บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ เช่น นิติบุคคลอาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร หรือผู้รับจ้างบริหารอาคารสำนักงาน มีรายได้หลายประเภทปะปนกันในสัญญาเดียว ทั้งค่าบริหารจัดการ

ค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บแทนเจ้าของทรัพย์ และเงินมัดจำผู้เช่า

ซึ่งแต่ละประเภทมีหลักการรับรู้รายได้และภาระภาษีที่แตกต่างกัน หากบันทึกปะปนกันจะทำให้งบการเงินและการยื่นภาษีผิดพลาดได้ง่าย

ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารนิติบุคคลอาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร ไปจนถึงการรับจ้างบริหารอาคารสำนักงานหรือศูนย์การค้าให้เจ้าของทรัพย์สิน

ลักษณะเด่นของธุรกิจนี้คือมีเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีจำนวนมากที่ไม่ใช่รายได้ของบริษัทเองทั้งหมด การแยกแยะว่าเงินก้อนไหนเป็นรายได้ค่าบริหารจริง

เงินก้อนไหนเป็นเงินที่เรียกเก็บแทนบุคคลอื่น จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. ประเภทรายได้หลักของบริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์
  2. หลักการรับรู้รายได้ค่าบริหารจัดการตามมาตรฐานบัญชี
  3. VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับธุรกิจบริหารจัดการอสังหาฯ
  4. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตารางสรุปประเภทรายได้และการปฏิบัติทางบัญชีภาษี
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ประเภทรายได้หลักของบริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์

บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์มักมีกระแสเงินสดเข้าออกหลายประเภทที่ต้องแยกให้ชัดเจน ได้แก่

  • ค่าบริหารจัดการ (Management Fee) เป็นรายได้แท้จริงของบริษัทตามสัญญาว่าจ้าง มักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าเช่าที่เก็บได้ หรือเป็นค่าธรรมเนียมคงที่รายเดือน
  • ค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บแทนเจ้าของทรัพย์หรือนิติบุคคล เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนกลางของอาคารชุดที่บริษัทเรียกเก็บจากเจ้าของร่วมแล้วนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายจริงของอาคาร เงินก้อนนี้ไม่ใช่รายได้ของบริษัทบริหาร แต่เป็นเงินที่เรียกเก็บแทน
  • เงินมัดจำผู้เช่า (Security Deposit) ที่บริษัทรับแทนเจ้าของทรัพย์ ต้องบันทึกเป็นหนี้สินที่ต้องคืนหรือส่งต่อให้เจ้าของทรัพย์ ไม่ใช่รายได้
  • ค่าบริการเพิ่มเติม เช่น ค่าจัดหาผู้เช่า ค่าที่ปรึกษาปรับปรุงอาคาร ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าบริหารหลัก

การแยกประเภทเงินเหล่านี้อย่างชัดเจนในผังบัญชีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การจัดทำงบการเงินและการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกต้องแม่นยำ

หลักการรับรู้รายได้ค่าบริหารจัดการตามมาตรฐานบัญชี

ตามหลักการรับรู้รายได้ทั่วไป รายได้ค่าบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ควรรับรู้ตามงวดที่ให้บริการจริง (Over Time) เนื่องจากเป็นบริการที่ให้อย่างต่อเนื่องตลอดสัญญา

ไม่ใช่รับรู้รายได้ทั้งก้อนในวันที่เซ็นสัญญาหรือวันที่ได้รับเงิน ตัวอย่างเช่น

หากบริษัทได้รับค่าบริหารจัดการล่วงหน้าเป็นรายปี ต้องทยอยรับรู้เป็นรายได้ตามสัดส่วนเดือนที่ให้บริการจริง ส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดให้บริการต้องบันทึกเป็น รายได้รับล่วงหน้า (Unearned

Revenue) ซึ่งเป็นรายการหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ทันที

ในกรณีที่ค่าบริหารจัดการคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าเช่าที่เก็บได้จริงจากผู้เช่า บริษัทต้องรับรู้รายได้ตามยอดค่าเช่าที่เรียกเก็บได้จริงในแต่ละเดือน ไม่ใช่ประมาณการล่วงหน้า

และควรมีรายงานสรุปค่าเช่าที่เก็บได้จากผู้เช่าแต่ละรายเพื่อใช้อ้างอิงคำนวณค่าบริหารให้ตรงกับสัญญา

VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับธุรกิจบริหารจัดการอสังหาฯ

บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราปกติ (ปัจจุบัน 7%

ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริงกับกรมสรรพากรในช่วงเวลาที่ยื่นภาษี) หากรายได้ค่าบริการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

คือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าบริหารจัดการ ส่วนเงินที่เรียกเก็บแทนเจ้าของทรัพย์ เช่น

ค่าส่วนกลางหรือเงินมัดจำผู้เช่า โดยหลักการแล้วไม่ถือเป็นรายได้ค่าบริการของบริษัทบริหาร

จึงไม่ต้องนำมารวมคำนวณ VAT ในส่วนของบริษัทบริหารเอง แต่ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีในกรณีที่สัญญามีลักษณะเฉพาะที่อาจทำให้เงินเหล่านี้ถูกตีความต่างออกไป

ในด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อเจ้าของทรัพย์ซึ่งเป็นนิติบุคคลจ่ายค่าบริหารจัดการให้บริษัทบริหาร ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ค่าบริการ

ซึ่งอัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง

เนื่องจากอัตราอาจแตกต่างกันตามลักษณะสัญญาและประเภทบริการที่ให้จริง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทบริหารจัดการแห่งหนึ่งรับจ้างบริหารอาคารสำนักงานให้เจ้าของทรัพย์ โดยได้รับค่าบริหารจัดการ 8% ของค่าเช่าที่เก็บได้จริง ในเดือนหนึ่งอาคารเก็บค่าเช่าได้ 2,000,000 บาท

บริษัทจะรับรู้รายได้ค่าบริหาร = 2,000,000 x 8% = 160,000 บาท

และต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บ VAT จากยอดนี้ตามอัตราที่บังคับใช้ ส่วนค่าส่วนกลางที่บริษัทเรียกเก็บจากผู้เช่าแทนเจ้าของทรัพย์อีก 300,000 บาทในเดือนเดียวกัน

ต้องบันทึกแยกเป็นเงินรับแทนบุคคลอื่น ไม่นำมารวมเป็นรายได้หรือฐาน VAT

ของบริษัทบริหาร แต่บันทึกเป็นรายการพักบัญชีเพื่อนำส่งให้เจ้าของทรัพย์หรือนิติบุคคลอาคารต่อไป การแยกบัญชีสองส่วนนี้อย่างชัดเจนจึงมีความสำคัญมากต่อความถูกต้องของงบการเงินและภาษี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • บันทึกค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บแทนเป็นรายได้ของบริษัทบริหารทั้งหมด — ทำให้ยอดรายได้และ VAT สูงเกินความเป็นจริง
  • รับรู้รายได้ค่าบริหารรายปีล่วงหน้าทั้งก้อนในเดือนที่ได้รับเงิน — ผิดหลักการรับรู้รายได้ตามงวดที่ให้บริการจริง
  • ไม่แยกบัญชีเงินมัดจำผู้เช่าออกจากเงินสดของบริษัท — ทำให้เกิดความสับสนเมื่อต้องคืนเงินมัดจำให้ผู้เช่า
  • ไม่มีรายงานกระทบยอดค่าเช่าที่เก็บได้จริงกับค่าบริหารที่คำนวณ — ทำให้ตรวจสอบความถูกต้องของรายได้ทำได้ยาก
  • ไม่ตรวจสอบเกณฑ์การจด VAT เมื่อรายได้ค่าบริการเติบโตเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี — เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

ตารางสรุปประเภทรายได้และการปฏิบัติทางบัญชีภาษี

ประเภทเงินสถานะทางบัญชีประเด็นภาษี
ค่าบริหารจัดการรายได้ของบริษัทบริหารต้องเสีย VAT และออกใบกำกับภาษี
ค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บแทนเงินรับแทนบุคคลอื่น ไม่ใช่รายได้ไม่นำมารวมฐาน VAT ของบริษัทบริหาร
เงินมัดจำผู้เช่าหนี้สินที่ต้องคืนหรือส่งต่อไม่ใช่รายได้ ไม่มีภาระภาษีทันที
ค่าบริการจัดหาผู้เช่ารายได้เพิ่มเติมของบริษัทบริหารต้องเสีย VAT ตามอัตราปกติ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ควรออกแบบผังบัญชีที่แยกค่าบริหารจัดการ ค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บแทน และเงินมัดจำผู้เช่าออกจากกันตั้งแต่ต้น

จัดทำรายงานกระทบยอดค่าเช่าที่เก็บได้จริงกับค่าบริหารที่คำนวณทุกเดือน ตรวจสอบเกณฑ์การจดทะเบียน VAT

เมื่อรายได้ค่าบริการเติบโตขึ้น และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อยืนยันอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องสำหรับสัญญาแต่ละประเภท

เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าส่วนกลางที่บริษัทบริหารเรียกเก็บแทนเจ้าของทรัพย์ถือเป็นรายได้หรือไม่

โดยหลักการแล้วไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัทบริหาร แต่เป็นเงินที่เรียกเก็บแทนบุคคลอื่นซึ่งต้องบันทึกเป็นเงินรับแทนและไม่นำมารวมฐาน VAT ของบริษัทบริหารเอง

รายได้ค่าบริหารจัดการที่ได้รับล่วงหน้าต้องรับรู้เมื่อไหร่

ต้องทยอยรับรู้เป็นรายได้ตามสัดส่วนเดือนที่ให้บริการจริง ส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดให้บริการต้องบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้าซึ่งเป็นรายการหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ทันที

เงินมัดจำผู้เช่าที่บริษัทบริหารรับแทนเจ้าของทรัพย์บันทึกอย่างไร

ต้องบันทึกเป็นหนี้สินที่ต้องคืนหรือส่งต่อให้เจ้าของทรัพย์ ไม่ใช่รายได้ของบริษัทบริหาร และควรแยกบัญชีธนาคารสำหรับเงินมัดจำออกจากเงินสดของบริษัทเพื่อความชัดเจน

บริษัทบริหารจัดการต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่

เมื่อรายได้จากค่าบริการ เช่น ค่าบริหารจัดการและค่าบริการเพิ่มเติม เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย

เจ้าของทรัพย์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าบริหารจัดการหรือไม่

โดยทั่วไปต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าบริการให้นิติบุคคล แต่อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และลักษณะสัญญา ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง

ทำไมต้องแยกผังบัญชีค่าบริหารกับค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บแทน

เพราะทั้งสองมีสถานะทางภาษีต่างกันโดยสิ้นเชิง หากปะปนกันจะทำให้ยอดรายได้และฐาน VAT ของบริษัทบริหารคลาดเคลื่อน และตรวจสอบย้อนหลังได้ยากเมื่อถูกประเมินภาษี

ค่าบริการจัดหาผู้เช่าต้องเสียภาษีเหมือนค่าบริหารจัดการหรือไม่

ใช่ ถือเป็นรายได้ค่าบริการเพิ่มเติมของบริษัทบริหาร ต้องเสีย VAT ตามอัตราปกติเช่นเดียวกับค่าบริหารจัดการหลัก และควรออกใบกำกับภาษีแยกตามรายการบริการ

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้