ค่า Royalty Fee คือค่าธรรมเนียมรายเดือนที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee) จ่ายให้เจ้าของแบรนด์ (Franchisor) เพื่อแลกกับสิทธิ์ใช้เครื่องหมายการค้า สูตร และระบบบริหารจัดการ โดยฝั่งผู้จ่ายบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ส่วนฝั่งผู้รับบันทึกเป็นรายได้ค่าสิทธิ และทั้งสองฝ่ายต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ให้ถูกต้อง

Royalty Fee คืออะไร แตกต่างจาก Franchise Fee อย่างไร

ในธุรกิจแฟรนไชส์ มีค่าธรรมเนียมหลักสองประเภทที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องจ่าย คือ

  • Franchise Fee (ค่าธรรมเนียมแรกเข้า): จ่ายครั้งเดียวตอนเซ็นสัญญาเพื่อซื้อสิทธิ์เปิดร้าน มักรวมค่าฝึกอบรม คู่มือปฏิบัติงาน และสิทธิ์ใช้แบรนด์ในพื้นที่ที่กำหนด
  • Royalty Fee (ค่าสิทธิรายเดือน): จ่ายต่อเนื่องทุกเดือนตลอดอายุสัญญา โดยทั่วไปคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เพื่อแลกกับสิทธิ์ใช้เครื่องหมายการค้า ระบบปฏิบัติงาน การสนับสนุนด้านการตลาด และการพัฒนาสูตรหรือมาตรฐานสินค้าอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้เน้นเฉพาะการบัญชีของค่า Royalty Fee รายเดือน ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าค่าธรรมเนียมแรกเข้าเพราะเกิดขึ้นซ้ำทุกงวดและต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างต่อเนื่อง

การบันทึกบัญชีฝั่งผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee)

ผู้ซื้อแฟรนไชส์บันทึกค่า Royalty Fee เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของงวดที่เกิดรายการ (ตามเกณฑ์คงค้าง) โดยทั่วไปคำนวณจากยอดขายจริงของเดือนนั้น

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อร้านมียอดขายเดือนนั้น 500,000 บาท และสัญญากำหนด Royalty Fee 5% ของยอดขาย

  • เดบิต: ค่า Royalty Fee (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) 25,000 บาท
  • เครดิต: เจ้าหนี้ค่า Royalty Fee 23,250 บาท (หลังหักภาษี ณ ที่จ่าย)
  • เครดิต: ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 1,750 บาท (สมมติอัตราหัก ณ ที่จ่าย 7% สำหรับค่าสิทธิ ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนใช้จริง เพราะอัตราขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเข้าข่ายค่าสิทธิหรือค่าบริการ)

เมื่อชำระเงินให้ Franchisor และนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 (แล้วแต่ว่า Franchisor เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ภายในกำหนดเวลาของเดือนถัดไป จะตัดเจ้าหนี้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่งออกตามลำดับ

การบันทึกบัญชีฝั่งเจ้าของแบรนด์ (Franchisor)

ฝั่งผู้ให้สิทธิ์รับรู้ค่า Royalty Fee เป็นรายได้ค่าสิทธิ (Royalty Income) ตามเกณฑ์คงค้างเช่นกัน โดยรับรู้รายได้เมื่อ Franchisee มียอดขายเกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน แม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ตาม

  • เดบิต: ลูกหนี้ค่า Royalty Fee 25,000 บาท
  • เครดิต: รายได้ค่าสิทธิ (Royalty Income) 25,000 บาท

เมื่อได้รับเงินโอนจาก Franchisee พร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย บันทึก

  • เดบิต: เงินฝากธนาคาร 23,250 บาท
  • เดบิต: ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย (สินทรัพย์ ใช้เครดิตภาษีปลายปี) 1,750 บาท
  • เครดิต: ลูกหนี้ค่า Royalty Fee 25,000 บาท

ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของค่า Royalty Fee

ค่า Royalty Fee ถือเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการหรือให้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งโดยทั่วไปเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหาก Franchisor จดทะเบียน VAT แล้ว โดย Franchisor ต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บ VAT 7% จาก Franchisee ทุกเดือน และ Franchisee ที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีซื้อนี้ไปเครดิตกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัท ข. เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านกาแฟแฟรนไชส์ มีสาขาแฟรนไชส์ 10 สาขา แต่ละสาขาจ่าย Royalty Fee 5% ของยอดขายบวก VAT 7% สาขา A มียอดขายเดือนนี้ 400,000 บาท คำนวณดังนี้

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ยอดขายสาขา A400,000
Royalty Fee 5%20,000
VAT 7% ของค่า Royalty Fee1,400
รวมที่ต้องจ่ายก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย21,400
หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (อัตราตามข้อสัญญา ควรยืนยันกับผู้เชี่ยวชาญ)(1,400)
ยอดเงินสุทธิที่ Franchisor ได้รับ20,000

ตัวอย่างนี้ใช้ VAT 7% ตามอัตราปัจจุบันซึ่งมีผลตามพระราชกฤษฎีกาถึงเดือนกันยายน 2569 และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าสิทธิเป็นตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาจริงกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนคำนวณและนำส่ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบัญชี Royalty Fee

  • คำนวณ Royalty Fee จากยอดขายสุทธิผิดฐาน: บางสัญญากำหนดให้คำนวณจากยอดขายรวมก่อนหักส่วนลด บางสัญญาคำนวณจากยอดขายสุทธิ ต้องตรวจสอบข้อสัญญาให้ชัดก่อนบันทึกทุกเดือน
  • ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือหักผิดอัตรา: ค่าสิทธิและค่าบริการมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน การตีความผิดประเภทอาจทำให้นำส่งภาษีไม่ถูกต้อง
  • Franchisor ไม่รับรู้รายได้ตามเกณฑ์คงค้าง: รอจนกว่าจะได้รับเงินจริงจึงบันทึกรายได้ ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน
  • ไม่กระทบยอดรายงานยอดขายจากสาขากับใบแจ้งหนี้ Royalty Fee: ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนสะสมระหว่างยอดขายจริงกับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ
  • ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ครบทุกสาขาทุกเดือน: เสี่ยงต่อการที่ Franchisee ไม่สามารถเครดิตภาษีซื้อได้ตามกำหนด

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ทั้งฝั่ง Franchisor และ Franchisee ควรมีระบบรายงานยอดขายรายเดือนที่เชื่อมโยงกับการคำนวณ Royalty Fee โดยอัตโนมัติ เพื่อลดความผิดพลาดจากการคำนวณมือ ควรกำหนดวันตัดยอดขายและวันออกใบแจ้งหนี้ที่ชัดเจนในสัญญาแฟรนไชส์ และทั้งสองฝ่ายควรตรวจสอบอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาของตนกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เนื่องจากสัญญาแฟรนไชส์แต่ละฉบับอาจมีเงื่อนไขที่ทำให้การจัดประเภทภาษีแตกต่างกัน การวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งเครือข่ายแฟรนไชส์ขยายตัวได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาภาษีสะสม

สรุป

ค่า Royalty Fee แฟรนไชส์รายเดือนต้องบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างทั้งสองฝ่าย พร้อมจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ให้ถูกต้องทุกเดือน การมีระบบคำนวณที่เชื่อมโยงกับยอดขายจริงและการตรวจสอบอัตราภาษีกับผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Franchisor กับ Franchisee ราบรื่นในระยะยาว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค่า Royalty Fee แฟรนไชส์รายเดือน บันทึกบัญชีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Royalty Fee กับ Franchise Fee ต่างกันอย่างไรในทางบัญชี

Franchise Fee เป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่จ่ายครั้งเดียว มักบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนแล้วตัดจำหน่ายตามอายุสัญญา ส่วน Royalty Fee เป็นค่าธรรมเนียมรายเดือนที่คำนวณจากยอดขาย บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานของงวดนั้นทันทีตามเกณฑ์คงค้าง

Royalty Fee ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าไหร่

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับการตีความว่าเป็นค่าสิทธิหรือค่าบริการตามลักษณะสัญญาจริง ซึ่งมีอัตราต่างกัน ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนหักและนำส่งทุกครั้ง เพื่อป้องกันการนำส่งผิดพลาด

Franchisee ต้องรับรู้ค่า Royalty Fee เมื่อไหร่

ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้างในงวดที่ยอดขายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่รอจนกว่าจะจ่ายเงินจริง เพราะจะทำให้งบการเงินรายเดือนไม่สะท้อนต้นทุนดำเนินงานที่แท้จริงของสาขานั้น

Royalty Fee ต้องเสีย VAT หรือไม่

หาก Franchisor จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ค่า Royalty Fee ถือเป็นค่าบริการหรือค่าสิทธิที่ต้องเสีย VAT 7% ตามอัตราปัจจุบัน โดย Franchisor ต้องออกใบกำกับภาษีให้ Franchisee ทุกเดือนเพื่อให้ Franchisee นำไปเครดิตภาษีซื้อได้

หากยอดขายสาขาติดลบหรือเป็นศูนย์ ต้องจ่าย Royalty Fee หรือไม่

ขึ้นอยู่กับข้อสัญญาแฟรนไชส์ บางสัญญากำหนดค่า Royalty Fee ขั้นต่ำ (Minimum Royalty) ที่ต้องจ่ายไม่ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไหร่ ผู้ประกอบการควรอ่านเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียดก่อนเปิดสาขาเพื่อวางแผนกระแสเงินสด

Franchisor ต้องรับรู้รายได้ Royalty Fee อย่างไรหากยังไม่ได้รับรายงานยอดขายจากสาขา

ควรประมาณการรายได้ที่ควรได้รับตามข้อมูลยอดขายเฉลี่ยหรือประวัติที่ผ่านมา แล้วบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ จากนั้นปรับปรุงให้ตรงกับยอดจริงเมื่อได้รับรายงานยอดขายอย่างเป็นทางการจากสาขาในภายหลัง

ควรกระทบยอด Royalty Fee ระหว่าง Franchisor กับ Franchisee บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้กระทบยอดทุกเดือนพร้อมกับการปิดงบการเงินรายเดือน เพื่อให้ตัวเลขยอดขาย ค่าธรรมเนียม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายตรงกันทั้งสองฝ่าย ลดปัญหาข้อพิพาทและความคลาดเคลื่อนสะสมในระยะยาว