เมื่อธุรกิจจดทะเบียน VAT ใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณา Meta Ads หรือ Google Ads, ค่า subscription ซอฟต์แวร์ SaaS, หรือค่าที่ปรึกษาจากบริษัทต่างชาติ กฎหมายกำหนดให้ผู้รับบริการในไทย (ไม่ใช่ผู้ให้บริการ) เป็นผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36 บทความนี้อธิบายว่าใครต้องยื่น ยื่นเมื่อไร คำนวณอย่างไร และควรบันทึกบัญชีให้ถูกต้องอย่างไร
ภ.พ.36 คืออะไร และทำไมถึงมีหน้าที่นี้
ภ.พ.36 คือ แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร ใช้เมื่อผู้ประกอบการในไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย กฎหมายถือว่าบริการนั้น "ใช้ในราชอาณาจักร" จึงต้องเสีย VAT และกำหนดให้ผู้รับบริการ (ฝั่งไทย) เป็นผู้นำส่งภาษีแทนผู้ให้บริการต่างชาติที่ไม่มีตัวแทนในไทย
หลักการนี้เรียกว่า Reverse Charge หรือการผันภาระ VAT กลับมาที่ผู้ซื้อ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศที่ผู้ขายออกใบกำกับภาษีให้และนำส่ง VAT เอง
ข้อสำคัญ: หน้าที่ยื่น ภ.พ.36 มีเฉพาะกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น หากกิจการยังไม่จด VAT (รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์หรืออยู่ในกิจการยกเว้น VAT) ก็ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบนี้ — แต่ถ้ากิจการจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่จ่ายเงินให้ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกครั้ง
ใครต้องยื่น ภ.พ.36 และเมื่อไร
กิจการที่จดทะเบียน VAT และจ่ายค่าบริการให้ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ดังนี้
- กำหนดเวลายื่นกระดาษ: ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน
- กำหนดเวลายื่นออนไลน์ (e-Filing): ขยายเพิ่มอีก 8 วัน เท่ากับวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่กิจการตั้งอยู่ หรือผ่านระบบ e-Filing กรมสรรพากร
ตัวอย่างรายการที่มักต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่า Meta Ads, Google Ads, TikTok for Business, ค่า subscription Adobe Creative Cloud, Microsoft 365, Zoom, Canva, Slack และค่าที่ปรึกษาหรือฟรีแลนซ์ต่างประเทศ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าผู้ให้บริการได้จดทะเบียน VAT ในไทยหรือยังไม่ได้จด (บางแพลตฟอร์มใหญ่อาจจดทะเบียน e-Service VAT ในไทยแล้วและเรียกเก็บ VAT เองจากผู้ใช้ ควรตรวจสอบรายกรณี)
วิธีคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่ง
VAT ที่ต้องนำส่งคำนวณจากมูลค่าค่าบริการที่จ่ายจริง คูณด้วยอัตรา VAT ที่บังคับใช้ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2569) อัตราอยู่ที่ 7% อย่างไรก็ตาม อัตรา 7% นี้เป็นการลดจากอัตราตามกฎหมาย (10%) โดยพระราชกฤษฎีกาที่ต้องต่ออายุเป็นรายปี ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรก่อนเสมอ
ตัวอย่างการคำนวณ
- จ่ายค่า Google Ads เดือนมกราคม: 100,000 บาท
- VAT ที่ต้องนำส่งผ่าน ภ.พ.36: 100,000 × 7% = 7,000 บาท
- กำหนดยื่น ภ.พ.36 (กระดาษ): 7 กุมภาพันธ์ / (e-Filing): 15 กุมภาพันธ์
การบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ขั้นตอนละเอียด
การบันทึกบัญชีสำหรับ ภ.พ.36 มีลักษณะพิเศษตรงที่ต้องบันทึก VAT แยกออกมา และ VAT นั้นจะกลายเป็น ภาษีซื้อ (Input Tax) ที่นำไปหักกับภาษีขายใน ภ.พ.30 ของเดือนถัดไปได้
โดยทั่วไปการบันทึกแบ่งเป็น 2 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 — บันทึกรับรู้ค่าใช้จ่ายและภาระ VAT ที่ต้องนำส่ง
- เดบิต: ค่าใช้จ่ายโฆษณา (หรือค่าบริการตามประเภท) 100,000 บาท
- เครดิต: เงินฝากธนาคาร / เจ้าหนี้การค้า 100,000 บาท
- เดบิต: ภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่ถึงกำหนด (VAT พักนำส่ง) 7,000 บาท
- เครดิต: ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย (เจ้าหนี้ภาษี) 7,000 บาท
ขั้นที่ 2 — เมื่อยื่น ภ.พ.36 และชำระเงินให้กรมสรรพากร
- เดบิต: ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย 7,000 บาท
- เครดิต: เงินฝากธนาคาร 7,000 บาท
- เดบิต: ภาษีซื้อ (Input Tax) 7,000 บาท
- เครดิต: ภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่ถึงกำหนด (VAT พักนำส่ง) 7,000 บาท
ผลสุทธิ: ค่าบริการ 100,000 บาทถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย และ VAT 7,000 บาทที่ชำระไปแล้วจะกลายเป็น ภาษีซื้อที่นำไปเครดิตได้ ในแบบ ภ.พ.30 เดือนถัดจากเดือนที่ชำระ (ไม่ใช่เดือนเดียวกัน) โดยต้องเก็บหลักฐานใบเสร็จการชำระ ภ.พ.36 ไว้ประกอบด้วย
เอกสารที่ต้องเตรียมให้ทีมบัญชี
ความถูกต้องของการบันทึกบัญชีและการยื่นแบบขึ้นอยู่กับเอกสารต้นทางที่ส่งให้นักบัญชีได้ครบและทันเวลา รายการที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- Invoice หรือ Tax Receipt จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ระบุมูลค่าชัดเจนเป็นสกุลเงินใด
- หลักฐานการชำระเงิน เช่น Bank Transfer Slip, Statement บัญชี หรือบัตรเครดิตที่ระบุยอดและวันที่
- อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในวันชำระ (กรณีจ่ายเป็นสกุลต่างประเทศ ต้องแปลงเป็นบาทด้วยอัตรา ณ วันที่จ่าย)
- ใบเสร็จยืนยันการยื่นและชำระ ภ.พ.36 (เมื่อยื่นแล้ว)
- ข้อมูลวันที่ใช้บริการจริง (เพราะอาจต่างจากวันตัดบัตรหรือวันที่ออก invoice)
กิจการที่มีรายการต่างประเทศหลายรายการต่อเดือน ควรทำตารางสรุปรายการ (supplier, สกุลเงิน, มูลค่า, วันที่จ่าย) ส่งให้ทีมบัญชีพร้อมกันทุกเดือน เพื่อให้คำนวณและยื่นได้ทันกำหนด
ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 แตกต่างกันอย่างไร
เจ้าของกิจการหลายรายสับสนระหว่าง ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ทั้งสองแบบเกิดจากการจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่คนละประเภทภาษี
- ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งคำนวณจากมูลค่าค่าบริการ โดยกิจการจด VAT เป็นผู้มีหน้าที่
- ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่ง ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่บริษัทต่างประเทศได้รับจากไทย เช่น ค่าบริการ ค่าสิทธิ ค่าดอกเบี้ย โดยอัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับประเภทเงินได้และอนุสัญญาภาษีซ้อน (ถ้ามี)
ธุรกรรมเดียวกันอาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 และ ภ.ง.ด.54 พร้อมกัน เช่น จ่ายค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ กิจการจด VAT อาจต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับ VAT และยื่น ภ.ง.ด.54 สำหรับหัก ณ ที่จ่าย ควรปรึกษาทีมบัญชีเพื่อประเมินรายกรณี
บทลงโทษหากยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่น
การไม่ยื่น ภ.พ.36 ตามกำหนดหรือนำส่งภาษีไม่ครบมีผลทางกฎหมาย ดังนี้
- ค่าปรับทางปกครอง (กรณีไม่ยื่นแบบ) สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง
- เงินเพิ่ม (Surcharge) ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ นับจากวันพ้นกำหนด
- หากเป็นเหตุให้ภาษีขาด กรมสรรพากรอาจประเมินเบี้ยปรับเพิ่มเติมได้
เนื่องจากเงินเพิ่มสะสมรายเดือน กิจการที่ลืมยื่นหลายเดือนต่อเนื่องจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากพบว่าเคยพลาดยื่น ควรรีบยื่นและชำระโดยเร็วเพื่อตัดการสะสมของเงินเพิ่ม
ข้อควรระวังสำหรับกิจการที่ใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ
ตั้งแต่ปี 2564 กรมสรรพากรมีระบบ e-Service VAT ซึ่งให้ผู้ให้บริการดิจิทัลต่างประเทศที่มีรายได้จากผู้บริโภคในไทยสามารถจดทะเบียน VAT ในไทยโดยตรง แพลตฟอร์มที่จดทะเบียน e-Service VAT แล้วจะเรียกเก็บ VAT จากผู้ใช้ในไทยและนำส่งกรมสรรพากรเอง กรณีนี้ผู้ซื้อ (ธุรกิจหรือบุคคล) ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 แยกอีก
อย่างไรก็ตาม ระบบ e-Service ใช้กับการซื้อของ บุคคลธรรมดาหรือกิจการที่ไม่จด VAT เป็นหลัก สำหรับกิจการที่จด VAT ที่รับบริการจากผู้ให้บริการต่างประเทศที่ยังไม่ได้จด e-Service VAT ในไทย หน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ยังคงอยู่ตามเดิม สถานะการจดทะเบียนของแต่ละแพลตฟอร์มอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการ e-Service ที่จดทะเบียนแล้วบนเว็บไซต์กรมสรรพากรเป็นระยะ
สรุป: วางระบบเพื่อไม่ให้พลาด ภ.พ.36
ภ.พ.36 ไม่ใช่แบบที่ยากในตัวเอง แต่กิจการมักพลาดเพราะไม่มีระบบแจ้งเตือนและรวบรวมเอกสาร ขั้นตอนที่ช่วยได้จริงคือ กำหนดให้ทุกคนในองค์กรที่อนุมัติค่าใช้จ่ายต่างประเทศแจ้งทีมบัญชีทันทีพร้อม invoice และหลักฐานการชำระเงิน จากนั้นทีมบัญชีสามารถยื่น ภ.พ.36 ให้ทันกำหนดและบันทึกภาษีซื้อได้ถูกรอบ
เช็กลิสต์สำหรับกิจการที่มีรายการต่างประเทศ
ใช้รายการตรวจสอบนี้ทุกเดือนที่มีการจ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่พลาด ภ.พ.36 และบันทึกบัญชีครบถ้วน
เช็กลิสต์รายเดือน: ภ.พ.36
- รวบรวม invoice / billing statement จากผู้ให้บริการต่างประเทศทุกราย
- แปลงมูลค่าเป็นบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จ่ายจริง
- ตรวจว่าผู้ให้บริการรายใดจด e-Service VAT ในไทยแล้ว (ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 ซ้ำ)
- คำนวณ VAT 7% สำหรับรายการที่ยังต้องยื่น ภ.พ.36
- ยื่นแบบและชำระก่อนวันที่ 7 (กระดาษ) หรือวันที่ 15 (e-Filing) ของเดือนถัดไป
- เก็บใบเสร็จ ภ.พ.36 เพื่อใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อใน ภ.พ.30 เดือนถัดไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีป้องกัน
- บันทึกค่าใช้จ่ายจาก Statement โดยไม่มี invoice: ทีมบัญชีต้องการ invoice ต้นฉบับเพื่อระบุลักษณะบริการและวันที่ถูกต้อง
- นำ VAT จาก ภ.พ.36 ไปใส่ภาษีซื้อในเดือนเดียวกับที่ยื่น ภ.พ.36: ภาษีซื้อนี้ใช้ได้ในเดือน ถัดจากเดือนที่ชำระเท่านั้น
- ลืมยื่นเมื่อมีรายการเป็นสกุลต่างประเทศขนาดเล็ก: ทุกรายการที่เข้าเกณฑ์ต้องยื่น ไม่มีขั้นต่ำของมูลค่า
- สับสนว่าต้องยื่น ภ.พ.36 หรือ ภ.ง.ด.54 หรือทั้งคู่: ขึ้นกับลักษณะเงินได้และสถานะของผู้รับ ควรปรึกษาทีมบัญชีก่อนจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: แบบฟอร์ม ภ.พ.36 (PDF)
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 เมื่อจ่ายค่าบริการไปต่างประเทศหรือไม่?
ไม่ต้อง หน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.36 มีเฉพาะกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร หากกิจการยังไม่จด VAT (เช่น รายได้ยังต่ำกว่าเกณฑ์ 1,800,000 บาทต่อปี หรืออยู่ในกิจการที่ได้รับยกเว้น) ก็ไม่มีภาระยื่น ภ.พ.36 แต่อย่างใด
VAT ที่ชำระผ่าน ภ.พ.36 สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ได้หรือไม่?
ได้ กิจการที่จด VAT สามารถนำ VAT ที่ชำระผ่าน ภ.พ.36 มาเป็นภาษีซื้อ (Input Tax) เพื่อหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ โดยภาษีซื้อนี้จะนำไปใช้ได้ในเดือนถัดจากเดือนที่ยื่นและชำระ ภ.พ.36 แล้ว ต้องเก็บใบเสร็จยืนยันการชำระ ภ.พ.36 ไว้เป็นหลักฐานประกอบ
กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 คือวันใด และหากยื่นล่าช้ามีค่าปรับอย่างไร?
ต้องยื่นและชำระภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน (กรณียื่นกระดาษ) หรือวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (กรณียื่นผ่านระบบ e-Filing ซึ่งได้รับการขยายเวลาอีก 8 วัน) หากยื่นล่าช้ามีค่าปรับทางปกครองสูงสุด 2,000 บาท และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันพ้นกำหนด