เมื่อเปลี่ยนสถานะจากบุคคลธรรมดามาจดทะเบียนบริษัทจำกัด เป้าหมายสำคัญของเจ้าของกิจการย่อมเป็นการสร้างผลกำไรให้ธุรกิจเติบโต ทว่าปัญหาใหญ่ที่ SME

มักเผชิญคือกำไรทางภาษีที่ต้องถูกนำไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคล หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า

บริษัทอาจต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนเงินมหาศาลอย่างไม่จำเป็น การวางแผนภาษี (Tax Planning) อย่างถูกวิธีและโปร่งใส จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท

สารบัญบทความ
  1. การวางแผนภาษี คืออะไร? ทำไมจึงต่างจาก "การเลี่ยงภาษี"
  2. 7 วิธีวางแผนภาษีเพื่อให้บริษัทของคุณประหยัดอย่างสูงสุด
  3. ทำไมการมีที่ปรึกษาวางแผนภาษีมืออาชีพจึงคุ้มค่ากว่า?
  4. อ่านต่อในชุดวางแผนภาษี
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

การวางแผนภาษี คืออะไร? ทำไมจึงต่างจาก "การเลี่ยงภาษี"

สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจคือการแยกความแตกต่างระหว่าง 3 คำนี้:

  • การวางแผนภาษี (Tax Planning): การนำสิทธิประโยชน์ โควตาลดหย่อน และช่องทางทางกฎหมายที่สรรพากรกำหนดไว้ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสียภาษีในจำนวนที่น้อยที่สุดและคุ้มค่าที่สุดอย่างถูกต้อง 100%
  • การเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance): การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงการเสียภาษี แม้จะไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและมีความเสี่ยงที่จะโดนสรรพากรตรวจสอบและปรับย้อนหลัง
  • การหนีภาษี (Tax Evasion): การกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น การสร้างเอกสารเท็จ บันทึกรายได้ไม่ครบถ้วน หรือสร้างรายจ่ายทิพย์ มีโทษทางแพ่งและอาญารุนแรง

7 วิธีวางแผนภาษีเพื่อให้บริษัทของคุณประหยัดอย่างสูงสุด

1. ตั้งเงินเดือนกรรมการให้เหมาะสม

เจ้าของบริษัทหลายคนมักไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง และรอรับเฉพาะเงินปันผลตอนสิ้นปี แต่ในความเป็นจริง เงินเดือนและโบนัสของกรรมการถือเป็น รายจ่ายของบริษัท

ที่นำมาหักลดหย่อนกำไรสุทธิก่อนคิดภาษีได้ (ขณะที่เงินปันผลหักเป็นรายจ่ายบริษัทไม่ได้)

การวางแผนโดยเกลี่ยรายได้จากกำไรของบริษัทมาเป็นเงินเดือนกรรมการในอัตราที่พอเหมาะ

จะช่วยกระจายฐานภาษีระหว่างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สมดุลและเสียภาษีโดยรวมต่ำสุด

2. เก็บหลักฐานรายจ่ายของบริษัทให้ครบถ้วนและถูกต้อง

สรรพากรยึดหลัก "รายจ่ายใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักภาษีได้" แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีหลักฐานชัดเจน วิธีป้องกันไม่ให้กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีคือ:

  • ขอใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทระบุไว้อย่างชัดเจน
  • กรณีผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาและไม่มีใบเสร็จ ให้ทำ ใบสำคัญรับเงิน (Receipt Voucher) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงินและหลักฐานการโอนเงินจริง
  • จัดทำ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) ในกรณีที่เป็นรายจ่ายเล็กน้อยและไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริง เช่น ค่าเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

3. แปลงค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของให้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทอย่างถูกกฎหมาย

ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าน้ำมันรถยนต์ หรือค่าบำรุงรักษารถยนต์ที่เจ้าของใช้ทำงานจริง สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้

หากจัดทำให้เป็นสวัสดิการของบริษัทอย่างถูกต้อง โดยออกข้อกำหนดสวัสดิการพนักงาน/กรรมการให้ชัดเจน

และทำสัญญาให้บริษัทเป็นผู้เช่าใช้ทรัพย์สินนั้นเพื่อกิจการ

4. ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่า (Double Deduction)

รัฐบาลมักมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น:

  • ค่าส่งพนักงานเข้าอบรมสัมมนา: สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ถึง 200% (จ่าย 10,000 หักรายจ่ายภาษีได้ 20,000 บาท)
  • ค่าจ้างผู้สูงอายุหรือคนพิการเข้าทำงาน: สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ตามเงื่อนไขของสรรพากร
  • ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D): หักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมสูงสุดตามเกณฑ์รัฐบาล

5. วางแผนค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ (Depreciation)

การซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของบริษัท เช่น เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ หรืออาคาร ไม่สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายก้อนเดียวในเดือนที่ซื้อได้ แต่ต้องเฉลี่ยหักเป็น ค่าเสื่อมราคา

ตลอดอายุการใช้งานทางกฎหมาย สำหรับ SME

สรรพากรเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิในการคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง (Accelerated Depreciation) สำหรับทรัพย์สินบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดกำไรสุทธิและประหยัดภาษีในช่วงปีแรก

ๆ ได้มากขึ้น

6. รักษาคุณสมบัติเพื่อรับอัตราภาษี SME (Progressive SME Tax Rates)

บริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมตลอดปีภาษีไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราพิเศษสำหรับ SME

ซึ่งถูกกว่าบริษัทขนาดใหญ่ทั่วไปอย่างมาก:

ช่วงกำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษีบริษัททั่วไป อัตราภาษีสำหรับ SME
0 - 300,000 บาทแรก 20% ยกเว้นภาษี (0%)
300,001 - 3,000,000 บาท 20% 15%
มากกว่า 3,000,000 บาทขึ้นไป 20% 20%

ดังนั้น เจ้าของกิจการควรควบคุมขนาดธุรกิจและการเพิ่มทุนชำระแล้วให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ SME เพื่อไม่ให้สูญเสียสิทธิประโยชน์ก้อนใหญ่นี้

7. ใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนสะสมย้อนหลัง (Net Operating Loss)

หากบริษัทของคุณเคยมีผลขาดทุนจากการประกอบกิจการในปีก่อน ๆ สรรพากรยอมให้นำผลขาดทุนสุทธิที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชี

มาหักออกจากกำไรสุทธิของปีปัจจุบันก่อนนำไปคำนวณภาษีได้

ซึ่งวิธีนี้ทำให้บริษัทที่เพิ่งพ้นจากภาวะขาดทุนไม่ต้องเสียภาษีในทันที ช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงฟื้นฟูธุรกิจ

ทำไมการมีที่ปรึกษาวางแผนภาษีมืออาชีพจึงคุ้มค่ากว่า?

แม้ผู้ประกอบการจะศึกษาข้อมูลภาษีด้วยตัวเอง แต่กฎหมายสรรพากรและแนวคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ภาษีมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่เสมอ การเลือกใช้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me

จะช่วยลดความเสี่ยงของคุณ:

  • วิเคราะห์โครงสร้างรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเจาะลึก: เพื่อค้นหาจุดรั่วไหลทางภาษีที่เจ้าของกิจการอาจมองข้าม
  • จัดทำเอกสารให้ถูกต้องตรงตามหลักเกณฑ์: ลดปัญหาการโดนสรรพากรคัดค้านรายจ่ายเมื่อเข้ามาตรวจสอบย้อนหลัง
  • ประสานงานและเป็นกันชนกับหน่วยงานรัฐ: มอบหน้าที่การชี้แจงเอกสารภาษีที่ซับซ้อนให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่

อ่านต่อในชุดวางแผนภาษี

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี ควรใช้เพื่อวางแผนก่อนเกิดรายการจริง เพราะการประหยัดภาษีที่ดีต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ เอกสารครบ

และบันทึกบัญชีสอดคล้องกับกระแสเงินสดจริง

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกเป้าหมายทางธุรกิจออกจากเป้าหมายภาษี เช่น เงินสด กำไร ภาระเอกสาร และความเสี่ยงย้อนหลัง
  • ตรวจว่ารายจ่ายหรือโครงสร้างที่เลือกมีเอกสาร ผู้รับเงิน และเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
  • ประเมินผลต่อ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และงบการเงินก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • มองเฉพาะตัวเลขภาษีที่ลดลง แต่ไม่ดูความเสี่ยงเอกสารและกระแสเงินสด
  • ใช้รายจ่ายส่วนตัวหรือรายการที่ไม่มีผู้รับเงินชัดเจนเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท
  • ทำรายการปลายปีโดยไม่มีมติ สัญญา หรือหลักฐานชำระเงินจริงรองรับ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

วางแผนภาษีบริษัทจากธุรกรรมจริง: ตารางตัดสินใจก่อนลงมือ

ส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพื่อเปลี่ยนข้อมูลในบทความให้เป็นขั้นตอนใช้งานจริง เจ้าของกิจการควรยืนยันข้อเท็จจริงและหลักฐานของบริษัทก่อนเลือกทางดำเนินการ

เพราะคำตอบที่เหมาะสมขึ้นกับขนาดธุรกิจ ระบบที่ใช้ และสถานะเอกสารในวันที่ตัดสินใจ

จุดตรวจหลักฐานที่ควรมีเกณฑ์ตัดสินใจ
1ประมาณการกำไร กระแสเงินสด และรายการครั้งเดียวทำ tax forecast ก่อนตัดสินใจ ไม่ทำเอกสารย้อนหลัง
2สิทธิ์หักรายจ่ายและเงื่อนไขเอกสารแยกทางเลือก ผลประโยชน์ และ downside
3ธุรกรรมบุคคลเกี่ยวข้อง เงินปันผล และค่าตอบแทนให้ผู้บริหารอนุมัติ position ที่มีความไม่แน่นอน

Checklist สำหรับผู้บริหารและผู้รับผิดชอบ

  • กำหนดเจ้าของข้อมูล ผู้จัดทำ ผู้ตรวจทาน และวันครบกำหนดให้เห็นในที่เดียว
  • ตรวจชื่อ เลขประจำตัว วันที่ จำนวนเงิน และสถานะเอกสารกับหลักฐานต้นทางก่อนอนุมัติ
  • บันทึกสมมติฐาน เหตุผล และผลกระทบด้านบัญชี ภาษี หรือกระแสเงินสดของทางเลือกที่เลือก
  • เก็บไฟล์ฉบับสุดท้ายและหลักฐานยื่นหรือชำระให้ค้นย้อนกลับจากเลขรายการได้

จุดส่งต่อสู่การปฏิบัติ: หากข้อมูลยังไม่ครบ ให้แยกรายการเป็น “รอยืนยัน” แทนการเดาแล้วเดินหน้าต่อ หากครบแล้ว ให้สรุปผู้อนุมัติ วันที่มีผล และผู้ติดตามผลหลังดำเนินการ

วิธีนี้ลดทั้งงานแก้ย้อนหลังและความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการกับบริษัทเข้าใจขอบเขตไม่ตรงกัน

หากต้องการให้ทีม A Plus ตรวจข้อมูลจริงและจัดลำดับขั้นตอน ดูขอบเขต บริการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ ก่อนส่งเอกสารเพื่อประเมินงาน

โดยจะยืนยันข้อเท็จจริงและขอบเขตก่อนเสนอวิธีดำเนินการ

อ่านต่อเพื่อเชื่อมขั้นตอนให้ครบ

แหล่งอ้างอิงทางการ

กรมสรรพากร — ตรวจแบบ อัตรา กำหนดเวลา และประกาศภาษีฉบับล่าสุด บทความนี้ตรวจทานล่าสุดเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569

และควรตรวจประกาศที่มีผลกับข้อเท็จจริงของกิจการอีกครั้งก่อนยื่นหรือทำรายการสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การวางแผนภาษีนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายและยั่งยืนควรยึดหลักเกณฑ์ใดเป็นสำคัญ?

ต้องยึดหลักเกณฑ์ที่มีเหตุผลทางธุรกิจจริง (Business Substance) และมีเอกสารหลักฐานครบถ้วนประกอบธุรกรรม การประหยัดภาษีที่ดีไม่ใช่การสร้างค่าใช้จ่ายเท็จ

แต่เป็นการใช้สิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย เช่น การเคลมรายจ่ายหักลดหย่อนพิเศษ

หรือการเลือกโครงสร้างรายจ่ายที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการวางแผนภาษีภายในบริษัทมีอะไรบ้าง?

ควรตรวจสอบผลกระทบเชื่อมโยงรอบด้าน ทั้งเรื่องกระแสเงินสดจริงของกิจการ, ภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี,

รวมถึงความพร้อมของพนักงานในการจัดเตรียมเอกสารรองรับตามที่กฎหมายกำหนด

หากดำเนินการบันทึกค่าใช้จ่ายไปแล้วพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์หรือเสี่ยงเป็นรายจ่ายต้องห้าม ควรแก้ไขอย่างไร?

ควรรวบรวมเอกสารหลักฐานเท่าที่มีอยู่เพื่อพิสูจน์วัตถุประสงค์การจ่ายจริงและผู้รับเงิน หากเอกสารไม่มีน้ำหนักพอ ให้แจ้งผู้ทำบัญชีบันทึกยอดดังกล่าวเป็น 'รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี'

และทำการบวกกลับในแบบ ภ.ง.ด.50

ตอนสิ้นปีเพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ 7 วิธีวางแผนภาษีบริษัทจำกัดอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดหย่อนและประหยัดภาษี

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล