เมื่อบริษัทเป็นผู้จ่ายค่าเช่า กฎหมายภาษีไทยกำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ออกจากค่าเช่าทุกครั้ง เจ้าของทรัพย์สินจึงได้รับเงินเพียง 95% ของค่าเช่าที่ตกลงกัน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าคืออะไร

เมื่อบริษัทหรือนิติบุคคลจ่ายค่าเช่าทรัพย์สินใดๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร สำนักงาน หรือโกดัง กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงิน (บริษัทผู้เช่า) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากค่าเช่าก่อนโอนเงินให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน แนวทางนี้อ้างอิงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส และมาตรา 50 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีได้ล่วงหน้าก่อนที่ผู้รับเงินจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี

ดังนั้น เจ้าของที่ดินหรืออาคารจะถูกหักภาษีไว้บางส่วน ไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามที่ตกลงในสัญญาเช่า แต่เงินที่ถูกหักนั้นถือเป็นเครดิตภาษีที่นำมาหักออกจากภาษีเงินได้ที่ต้องชำระในปลายปีได้

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่า

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าทรัพย์สินแบ่งตามประเภทผู้รับเงินดังนี้:

ประเภทผู้รับเงินอัตราหัก ณ ที่จ่ายหมายเหตุ
บุคคลธรรมดา (เจ้าของบุคคลธรรมดา)5%ตามมาตรา 40(5) ก.
นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน)5%ตามคำสั่ง ท.ป.4/2528
ให้เช่าพร้อมบริการ (Service Apartment)5%หากสัญญารวมบริการ

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าเจ้าของทรัพย์สินจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล อัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าอยู่ที่ร้อยละ 5 เท่ากัน

ตัวอย่างการคำนวณจริง

สมมติบริษัท ABC จำกัด เช่าสำนักงานจากนายสมชาย บุคคลธรรมดา ในอัตราค่าเช่า 50,000 บาทต่อเดือน การคำนวณจะเป็นดังนี้:

  • ค่าเช่าตามสัญญา: 50,000 บาท
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5%: 2,500 บาท
  • เงินที่โอนให้นายสมชายจริง: 47,500 บาท
  • บริษัท ABC ต้องนำส่ง 2,500 บาทให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต)

นายสมชายจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (แบบ 50 ทวิ) เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

เจ้าของที่ดินได้รับเงินเต็มหรือถูกหัก?

คำถามที่พบบ่อยคือ เจ้าของที่ดิน/อาคารที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับเงินค่าเช่าเท่าไหร่ คำตอบคือ เจ้าของทรัพย์สินจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และได้รับเงินสุทธิ 95% ของค่าเช่าตามสัญญาเสมอ เมื่อเจ้าของทรัพย์สินยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ภาษีที่ถูกหัก 5% นี้จะนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ หากถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง จะได้รับคืนส่วนต่าง

หน้าที่ของบริษัทผู้จ่ายค่าเช่า

บริษัทที่จ่ายค่าเช่ามีหน้าที่สำคัญดังนี้:

  • หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่า
  • นำส่งเงินภาษีที่หักไว้ต่อกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 (กรณีผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา) หรือแบบ ภ.ง.ด.53 (กรณีผู้รับเป็นนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน
  • ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (แบบ 50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงินภายใน 1 เดือนนับจากวันยื่นรายการสุดท้ายของปี
  • บันทึกในสมุดบัญชีและรายงานภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องครบถ้วน

กรณีที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

มีบางกรณีที่การจ่ายค่าเช่าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่:

  • ผู้จ่ายเงินเป็นบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่นิติบุคคล) และไม่ได้ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย
  • การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยส่วนตัว (บุคคลธรรมดาเช่าบ้านพักอาศัย)
  • ค่าเช่าครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท ในบางกรณีตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร (โปรดตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุด)

VAT กับค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์

นอกจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องพิจารณาประเด็น VAT ด้วย การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยได้รับยกเว้น VAT แต่การให้เช่าเพื่อวัตถุประสงค์พาณิชยกรรม หากผู้ให้เช่ามีรายรับรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ VAT 7% เพิ่มเติมจากค่าเช่าด้วย ดังนั้น ค่าเช่าสำนักงานหรือโกดังสินค้าอาจมีทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% และ VAT 7% รวมอยู่ด้วยกัน

ตัวอย่างกรณีค่าเช่ามี VAT

สมมติบริษัท XYZ จำกัด เช่าโกดังจากบริษัทเจ้าของที่เป็นผู้ประกอบการ VAT ในอัตรา 100,000 บาทต่อเดือน (ก่อน VAT):

  • ค่าเช่าก่อน VAT: 100,000 บาท
  • VAT 7%: 7,000 บาท
  • ค่าเช่ารวม VAT: 107,000 บาท
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% คำนวณจากค่าเช่าก่อน VAT: 5,000 บาท
  • เงินที่โอนจริง: 107,000 - 5,000 = 102,000 บาท
  • นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5,000 บาท ด้วยแบบ ภ.ง.ด.53

สังเกตว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคำนวณจากค่าเช่าก่อน VAT เสมอ ไม่รวม VAT ในฐานการคำนวณ

บทสรุปสำหรับบริษัทและเจ้าของทรัพย์สิน

การทำความเข้าใจระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งผู้เช่าและผู้ให้เช่า บริษัทผู้เช่าต้องปฏิบัติตามหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ส่วนเจ้าของทรัพย์สินควรเก็บรักษาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (แบบ 50 ทวิ) ทุกฉบับไว้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีประจำปี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง บริษัทจ่ายค่าเช่า: หักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เจ้าของที่ดินรับเงินเต็มหรือถูกหัก ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทจ่ายค่าเช่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเสมอไหม?

ใช่ หากบริษัทหรือนิติบุคคลเป็นผู้จ่ายค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ทุกครั้ง ไม่ว่าผู้รับเงินจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม ยกเว้นบางกรณีตามเงื่อนไขกรมสรรพากร

อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าคือเท่าไหร่?

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 5% เท่ากัน ไม่ว่าผู้รับเงินจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล โดยคำนวณจากค่าเช่าก่อน VAT เสมอ

เจ้าของบ้านรับเงินค่าเช่าเต็มหรือถูกหัก?

หากบริษัทเป็นผู้เช่า เจ้าของบ้านจะได้รับเงิน 95% ของค่าเช่าตามสัญญา ถูกหัก 5% ไว้ก่อน แต่เงินที่ถูกหักนั้นสามารถนำไปหักออกจากภาษีเงินได้ประจำปีของเจ้าของบ้านได้

ต้องยื่นแบบอะไรเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่า?

หากผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา ใช้แบบ ภ.ง.ด.1 หากผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล ใช้แบบ ภ.ง.ด.53 ต้องยื่นและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าเช่า

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคำนวณรวม VAT หรือไม่?

ไม่รวม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% คำนวณจากค่าเช่าก่อน VAT เสมอ ไม่นำ VAT มารวมในฐานการคำนวณ ดังนั้นหากค่าเช่า 100,000 บาทมี VAT 7,000 บาท ให้หัก 5% จาก 100,000 บาท เป็น 5,000 บาท

บุคคลธรรมดาที่เช่าบ้านอยู่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?

บุคคลธรรมดาที่เช่าที่พักอาศัยส่วนตัวโดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หน้าที่นี้เกิดขึ้นเมื่อผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย