การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน โกดัง อาคารสำนักงาน หรือห้องชุดคอนโดมิเนียม) ในนามบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด

มีความแตกต่างทางภาษีและข้อกฎหมายอย่างมากเมื่อเทียบกับการซื้อขายในนามบุคคลธรรมดา ทั้งขั้นตอนการจ่ายค่าธรรมเนียม ณ

สำนักงานที่ดิน และการนำผลกำไรกลับมาคำนวณภาษีนิติบุคคลปลายปี เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาต้นทุนแฝงทางภาษีเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้กำไรของโครงการลดฮวบลง

สารบัญบทความ
  1. 1. ค่าใช้จ่ายทางภาษี ณ สำนักงานที่ดิน (Land Department Fees)
  2. 2. การลงบันทึกบัญชีและภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50)
  3. 3. ข้อควรระวังในแง่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. ค่าใช้จ่ายทางภาษี ณ สำนักงานที่ดิน (Land Department Fees)

เมื่อนิติบุคคลทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายอสังหาริมทรัพย์ จะต้องเตรียมเงินสำหรับค่าธรรมเนียมและภาษี 4 ส่วนหลักดังนี้:

ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee)

คิดเป็น ร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ (ราคาประเมินราชการ) โดยปกติมักตกลงแบ่งจ่ายคนละครึ่งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือขึ้นอยู่กับการตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย

ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

ตามประมวลรัษฎากร เมื่อนิติบุคคลเป็นผู้ขาย กฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา ร้อยละ 1 ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินทุนทรัพย์ (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า) ซึ่งภาษี 1%

นี้สำนักงานที่ดินจะเป็นผู้เรียกเก็บเพื่อนำส่งกรมสรรพากร

และบริษัทสามารถนำยอดภาษีนี้ไปใช้เป็นเครดิตภาษีหักลบกับภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปีได้

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax - SBT)

บริษัทจำกัดที่ขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา ร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว) ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินทุนทรัพย์ (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า) เสมอ

โดยไม่มีข้อละเว้นเรื่องระยะเวลาการถือครอง 5 ปีเหมือนบุคคลธรรมดา

(ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น การลดทุน หรือการควบรวมกิจการตามเงื่อนไขสรรพากร)

อากรแสตมป์ (Stamp Duty)

กฎหมายกำหนดว่าหากบริษัทเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% แล้ว จะได้รับยกเว้นไม่เสียค่าอากรแสตมป์ (0.5%) อีก เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางภาษีซ้ำซ้อน

2. การลงบันทึกบัญชีและภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50)

การโอนขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคล ผลต่างระหว่างราคาขายและมูลค่าตามบัญชี (Book Value) จะถูกบันทึกเป็น "กำไร (หรือขาดทุน) จากการจำหน่ายสินทรัพย์"

ซึ่งจะนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้รวมในงบกำไรขาดทุนของบริษัท

ตัวอย่างการคำนวณ:
บริษัท A ซื้อที่ดินมาในราคา 5,000,000 บาท (บันทึกเป็นสินทรัพย์)
ต่อมาโอนขายที่ดินนั้นในราคา 8,000,000 บาท
- บริษัทมีกำไรจากการขายที่ดิน = 3,000,000 บาท

- กำไร 3,000,000 บาทนี้จะถูกรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) ในอัตราร้อยละ 20 (หรืออัตราก้าวหน้า 15% สำหรับ SME)
- ทั้งนี้

บริษัทสามารถนำภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ที่จ่ายไป ณ

สำนักงานที่ดินมาหักลดหย่อนภาษีที่ต้องเสียปลายปีได้

3. ข้อควรระวังในแง่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

การซื้อขายเฉพาะที่ดินโดยทั่วไปจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่หากเป็นการซื้อขายที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (เช่น อาคารโรงงาน หรือสำนักงาน)

ส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอาจมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หากนิติบุคคลนั้นจดทะเบียน VAT อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี หากการขายนั้นเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% แล้ว ส่วนนั้นก็จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน

เจ้าของกิจการจึงต้องให้สำนักงานบัญชีตรวจดูประเภทอสังหาริมทรัพย์และสถานภาพทางภาษีของบริษัทอย่างละเอียดก่อนทำสัญญา

สรุป

การบริหารจัดการภาษีซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัทมีความซับซ้อนและมีมูลค่าเงินค่อนข้างสูง การคำนวณต้นทุนค่าธรรมเนียมโอน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

และภาษีธุรกิจเฉพาะให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนตกลงราคาซื้อขายจะช่วยให้บริษัทรักษาสภาพคล่องทางการเงินได้ดี

และป้องกันปัญหาโดนสรรพากรเรียกประเมินภาษีเพิ่มเติมจากการระบุราคาซื้อขายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางบัญชี

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท: ค่าธรรมเนียมและภาษีที่ต้องรู้ ควรใช้เพื่อจับประเด็นเฉพาะธุรกิจ แล้วนำไปเทียบกับรูปแบบรายได้ สัญญา ช่องทางรับเงิน

และเอกสารจริงของกิจการ เพราะธุรกิจชื่อคล้ายกันอาจมีภาระภาษีต่างกันมาก

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกช่องทางรายได้หลัก รายได้เสริม เงินมัดจำ และรายรับล่วงหน้าให้ชัดเจน
  • ตรวจสัญญา ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  • จัดรายงานต้นทุน สต๊อก ค่าจ้าง outsource และค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจให้ตรวจย้อนกลับได้

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • รวมรายได้หลายประเภทไว้ก้อนเดียวจนแยก VAT หรือหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูก
  • ไม่มีสัญญาหรือเอกสารงานย่อยรองรับการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างภายนอก
  • ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่คุมต้นทุนเฉพาะงาน ทำให้กำไรจริงและภาษีคลาดเคลื่อน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. ค่าใช้จ่ายทางภาษี ณ สำนักงานที่ดิน (Land Department Fees)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. การลงบันทึกบัญชีและภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. ข้อควรระวังในแง่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจในกลุ่มนี้ควรเริ่มจากอะไร?

ควรเริ่มจากการจำแนกประเภทรายรับของกิจการให้ชัดเจน (เช่น การขายสินค้า การให้บริการ หรือเงินมัดจำรับล่วงหน้า)

จากนั้นออกแบบระบบเอกสารและการบันทึกต้นทุนให้ตรงกับลักษณะการดำเนินงานจริง

ภาษีสำคัญที่ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษมีอะไรบ้าง?

ควรตรวจสอบเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์, ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในการจ้างงานหรือค่าบริการ, ภาษีเงินได้นิติบุคคล, และเอกสารค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ เช่น

สัญญาจ้างผู้รับเหมาช่วงหรือใบเสร็จค่าใช้จ่ายดำเนินการ

หากประกอบธุรกิจมาสักระยะแล้วยังไม่มีระบบเอกสารที่ถูกต้อง ควรเริ่มปรับปรุงอย่างไร?

ควรรวบรวมรายการรับ-จ่ายเงิน ยอดขาย และสัญญาจ้างย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้สำนักงานบัญชีจัดหมวดหมู่ วางระบบเอกสารในเดือนถัดไป

และช่วยประเมินความเสี่ยงภาษีย้อนหลังเพื่อทำการปรับปรุงให้ถูกต้อง

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท: ค่าธรรมเนียมและภาษีที่ต้องรู้

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท: ค่าธรรมเนียมและภาษีที่ต้องรู้

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น