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร
ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้