เจ้าของธุรกิจนำเข้าจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า เมื่อโอนเงินมัดจำหรือชำระเงินล่วงหน้าให้ซัพพลายเออร์ต่างประเทศเพื่อสั่งซื้อสินค้า ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36
นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกับตอนจ่ายค่าบริการต่างประเทศ
ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองกรณีอยู่คนละระบบภาษีกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายให้ชัดว่าทำไมมัดจำซื้อสินค้าถึงไม่เข้าเงื่อนไข ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร VAT
ของสินค้านำเข้าไปเรียกเก็บที่จุดไหนแทน
และมีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อสัญญาซื้อขายมีทั้งสินค้าและบริการปนกันอยู่ในสัญญาเดียว เหมาะสำหรับเจ้าของ SME ที่นำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ
หรือสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศเป็นประจำ
สารบัญบทความ
- ทำไมเจ้าของธุรกิจมักเข้าใจว่ามัดจำซื้อสินค้าต้องยื่น ภ.พ.36
- เหตุผลที่มัดจำซื้อสินค้าไม่เข้าเงื่อนไข ภ.พ.36
- แล้ว VAT ของสินค้านำเข้าไปเก็บที่ไหน เมื่อไร
- ข้อควรระวัง เมื่อสัญญามีทั้งสินค้าและบริการปนกัน
- บันทึกบัญชีเงินมัดจำและเอกสารที่ต้องเก็บ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมเจ้าของธุรกิจมักเข้าใจว่ามัดจำซื้อสินค้าต้องยื่น ภ.พ.36
ผู้ประกอบการที่สั่งซื้อวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือสินค้าสำเร็จรูปจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ มักต้องโอนเงินมัดจำหรือชำระเงินล่วงหน้าบางส่วน เช่น 30-50% ของมูลค่าสินค้า
ก่อนผู้ขายจะเริ่มผลิตหรือจัดส่ง พอเห็นว่าเป็นการโอนเงินออกนอกประเทศ
หลายคนนึกถึง ภ.พ.36 ทันที เพราะคุ้นเคยกับกฎ "จ่ายเงินไปต่างประเทศต้องนำส่ง VAT" ความเข้าใจนี้ถูกเพียงบางส่วน เพราะ ภ.พ.36 มีเงื่อนไขเฉพาะตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งใช้กับบริการจากต่างประเทศ
หรือกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาขายสินค้าหรือให้บริการในไทยเป็นการชั่วคราวเป็นหลัก ไม่ได้ครอบคลุมการซื้อสินค้าที่จับต้องได้ผ่านช่องทางนำเข้าปกติ
เหตุผลที่มัดจำซื้อสินค้าไม่เข้าเงื่อนไข ภ.พ.36
มาตรา 83/6 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศใน 2 กรณีหลัก คือ (1)
ผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 เช่น ผู้ขายต่างชาติที่มาออกบูธขายสินค้าในงานแสดงสินค้าในไทยเอง และ (2)
ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ให้บริการจากต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร โดยคำว่า "บริการ" ตามมาตรา
77/1(10) หมายถึงการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
ทั้งสองกรณีนี้เกี่ยวข้องกับบริการหรือการที่ผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการในไทยเองเป็นหลัก
ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าตามช่องทางนำเข้าปกติที่ผู้ขายไม่เคยเข้ามาดำเนินกิจการในไทย
การซื้อสินค้าที่เป็นทรัพย์สินมีรูปร่าง เช่น เครื่องจักรหรือวัตถุดิบ ซึ่งซัพพลายเออร์ผลิตและส่งออกจากต่างประเทศตามช่องทางนำเข้าปกติ
โดยไม่ได้เข้ามาตั้งหน่วยขายหรือส่งพนักงานมาขายสินค้าในไทยเป็นการชั่วคราว
มีเส้นทางภาษีต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากกรณีบริการ สินค้าต้องขนส่งเข้ามาทางท่าเรือ สนามบิน หรือด่านชายแดน และผ่านพิธีการศุลกากรก่อนเข้าประเทศเสมอ
ซึ่งเป็นจุดที่กรมศุลกากรมีอำนาจเรียกเก็บทั้งอากรขาเข้าและ VAT นำเข้าอยู่แล้ว
เงินมัดจำที่โอนไปก่อนสินค้าถูกส่งออกจากประเทศต้นทาง จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ไม่ใช่ค่าบริการที่ใช้ในราชอาณาจักรตามมาตรา 83/6(2)
และไม่เข้าเงื่อนไขการเข้ามาขายสินค้าในไทยเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 83/6(1) จึงไม่เกิดหน้าที่ยื่น
ภ.พ.36 ไม่ว่าจะโอนกี่งวดหรือมูลค่าเท่าใด
แล้ว VAT ของสินค้านำเข้าไปเก็บที่ไหน เมื่อไร
VAT ของสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เก็บผ่านกลไกคนละแบบกับ ภ.พ.36 ตามมาตรา 78/2 แห่งประมวลรัษฎากร ความรับผิดในการเสีย VAT
จากการนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า ณ วันที่สินค้าผ่านพิธีการนำเข้า
โดยกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บ VAT แทนกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 คำนวณจากมูลค่า CIF (ราคาสินค้า บวกค่าประกันภัย บวกค่าขนส่งระหว่างประเทศ) รวมอากรขาเข้าตามพิกัดศุลกากร
แล้วคูณด้วยอัตรา VAT ที่ใช้บังคับ ณ ขณะนั้น (ปัจจุบันคงอัตราไว้ที่ร้อยละ 7
ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งลดจากอัตราตามกฎหมายที่ร้อยละ 10 และมีการขยายเวลาต่อเนื่องเป็นระยะ ล่าสุดขยายถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
ธุรกิจควรตรวจสอบประกาศขยายเวลาหรือการเปลี่ยนแปลงอัตรากับกรมสรรพากรทุกครั้งก่อนคำนวณ)
และคำนวณจากมูลค่าสินค้าทั้งหมดตามใบขนสินค้าขาเข้า ไม่แยกว่าส่วนใดจ่ายเป็นมัดจำหรือยอดคงเหลือ
| ประเด็น | ภ.พ.36 (มาตรา 83/6) | VAT นำเข้าสินค้า (มาตรา 78/2, 83/10) |
|---|---|---|
| ใช้กับธุรกรรมแบบไหน | บริการจากต่างประเทศที่ใช้ในไทย หรือผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาขาย/ให้บริการในไทยชั่วคราวโดยไม่จดทะเบียนภาษีชั่วคราว | สินค้าที่จับต้องได้ นำเข้าทางศุลกากรตามช่องทางปกติ |
| ใครมีหน้าที่นำส่ง | ผู้จ่ายเงินฝั่งไทย ยื่นแบบเอง | กรมศุลกากรเรียกเก็บ ณ ด่านนำเข้า |
| เกิดภาระภาษีเมื่อไร | ทุกครั้งที่จ่ายเงินค่าบริการ | ตอนสินค้าผ่านพิธีการนำเข้า |
| หลักฐานภาษีซื้อ | ใบเสร็จรับเงิน ภ.พ.36 | ใบขนสินค้าขาเข้า/ใบเสร็จศุลกากร |
ข้อควรระวัง เมื่อสัญญามีทั้งสินค้าและบริการปนกัน
ในทางปฏิบัติหลายสัญญาไม่ได้ซื้อขายสินค้าล้วน ๆ เช่น ซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศแล้วผู้ขายส่งวิศวกรมาติดตั้งและฝึกอบรมพนักงานในไทยด้วย กรณีนี้ต้องแยกมูลค่าออกเป็นสองส่วน
ราคาสินค้ายังคงไม่เข้า ภ.พ.36
แต่ค่าติดตั้งหรือค่าฝึกอบรมที่วิศวกรต่างชาติเดินทางเข้ามาให้บริการในไทยเป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 อาจเข้าเงื่อนไขมาตรา 83/6
ทำให้ผู้ว่าจ้างในไทยต้องยื่น ภ.พ.36 เฉพาะมูลค่าส่วนบริการนั้น
นอกจากนี้ยังอาจมีภาระภาษีเงินได้เพิ่มเติมของผู้ให้บริการต่างประเทศที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ตามมาตรา 70
หรือประเด็นการมีสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment)
ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะกรณีที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ
ธุรกิจจึงควรขอให้ซัพพลายเออร์แยกราคาสินค้ากับค่าบริการในใบแจ้งหนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่เจรจา หากใบแจ้งหนี้รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อประเมินสัดส่วนมูลค่าบริการก่อนยื่นแบบ
เพราะการตีความผิดประเภทอาจทำให้ยื่นภาษีขาดหรือยื่นเกินโดยไม่จำเป็น
- แยกราคาสินค้าและค่าบริการในสัญญา/ใบแจ้งหนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มเจรจา
- เก็บสัญญาซื้อขาย ใบสั่งซื้อ (PO) และหลักฐานการโอนเงินมัดจำทุกงวดไว้ครบ
- แจ้งฝ่ายบัญชีทันทีที่มีบริการติดตั้ง ฝึกอบรม หรือที่ปรึกษาจากต่างประเทศแนบมากับสินค้า
บันทึกบัญชีเงินมัดจำและเอกสารที่ต้องเก็บ
ในทางบัญชี เงินมัดจำที่โอนไปก่อนได้รับสินค้ายังไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายหรือสินค้าคงเหลือทันที แต่บันทึกเป็นสินทรัพย์ประเภท "เงินมัดจำจ่าย" หรือ "เงินทดรองจ่ายค่าสินค้า"
ไว้ในงบดุลก่อน แปลงมูลค่าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ
วันที่ธนาคารตัดบัญชีจริง เมื่อสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและกรรมสิทธิ์โอนมาเป็นของกิจการแล้ว จึงล้างยอดเงินมัดจำจ่าย
โอนเข้าเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือรวมกับยอดที่ชำระส่วนที่เหลือและอากรขาเข้า ส่วน VAT นำเข้าให้แยกบันทึกเป็นภาษีซื้อต่างหาก
ไม่รวมเป็นต้นทุนสินค้า ทั้งนี้เฉพาะกรณีกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสิทธินำภาษีซื้อไปหักออกจากภาษีขายตามหลักเกณฑ์ปกติ
หากกิจการไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่มีสิทธิใช้เครดิตภาษีซื้อในส่วนนั้น VAT
นำเข้าจะต้องบันทึกรวมเป็นต้นทุนสินค้าแทน
เอกสารที่ต้องเก็บให้ครบเพื่อรองรับการตรวจสอบและการใช้สิทธิภาษีซื้อ ได้แก่ สัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อที่ระบุเงื่อนไขการชำระเงิน ใบแจ้งหนี้จากผู้ขาย หลักฐานการโอนเงินมัดจำจากธนาคาร
และที่สำคัญที่สุดคือใบขนสินค้าขาเข้าซึ่งเป็นหลักฐานหลักที่ใช้ขอเครดิตภาษีซื้อ VAT นำเข้า ไม่ใช่หลักฐานการโอนมัดจำ
หากธุรกิจมีทั้งการนำเข้าสินค้าและการซื้อบริการจากต่างประเทศปะปนกันในสัญญาเดียว ควรให้ทีมบัญชีแยกรายการให้ชัดตั้งแต่ต้น
เพื่อไม่ให้พลาดทั้งฝั่ง VAT นำเข้าและฝั่ง ภ.พ.36
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง มัดจำซื้อสินค้าต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โอนเงินมัดจำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36 เลยไหม
ไม่ต้อง เพราะการซื้อสินค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินมีรูปร่างตามช่องทางนำเข้าปกติไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 83/6 ซึ่งใช้กับบริการจากต่างประเทศที่ใช้ในไทย
หรือกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาขายสินค้า/ให้บริการในไทยเป็นการชั่วคราวโดยไม่จดทะเบียนภาษีชั่วคราวเท่านั้น เงินมัดจำที่โอนไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของราคาสินค้า VAT
ของสินค้าจะถูกเรียกเก็บตอนนำเข้าผ่านศุลกากรแทน ไม่ใช่ตอนโอนเงินมัดจำ
ถ้าไม่ยื่น ภ.พ.36 แล้ว VAT ของสินค้าที่สั่งซื้อจะเสียตอนไหน
VAT นำเข้าจะถูกกรมศุลกากรเรียกเก็บพร้อมอากรขาเข้า ณ วันที่สินค้าผ่านพิธีการนำเข้า คำนวณจากมูลค่า CIF รวมอากรขาเข้า ตามมาตรา 78/2 และ 83/10 แห่งประมวลรัษฎากร
ไม่เกี่ยวข้องกับยอดเงินมัดจำที่โอนไปก่อนหน้านั้น
ถ้าสัญญาซื้อเครื่องจักรมีค่าติดตั้งและฝึกอบรมรวมอยู่ด้วย ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่
ต้องแยกพิจารณาเป็นสองส่วน ราคาตัวเครื่องจักรยังคงไม่เข้า ภ.พ.36
แต่ค่าติดตั้งหรือค่าฝึกอบรมที่วิศวกรต่างชาติเข้ามาให้บริการในไทยเป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว อาจเข้าเงื่อนไขมาตรา 83/6 ต้องยื่น ภ.พ.36
เฉพาะมูลค่าส่วนบริการนั้น และอาจมีภาระภาษีเงินได้ของผู้ให้บริการต่างประเทศเพิ่มเติม เช่น ภ.ง.ด.54 ตามมาตรา 70 หรือประเด็นสถานประกอบการถาวรตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
จึงควรขอให้ผู้ขายแยกราคาสินค้ากับค่าบริการในสัญญาให้ชัดเจน
และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีระหว่างประเทศในกรณีนี้
เงินมัดจำที่โอนไปแล้ว บันทึกบัญชีอย่างไร
บันทึกเป็นสินทรัพย์ประเภทเงินมัดจำจ่ายหรือเงินทดรองจ่ายค่าสินค้าไว้ก่อน ยังไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนสินค้า เมื่อสินค้าผ่านศุลกากรและกรรมสิทธิ์โอนมาเป็นของกิจการแล้ว
จึงล้างยอดมัดจำและโอนเข้าต้นทุนสินค้าคงเหลือ พร้อมแยก VAT
นำเข้าเป็นภาษีซื้อต่างหาก สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสิทธิใช้เครดิตภาษีซื้อ
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน