ค่า Royalty Fee คือค่าธรรมเนียมรายเดือนที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee) จ่ายให้เจ้าของแบรนด์ (Franchisor) เพื่อแลกกับสิทธิ์ใช้เครื่องหมายการค้า สูตร และระบบบริหารจัดการ

โดยฝั่งผู้จ่ายบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

ส่วนฝั่งผู้รับบันทึกเป็นรายได้ค่าสิทธิ และทั้งสองฝ่ายต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. Royalty Fee คืออะไร แตกต่างจาก Franchise Fee อย่างไร
  2. การบันทึกบัญชีฝั่งผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee)
  3. การบันทึกบัญชีฝั่งเจ้าของแบรนด์ (Franchisor)
  4. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของค่า Royalty Fee
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบัญชี Royalty Fee
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  8. สรุป
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

Royalty Fee คืออะไร แตกต่างจาก Franchise Fee อย่างไร

ในธุรกิจแฟรนไชส์ มีค่าธรรมเนียมหลักสองประเภทที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องจ่าย คือ

  • Franchise Fee (ค่าธรรมเนียมแรกเข้า): จ่ายครั้งเดียวตอนเซ็นสัญญาเพื่อซื้อสิทธิ์เปิดร้าน มักรวมค่าฝึกอบรม คู่มือปฏิบัติงาน และสิทธิ์ใช้แบรนด์ในพื้นที่ที่กำหนด
  • Royalty Fee (ค่าสิทธิรายเดือน): จ่ายต่อเนื่องทุกเดือนตลอดอายุสัญญา โดยทั่วไปคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เพื่อแลกกับสิทธิ์ใช้เครื่องหมายการค้า ระบบปฏิบัติงาน การสนับสนุนด้านการตลาด และการพัฒนาสูตรหรือมาตรฐานสินค้าอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้เน้นเฉพาะการบัญชีของค่า Royalty Fee รายเดือน ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าค่าธรรมเนียมแรกเข้าเพราะเกิดขึ้นซ้ำทุกงวดและต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างต่อเนื่อง

การบันทึกบัญชีฝั่งผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee)

ผู้ซื้อแฟรนไชส์บันทึกค่า Royalty Fee เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของงวดที่เกิดรายการ (ตามเกณฑ์คงค้าง) โดยทั่วไปคำนวณจากยอดขายจริงของเดือนนั้น

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อร้านมียอดขายเดือนนั้น 500,000 บาท และสัญญากำหนด Royalty Fee 5% ของยอดขาย

  • เดบิต: ค่า Royalty Fee (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) 25,000 บาท
  • เครดิต: เจ้าหนี้ค่า Royalty Fee 23,250 บาท (หลังหักภาษี ณ ที่จ่าย)
  • เครดิต: ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 1,750 บาท (สมมติอัตราหัก ณ ที่จ่าย 7% สำหรับค่าสิทธิ ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนใช้จริง เพราะอัตราขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเข้าข่ายค่าสิทธิหรือค่าบริการ)

เมื่อชำระเงินให้ Franchisor และนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 (แล้วแต่ว่า Franchisor เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ภายในกำหนดเวลาของเดือนถัดไป

จะตัดเจ้าหนี้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่งออกตามลำดับ

การบันทึกบัญชีฝั่งเจ้าของแบรนด์ (Franchisor)

ฝั่งผู้ให้สิทธิ์รับรู้ค่า Royalty Fee เป็นรายได้ค่าสิทธิ (Royalty Income) ตามเกณฑ์คงค้างเช่นกัน โดยรับรู้รายได้เมื่อ Franchisee มียอดขายเกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน

แม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ตาม

  • เดบิต: ลูกหนี้ค่า Royalty Fee 25,000 บาท
  • เครดิต: รายได้ค่าสิทธิ (Royalty Income) 25,000 บาท

เมื่อได้รับเงินโอนจาก Franchisee พร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย บันทึก

  • เดบิต: เงินฝากธนาคาร 23,250 บาท
  • เดบิต: ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย (สินทรัพย์ ใช้เครดิตภาษีปลายปี) 1,750 บาท
  • เครดิต: ลูกหนี้ค่า Royalty Fee 25,000 บาท

ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของค่า Royalty Fee

ค่า Royalty Fee ถือเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการหรือให้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งโดยทั่วไปเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหาก Franchisor จดทะเบียน VAT แล้ว โดย Franchisor

ต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บ VAT 7% จาก Franchisee ทุกเดือน และ

Franchisee ที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีซื้อนี้ไปเครดิตกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัท ข. เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านกาแฟแฟรนไชส์ มีสาขาแฟรนไชส์ 10 สาขา แต่ละสาขาจ่าย Royalty Fee 5% ของยอดขายบวก VAT 7% สาขา A มียอดขายเดือนนี้ 400,000 บาท คำนวณดังนี้

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ยอดขายสาขา A400,000
Royalty Fee 5%20,000
VAT 7% ของค่า Royalty Fee1,400
รวมที่ต้องจ่ายก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย21,400
หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (อัตราตามข้อสัญญา ควรยืนยันกับผู้เชี่ยวชาญ)(1,400)
ยอดเงินสุทธิที่ Franchisor ได้รับ20,000

ตัวอย่างนี้ใช้ VAT 7% ตามอัตราปัจจุบันซึ่งมีผลตามพระราชกฤษฎีกาถึงเดือนกันยายน 2569 และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าสิทธิเป็นตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาจริงกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนคำนวณและนำส่ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบัญชี Royalty Fee

  • คำนวณ Royalty Fee จากยอดขายสุทธิผิดฐาน: บางสัญญากำหนดให้คำนวณจากยอดขายรวมก่อนหักส่วนลด บางสัญญาคำนวณจากยอดขายสุทธิ ต้องตรวจสอบข้อสัญญาให้ชัดก่อนบันทึกทุกเดือน
  • ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือหักผิดอัตรา: ค่าสิทธิและค่าบริการมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน การตีความผิดประเภทอาจทำให้นำส่งภาษีไม่ถูกต้อง
  • Franchisor ไม่รับรู้รายได้ตามเกณฑ์คงค้าง: รอจนกว่าจะได้รับเงินจริงจึงบันทึกรายได้ ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน
  • ไม่กระทบยอดรายงานยอดขายจากสาขากับใบแจ้งหนี้ Royalty Fee: ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนสะสมระหว่างยอดขายจริงกับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ
  • ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ครบทุกสาขาทุกเดือน: เสี่ยงต่อการที่ Franchisee ไม่สามารถเครดิตภาษีซื้อได้ตามกำหนด

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ทั้งฝั่ง Franchisor และ Franchisee ควรมีระบบรายงานยอดขายรายเดือนที่เชื่อมโยงกับการคำนวณ Royalty Fee โดยอัตโนมัติ เพื่อลดความผิดพลาดจากการคำนวณมือ

ควรกำหนดวันตัดยอดขายและวันออกใบแจ้งหนี้ที่ชัดเจนในสัญญาแฟรนไชส์

และทั้งสองฝ่ายควรตรวจสอบอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาของตนกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เนื่องจากสัญญาแฟรนไชส์แต่ละฉบับอาจมีเงื่อนไขที่ทำให้การจัดประเภทภาษีแตกต่างกัน

การวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งเครือข่ายแฟรนไชส์ขยายตัวได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาภาษีสะสม

สรุป

ค่า Royalty Fee แฟรนไชส์รายเดือนต้องบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างทั้งสองฝ่าย พร้อมจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ให้ถูกต้องทุกเดือน

การมีระบบคำนวณที่เชื่อมโยงกับยอดขายจริงและการตรวจสอบอัตราภาษีกับผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Franchisor กับ Franchisee ราบรื่นในระยะยาว

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Royalty Fee กับ Franchise Fee ต่างกันอย่างไรในทางบัญชี

Franchise Fee เป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่จ่ายครั้งเดียว มักบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนแล้วตัดจำหน่ายตามอายุสัญญา ส่วน Royalty Fee เป็นค่าธรรมเนียมรายเดือนที่คำนวณจากยอดขาย

บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานของงวดนั้นทันทีตามเกณฑ์คงค้าง

Royalty Fee ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าไหร่

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับการตีความว่าเป็นค่าสิทธิหรือค่าบริการตามลักษณะสัญญาจริง ซึ่งมีอัตราต่างกัน

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนหักและนำส่งทุกครั้ง เพื่อป้องกันการนำส่งผิดพลาด

Franchisee ต้องรับรู้ค่า Royalty Fee เมื่อไหร่

ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้างในงวดที่ยอดขายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่รอจนกว่าจะจ่ายเงินจริง เพราะจะทำให้งบการเงินรายเดือนไม่สะท้อนต้นทุนดำเนินงานที่แท้จริงของสาขานั้น

Royalty Fee ต้องเสีย VAT หรือไม่

หาก Franchisor จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ค่า Royalty Fee ถือเป็นค่าบริการหรือค่าสิทธิที่ต้องเสีย VAT 7% ตามอัตราปัจจุบัน โดย Franchisor ต้องออกใบกำกับภาษีให้ Franchisee

ทุกเดือนเพื่อให้ Franchisee นำไปเครดิตภาษีซื้อได้

หากยอดขายสาขาติดลบหรือเป็นศูนย์ ต้องจ่าย Royalty Fee หรือไม่

ขึ้นอยู่กับข้อสัญญาแฟรนไชส์ บางสัญญากำหนดค่า Royalty Fee ขั้นต่ำ (Minimum Royalty) ที่ต้องจ่ายไม่ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไหร่

ผู้ประกอบการควรอ่านเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียดก่อนเปิดสาขาเพื่อวางแผนกระแสเงินสด

Franchisor ต้องรับรู้รายได้ Royalty Fee อย่างไรหากยังไม่ได้รับรายงานยอดขายจากสาขา

ควรประมาณการรายได้ที่ควรได้รับตามข้อมูลยอดขายเฉลี่ยหรือประวัติที่ผ่านมา แล้วบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ

จากนั้นปรับปรุงให้ตรงกับยอดจริงเมื่อได้รับรายงานยอดขายอย่างเป็นทางการจากสาขาในภายหลัง

ควรกระทบยอด Royalty Fee ระหว่าง Franchisor กับ Franchisee บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้กระทบยอดทุกเดือนพร้อมกับการปิดงบการเงินรายเดือน เพื่อให้ตัวเลขยอดขาย ค่าธรรมเนียม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายตรงกันทั้งสองฝ่าย ลดปัญหาข้อพิพาทและความคลาดเคลื่อนสะสมในระยะยาว

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้