กลุ่มเฟซบุ๊กที่มีหลายแอดมินช่วยกันโพสต์ขายสินค้า ต้องแยกให้ชัดว่าเงินที่ลูกค้าโอนเข้ามาเป็นรายได้ของใคร เพราะถ้าทุกคนใช้บัญชีธนาคารหรือชื่อกลุ่มเดียวกันรับเงินปนกัน

สรรพากรจะมองว่าเงินทั้งหมดเป็นรายได้ของเจ้าของบัญชีคนเดียว แม้จริง ๆ

แล้วเป็นของแอดมินหลายคนที่ต่างคนต่างขายของตัวเอง

สารบัญบทความ
  1. ทำไมกลุ่มเฟซบุ๊กหลายแอดมินถึงมีปัญหาเรื่องภาษี
  2. หลักการแยกรายได้ที่ควรทำตั้งแต่ต้น
  3. รูปแบบการรับผิดชอบภาษีตามลักษณะกลุ่ม
  4. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  5. เกณฑ์ VAT และภาษีเงินได้ที่ต้องระวัง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  8. วางระบบเอกสารให้พร้อมรับการตรวจสอบ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมกลุ่มเฟซบุ๊กหลายแอดมินถึงมีปัญหาเรื่องภาษี

กลุ่มเฟซบุ๊กขายของหลายกลุ่มเริ่มต้นจากเจ้าของกลุ่มคนเดียว แล้วชวนเพื่อนหรือคนรู้จักมาเป็นแอดมินเพิ่มเพื่อช่วยโพสต์ขายสินค้าของตัวเองในกลุ่มเดียวกัน เช่น กลุ่ม

"ขายเสื้อผ้ามือสอง" ที่มีแอดมิน 5 คน แต่ละคนขายเสื้อผ้าคนละล็อต

คนละแหล่งที่มา แต่ลูกค้าที่สนใจมักโอนเงินเข้าบัญชีเดียวกันเพราะกลุ่มกำหนดให้โอนเข้าบัญชีเจ้าของกลุ่มเพื่อความสะดวก ปัญหาคือเมื่อธนาคารส่งข้อมูลธุรกรรมที่เข้าเกณฑ์

(มีการรับเงินจำนวนครั้งมากและยอดรวมสูง) ให้กรมสรรพากร

เจ้าของบัญชีจะถูกมองว่าเป็นผู้มีรายได้ทั้งหมด ทั้งที่จริงเงินส่วนใหญ่เป็นของแอดมินคนอื่นที่ขายสินค้าของตัวเอง

หลักการแยกรายได้ที่ควรทำตั้งแต่ต้น

แยกบัญชีธนาคารตามคนขายจริง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือให้แอดมินแต่ละคนใช้บัญชีธนาคารของตัวเองรับเงินจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าของตัวเอง ไม่ใช่ให้ทุกคนโอนเข้าบัญชีเดียวแล้วแบ่งเงินกันทีหลัง

เพราะการแบ่งเงินทีหลังไม่มีหลักฐานยืนยันต่อกรมสรรพากรว่าเงินก้อนไหนเป็นของใคร

หากจำเป็นต้องใช้บัญชีเดียวจริง ๆ (เช่น เพื่อความน่าเชื่อถือของกลุ่ม) ต้องมีระบบบันทึกแยกรายการอย่างละเอียดว่าออร์เดอร์ไหนเป็นของแอดมินคนไหน

พร้อมเก็บหลักฐานแชทสั่งซื้อและใบสั่งซื้อกำกับทุกรายการ

แยกสต๊อกสินค้าและต้นทุน

นอกจากเงินแล้ว สต๊อกสินค้าก็ต้องแยกให้ชัด เพราะถ้าสรรพากรตรวจสอบและพบว่าสินค้าที่ขายมาจากหลายแหล่ง หลายคนเป็นเจ้าของ แต่บันทึกเป็นรายได้คนเดียว

จะทำให้การคำนวณต้นทุนและกำไรผิดเพี้ยนไปทั้งหมด แอดมินแต่ละคนควรมีใบสั่งซื้อสินค้า

ใบเสร็จต้นทุน และรายการสต๊อกของตัวเองแยกจากคนอื่นอย่างชัดเจน

รูปแบบการรับผิดชอบภาษีตามลักษณะกลุ่ม

รูปแบบกลุ่มใครเป็นผู้เสียภาษีข้อควรระวัง
แอดมินแต่ละคนขายของตัวเอง ใช้บัญชีตัวเองแอดมินแต่ละคนรับผิดชอบรายได้ของตัวเองต้องมีหลักฐานแยกชัดเจนว่าใครขายอะไร รับเงินช่องทางไหน
ทุกคนโอนเข้าบัญชีเจ้าของกลุ่มแล้วแบ่งเงินทีหลังเจ้าของบัญชีอาจถูกประเมินว่าเป็นผู้มีรายได้ทั้งหมดเสี่ยงสูงมาก ควรเปลี่ยนเป็นแยกบัญชีทันที
เจ้าของกลุ่มจดทะเบียนเป็นธุรกิจ รับสินค้าจากแอดมินมาขายเอง (แบบฝากขาย)เจ้าของกลุ่มเป็นผู้เสียภาษีจากยอดขายทั้งหมด แอดมินรับค่าคอมมิชชั่นต้องมีสัญญาฝากขายชัดเจน และแอดมินต้องเสียภาษีจากค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

กลุ่มเฟซบุ๊กขายรองเท้ามือสองแห่งหนึ่งมีแอดมิน 4 คน แต่ละคนหาสินค้าและตั้งราคาขายเอง แต่กำหนดให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีเจ้าของกลุ่มคนเดียวเพื่อความสะดวกในการดูแลกลุ่ม

ปีหนึ่งมียอดเงินเข้าบัญชีเจ้าของกลุ่มรวมกว่า 2.5 ล้านบาท

ทั้งที่จริงเจ้าของกลุ่มขายเองเพียง 500,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นของแอดมินอีก 3 คน เมื่อธนาคารรายงานข้อมูลธุรกรรมเข้าเกณฑ์ เจ้าของกลุ่มถูกกรมสรรพากรขอให้ชี้แจงที่มาของเงิน 2.5

ล้านบาททั้งหมด แม้จะอธิบายได้ว่าเป็นเงินของคนอื่น

แต่เพราะไม่มีหลักฐานแยกรายการที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องใช้เวลาและเอกสารจำนวนมากในการพิสูจน์ ซึ่งหากแยกบัญชีกันตั้งแต่แรกจะไม่ต้องเจอปัญหานี้เลย

เกณฑ์ VAT และภาษีเงินได้ที่ต้องระวัง

แอดมินแต่ละคนที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์ ต้องนำรายได้มายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (หากยังไม่ได้จดบริษัท) และหากรายได้รวมทั้งปีของแต่ละคนเกิน 1.8 ล้านบาท

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย ประเด็นสำคัญคือเกณฑ์ 1.8

ล้านบาทนี้นับตามรายได้ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ยอดรวมของทั้งกลุ่ม ดังนั้นการแยกรายได้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงมีผลโดยตรงต่อว่าใครต้องจด VAT และใครยังไม่ถึงเกณฑ์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้บัญชีเดียวรับเงินทุกแอดมินโดยไม่มีระบบบันทึกแยกรายการ: ทำให้พิสูจน์ที่มาของเงินยากมากเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่มีสัญญาหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างแอดมิน: เมื่อเกิดปัญหาภาษีหรือข้อพิพาทเรื่องเงิน จะไม่มีหลักฐานยืนยันความรับผิดชอบของแต่ละคน
  • ไม่แยกสต๊อกและต้นทุนสินค้าของแต่ละแอดมิน: ทำให้คำนวณกำไรที่แท้จริงของแต่ละคนไม่ได้ และเสี่ยงต่อการประเมินภาษีที่ผิดพลาด
  • คิดว่ากลุ่มเฟซบุ๊กไม่ใช่ธุรกิจจึงไม่ต้องเสียภาษี: ความจริงแล้วรายได้จากการขายของผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ต้องยื่นภาษีเช่นเดียวกับการขายช่องทางอื่น
  • ไม่เก็บหลักฐานแชทสั่งซื้อและสลิปโอนเงินแยกตามคนขาย: เมื่อถูกขอชี้แจงย้อนหลังจะหาหลักฐานยากและใช้เวลานาน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

สิ่งแรกที่ควรทำคือประชุมตกลงกับแอดมินทุกคนให้แยกบัญชีธนาคารรับเงินของตัวเอง หากมีเหตุผลที่ต้องใช้บัญชีกลางจริง ๆ ให้ทำระบบบันทึกออร์เดอร์แยกตามคนขายอย่างละเอียด

พร้อมสรุปยอดแบ่งเงินเป็นลายลักษณ์อักษรทุกเดือน

และหากกลุ่มเริ่มมียอดขายรวมสูงจนน่าเชื่อถือว่าเป็นธุรกิจจริงจัง ควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท และทำสัญญาระหว่างหุ้นส่วนหรือแอดมินให้ชัดเจน

เพื่อป้องกันปัญหาภาษีและข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

วางระบบเอกสารให้พร้อมรับการตรวจสอบ

นอกจากการแยกบัญชีแล้ว ควรมีระบบเก็บเอกสารที่ครบถ้วน เช่น รายชื่อแอดมินและบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ใบสั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์แยกตามคนขาย

และสรุปยอดขายรายเดือนที่แยกตามแอดมินอย่างชัดเจน

เอกสารเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญหากวันหนึ่งกรมสรรพากรขอข้อมูลชี้แจง เพราะสามารถแสดงหลักฐานได้ทันทีว่าเงินแต่ละก้อนเป็นของใคร

และป้องกันไม่ให้เจ้าของบัญชีต้องรับภาระภาษีของคนอื่นโดยไม่จำเป็น

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กลุ่มเฟซบุ๊กที่มีหลายแอดมินขายของ ต้องเสียภาษีร่วมกันไหม

ไม่จำเป็น หากแต่ละแอดมินขายสินค้าของตัวเองและรับเงินแยกบัญชีกัน แต่ละคนมีหน้าที่เสียภาษีจากรายได้ของตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องเสียร่วมกันเป็นก้อนเดียว

ถ้าทุกคนโอนเงินเข้าบัญชีเดียวกันมานานแล้ว แก้ไขอย่างไรดี

ควรเริ่มแยกบัญชีตั้งแต่เดือนถัดไปทันที ส่วนรายการที่ผ่านมาแล้วควรรวบรวมหลักฐานแชทสั่งซื้อและสลิปโอนเงินแยกตามคนขายไว้ให้ครบ เพื่อใช้ชี้แจงหากถูกตรวจสอบย้อนหลัง

เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทที่ต้องจด VAT นับรวมทั้งกลุ่มหรือนับแยกคน

นับแยกตามรายได้ของแต่ละบุคคลหรือแต่ละนิติบุคคล ไม่ใช่ยอดรวมของทั้งกลุ่ม ดังนั้นหากแยกรายได้ชัดเจน แอดมินแต่ละคนจะถูกพิจารณาเกณฑ์ VAT ของตัวเองแยกกัน

เจ้าของกลุ่มต้องรับผิดชอบภาษีของแอดมินคนอื่นไหม

โดยหลักการไม่ต้อง หากแยกรายได้ชัดเจน แต่ถ้าเงินทั้งหมดเข้าบัญชีเจ้าของกลุ่มโดยไม่มีหลักฐานแยกรายการ กรมสรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยและขอให้เจ้าของบัญชีชี้แจงที่มาของเงินทั้งหมดก่อน

ควรทำสัญญาระหว่างแอดมินในกลุ่มไหม

ควรทำ แม้เป็นเพียงข้อตกลงง่าย ๆ เป็นลายลักษณ์อักษรก็ช่วยได้มาก ระบุบทบาทหน้าที่ วิธีรับเงิน และความรับผิดชอบทางภาษีของแต่ละคน เพื่อป้องกันข้อพิพาทและความสับสนในอนาคต

ถ้ากลุ่มโตขึ้นจนมียอดขายสูง ควรจดทะเบียนธุรกิจไหม

หากยอดขายรวมสูงและมีการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท เพื่อความชัดเจนด้านภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มในระยะยาว

แอดมินที่ได้แค่ค่าคอมมิชชั่นจากการช่วยขาย ต้องเสียภาษีไหม

ต้องเสีย เพราะค่าคอมมิชชั่นถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ต้องนำมารวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีเช่นเดียวกับรายได้ประเภทอื่น

หากยังไม่มั่นใจว่าตัวเลขทางบัญชีและภาษีของกิจการสะท้อนความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ลองให้บริการตรวจสุขภาพกิจการของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและชี้จุดเสี่ยงที่ควรจัดการก่อน