ธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) มักมีโครงสร้างทางการเงินที่ต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเน้นการระดมทุนจากผู้ร่วมลงทุน (Venture Capital - VC) หรือการรับทุนสนับสนุนวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ

(Government Grants) เพื่อเร่งการเติบโต

การลงบัญชีและการจัดการทางภาษีของสตาร์ทอัพจึงมีข้อกฎหมายเฉพาะที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อใช้สิทธิ์ประโยชน์สูงสุด

สารบัญบทความ
  1. 1. การบันทึกเงินลงทุนส่วนเกินมูลค่าหุ้น (Share Premium)
  2. 2. ภาษีเงินได้จากทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม (Government Grants)
  3. 3. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Venture Capital Tax Exemption)
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. การบันทึกเงินลงทุนส่วนเกินมูลค่าหุ้น (Share Premium)

เมื่อสตาร์ทอัพได้รับเงินร่วมลงทุนระดับมูลค่าบริษัทที่สูงขึ้นผ่านทาง VC หรือ Angel Investor มักมีการจองซื้อหุ้นในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par Value):

  • ทางบัญชี: ผลต่างส่วนเกินนี้ต้องบันทึกในบัญชี "ส่วนเกินมูลค่าหุ้น (Share Premium)" ซึ่งอยู่ในองค์ประกอบส่วนของผู้ถือหุ้นในงบแสดงฐานะการเงิน
  • ทางภาษี: ส่วนเกินมูลค่าหุ้นตามมาตรา 1105 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ถือเป็นรายได้จากการดำเนินงานของนิติบุคคล สตาร์ทอัพจึง ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินจองซื้อหุ้นส่วนนี้

2. ภาษีเงินได้จากทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม (Government Grants)

สตาร์ทอัพหลายแห่งยื่นขอรับเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจากหน่วยงานรัฐ เช่น สถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), TED Fund หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA):

การพิจารณาภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินทุนอุดหนุน:
- โดยทั่วไป เงินอุดหนุนช่วยเหลือถือเป็นรายได้เพื่อนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ข้อยกเว้น:

สรรพากรมีมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินอุดหนุนที่ได้รับจากหน่วยงานของรัฐเพื่อจุดประสงค์ในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

แต่ต้องเป็นไปตามโครงการและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ฝ่ายบัญชีต้องจัดเตรียมเอกสารโครงการและแยกรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนให้ชัดเจน

3. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Venture Capital Tax Exemption)

รัฐบาลส่งเสริมการร่วมลงทุนในกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย (Targeted Industries) โดยให้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน ดังนี้:

  • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล: สำหรับบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) และผู้ร่วมลงทุนประเภทสถาบัน ในส่วนของเงินปันผลที่ได้จากสตาร์ทอัพ และผลประโยชน์จากการโอนหุ้น (Capital Gains) หากถือครองหุ้นตามเงื่อนไขทางกฎหมาย
  • ภาษีสำหรับผู้ลงทุนบุคคลธรรมดา: ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผลประโยชน์จากการโอนหุ้นสตาร์ทอัพเพื่อกระตุ้นตลาดทุนกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี

สรุป

การดำเนินการบัญชีสตาร์ทอัพต้องแยกแยะส่วนเกินมูลค่าหุ้นออกจากบัญชีรายได้ และจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเพื่อขอสิทธิ์ประโยชน์ภาษีหักรายจ่ายเพิ่ม

รวมถึงการวางหลักฐานเงินอุดหนุนนวัตกรรมให้สอดคล้องกับระเบียบสรรพากรเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีนิติบุคคลที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง บัญชีเงินร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ: ภาษีเงินทุนสนับสนุนและสิทธิ์ยกเว้นนิติบุคคล ควรใช้เป็นแนวทางจัดระบบเอกสารและตัวเลขจริง ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์เท่านั้น

เพราะคุณภาพบัญชีวัดจากการกระทบยอดได้และเจ้าของกิจการนำตัวเลขไปตัดสินใจได้

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • รวบรวมเอกสารขาย ซื้อ ค่าใช้จ่าย ธนาคาร และรายการเจ้าของสำรองจ่ายให้ครบตามรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานบัญชีกับรายการเดินบัญชีธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ สต๊อก และสินทรัพย์
  • ตรวจว่ารายงานที่ได้รับช่วยตอบคำถามธุรกิจได้ เช่น กำไร กระแสเงินสด ภาษีค้างจ่าย และเอกสารที่ยังขาด

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • ส่งเอกสารให้บัญชีเฉพาะตอนใกล้ยื่นภาษีหรือปิดงบ ทำให้แก้รายการผิดยาก
  • บันทึกค่าใช้จ่ายโดยไม่มีใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานผู้รับเงินชัดเจน
  • ดูเฉพาะกำไรขาดทุน แต่ไม่ตรวจเงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และภาษีที่ต้องจ่ายจริง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. การบันทึกเงินลงทุนส่วนเกินมูลค่าหุ้น (Share Premium)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. ภาษีเงินได้จากทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม (Government Grants)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ (Venture Capital Tax Exemption)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การจัดระบบเอกสารและส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีตรวจสม่ำเสมอมีข้อดีอย่างไร?

ช่วยให้กิจการมีงบการเงินและตัวเลขที่อัปเดตสำหรับใช้วิเคราะห์ผลกำไรขาดทุนและสภาพคล่องเพื่อตัดสินใจทางธุรกิจได้ทันท่วงที

อีกทั้งยังช่วยให้สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดหรือเอกสารสูญหายได้เร็ว และปิดงบการเงินประจำปีได้เสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนด

เอกสารขั้นพื้นฐานที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลต้องรวบรวมเพื่อส่งทำบัญชีรายเดือนประกอบด้วยอะไรบ้าง?

เอกสารรายได้ (ใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน), เอกสารรายจ่าย (ใบกำกับภาษีซื้อ, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่าย), หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ),

ใบแสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement),

และเอกสารเกี่ยวกับการจ้างงานและประกันสังคม

หากข้อมูลในงบทดลองหรือบัญชีแยกประเภททั่วไปไม่ตรงกับหลักฐานภายนอก ควรมีขั้นตอนตรวจสอบอย่างไร?

ให้เริ่มทำรายการกระทบยอด (Reconciliation) ระหว่างบัญชีคุมในแยกประเภทกับเอกสารภายนอก เช่น ยอดเงินฝากธนาคารกับ Bank Statement, ยอดลูกหนี้/เจ้าหนี้การค้ากับใบเสร็จค้างรับ/ค้างจ่าย

เพื่อหาจุดคลาดเคลื่อนของตัวเลขและทำการบันทึกปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง บัญชีเงินร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ: ภาษีเงินทุนสนับสนุนและสิทธิ์ยกเว้นนิติบุคคล

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ บัญชีเงินร่วมลงทุนสตาร์ทอัพ: ภาษีเงินทุนสนับสนุนและสิทธิ์ยกเว้นนิติบุคคล

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน