ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) เป็นรูปแบบธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม หรือบริการสะดวกซื้อ การดำเนินการแฟรนไชส์มีระบบการเงินที่เกี่ยวโยงกันหลายด้าน เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fee) และส่วนแบ่งยอดขายรายเดือน (Royalty/Royalty Fee) ซึ่งในแง่ของระบบบัญชีและภาษีของสรรพากรนั้น มีข้อกำหนดจำเพาะที่ผู้ซื้อ (Franchisee) และผู้ขาย (Franchisor) ต้องจัดทำให้ถูกต้อง

1. การบันทึกค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fee)

ค่าธรรมเนียมแรกเข้าคือค่าสิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายการค้า สูตรสินค้า หรือระบบการจัดการ ซึ่งการลงบัญชีจะปฏิบัติแตกต่างจากรายได้ปกติ:

  • ทางฝั่งผู้ขายแฟรนไชส์ (Franchisor): ต้องปันส่วนและรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมแรกเข้าตามเกณฑ์สิทธิ์ตลอดช่วงระยะเวลาของสัญญา (เช่น สัญญา 5 ปี ให้นำยอดแรกเข้าหารเฉลี่ยรับรู้รายเดือน) ไม่ใช่รับรู้เป็นรายได้งวดเดียวทั้งหมดในวันแรกที่ทำสัญญา
  • ทางฝั่งผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee): บันทึกรายจ่ายแรกเข้าเป็น "สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset)" และทยอยตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายตัดกำไรตามระยะเวลาของสัญญาเช่าสิทธิ์

2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าแฟรนไชส์และค่าสิทธิ์ (Royalty)

สรรพากรพิจารณาคัดเลือกประเภทรายได้ค่าสิทธิ์และค่าธรรมเนียมเป็น "ค่าสิทธิ์หรือค่าสิทธิ (Royalty)" ตามมาตรา 40(3) แห่งประมวลรัษฎากร:

ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้ซื้อแฟรนไชส์:
1. ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fee): ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้อง หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% (กรณีผู้รับเป็นบริษัทไทย) ของยอดจ่ายแรกเข้าทั้งหมดก่อนนำส่งเงิน
2. ส่วนแบ่งยอดขายรายเดือน (Royalty Fee): ถือเป็นค่าสิทธิ์ในการใช้สิทธิ์เครื่องหมายการค้าของบริษัทแม่รายเดือน ผู้ซื้อต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่านายหน้าส่วนแบ่งรายเดือน

3. จุดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point) ของค่าสิทธิ์แฟรนไชส์

เนื่องจากค่าแฟรนไชส์และค่าสิทธิ์ต่างๆ ถือเป็นการบริการสิทธิ์รูปแบบหนึ่ง จุดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะเกิดขึ้นเมื่อ "ได้รับชำระเงิน หรือ ออกใบกำกับภาษี" แล้วแต่อย่างใดจะเกิดก่อน:

  • การจัดทำเอกสาร: เมื่อครบกำหนดชำระรายเดือน บริษัทแม่จะออกใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บค่านายหน้า/ค่าสิทธิ์ และเมื่อได้รับการชำระเงินโอนจริงจึงค่อยออกใบรับเงินและใบกำกับภาษีบวก VAT 7% ให้แก่ผู้ซื้อ

สรุป

การจัดทำบัญชีธุรกิจแฟรนไชส์ต้องการการปันส่วนรายได้และรายจ่ายที่ตรงตามมาตรฐาน TFRS สำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย การทำความเข้าใจข้อกฎหมายเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% สำหรับค่าสิทธิ์ และการตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาตั้งแต่แรก จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบย้อนหลังของสรรพากรได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์: การบันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้ ควรใช้เพื่อจับประเด็นเฉพาะธุรกิจ แล้วนำไปเทียบกับรูปแบบรายได้ สัญญา ช่องทางรับเงิน และเอกสารจริงของกิจการ เพราะธุรกิจชื่อคล้ายกันอาจมีภาระภาษีต่างกันมาก

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกช่องทางรายได้หลัก รายได้เสริม เงินมัดจำ และรายรับล่วงหน้าให้ชัดเจน
  • ตรวจสัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  • จัดรายงานต้นทุน สต๊อก ค่าจ้าง outsource และค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจให้ตรวจย้อนกลับได้

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • รวมรายได้หลายประเภทไว้ก้อนเดียวจนแยก VAT หรือหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูก
  • ไม่มีสัญญาหรือเอกสารงานย่อยรองรับการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างภายนอก
  • ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่คุมต้นทุนเฉพาะงาน ทำให้กำไรจริงและภาษีคลาดเคลื่อน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจในกลุ่มนี้ควรเริ่มจากอะไร?

ควรเริ่มจากการจำแนกประเภทรายรับของกิจการให้ชัดเจน (เช่น การขายสินค้า การให้บริการ หรือเงินมัดจำรับล่วงหน้า) จากนั้นออกแบบระบบเอกสารและการบันทึกต้นทุนให้ตรงกับลักษณะการดำเนินงานจริง

ภาษีสำคัญที่ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษมีอะไรบ้าง?

ควรตรวจสอบเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์, ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในการจ้างงานหรือค่าบริการ, ภาษีเงินได้นิติบุคคล, และเอกสารค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ เช่น สัญญาจ้างผู้รับเหมาช่วงหรือใบเสร็จค่าใช้จ่ายดำเนินการ

หากประกอบธุรกิจมาสักระยะแล้วยังไม่มีระบบเอกสารที่ถูกต้อง ควรเริ่มปรับปรุงอย่างไร?

ควรรวบรวมรายการรับ-จ่ายเงิน ยอดขาย และสัญญาจ้างย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้สำนักงานบัญชีจัดหมวดหมู่ วางระบบเอกสารในเดือนถัดไป และช่วยประเมินความเสี่ยงภาษีย้อนหลังเพื่อทำการปรับปรุงให้ถูกต้อง