บทความนี้เหมาะกับกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดที่กำลังจะซื้อ ขาย หรือโอนหุ้นระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการขายให้นักลงทุนรายใหม่หรือโอนหุ้นให้คนในครอบครัว
คุณจะได้รู้วิธีคำนวณอากรแสตมป์โอนหุ้นในอัตรา 0.1% ฐานราคาที่ใช้คำนวณ
ใครมีหน้าที่เสียอากรและใครต้องเป็นคนขีดฆ่า กำหนดเวลาที่ต้องติดอากรให้ทัน และผลเสียทางกฎหมายหากละเลยขั้นตอนนี้
สารบัญบทความ
อากรแสตมป์โอนหุ้นคืออะไร เกี่ยวข้องกับใครบ้าง
เมื่อผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดตกลงซื้อขาย ให้เปล่า หรือโอนหุ้นให้กัน ไม่ว่าจะระหว่างหุ้นส่วนเดิม นักลงทุนรายใหม่ หรือคนในครอบครัว กฎหมายกำหนดให้ "ตราสารโอนหุ้น"
หรือใบหุ้นที่มีการโอนต้องติดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน
ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ลักษณะที่ 6 ว่าด้วยการโอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตร และใบรับรองหนี้ที่บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลใด ๆ เป็นผู้ออก
ข้อควรรู้คือ อากรแสตมป์โอนหุ้นเป็น "ภาษีจากตราสาร" ไม่ใช่ภาษีจากกำไร จึงต้องเสียทุกครั้งที่มีการโอนหุ้น แม้ราคาที่ตกลงกันจะต่ำหรือเป็นการให้เปล่าระหว่างคนในครอบครัวก็ตาม
บทความนี้เน้นอธิบายเฉพาะกรณีบริษัทจำกัดทั่วไปที่ SME ส่วนใหญ่ใช้
ไม่ใช่บริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งใช้ระบบโอนหุ้นแบบไร้ใบหุ้นผ่านศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และมีหลักเกณฑ์เฉพาะแยกต่างหาก
คำนวณอากรแสตมป์โอนหุ้น 0.1% จากฐานราคาไหน
อัตราอากรแสตมป์สำหรับตราสารโอนหุ้นคือ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับ 0.1% ของฐานราคาที่ใช้คำนวณ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ กฎหมายกำหนดให้ใช้
ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่างสองจำนวนนี้เป็นฐานคำนวณ
ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาที่ตกลงซื้อขายกันในสัญญาเพียงอย่างเดียวตามที่เจ้าของ SME หลายคนเข้าใจ
- ราคาในตราสารโอนหุ้น คือราคาที่คู่สัญญาตกลงซื้อขายกันจริง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือตราสารโอนหุ้นฉบับนั้น
- ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว คือมูลค่าของหุ้นจำนวนที่โอน คำนวณจากทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว (จำนวนหุ้นที่โอน คูณมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หรือราคาพาร์ คูณสัดส่วนที่ชำระแล้วของหุ้นนั้น) ซึ่งเป็นตัวเลขที่หาได้จากข้อมูลทุนจดทะเบียนและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่ใช่ การประเมินมูลค่าตามบัญชีหรือมูลค่าตลาดของกิจการ
กติกานี้มีไว้เพื่อไม่ให้คู่สัญญาระบุราคาในสัญญาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วจริง โดยเฉพาะการโอนหุ้นระหว่างคนในครอบครัวที่มักตกลงราคากันเองในราคาสัญลักษณ์หรือให้เปล่า
ตัวอย่างการคำนวณให้เห็นภาพ
| กรณี | ราคาตามสัญญา / ราคาในตราสาร (บาท) | ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว ตามทุนจดทะเบียน (บาท) | ฐานที่ใช้คำนวณอากร | อากรแสตมป์ 0.1% |
|---|---|---|---|---|
| ขายหุ้นให้นักลงทุนรายใหม่ตามราคาที่ตกลงกัน | 1,500,000 | 1,000,000 | 1,500,000 | 1,500 บาท |
| โอนหุ้นให้บุตรในราคาต่ำกว่าที่ชำระแล้ว | 100,000 | 2,000,000 | 2,000,000 | 2,000 บาท |
จะเห็นว่ากรณีที่สอง แม้ราคาที่ตกลงกันในสัญญาจะต่ำ แต่เมื่อราคาหุ้นที่ชำระแล้วตามทุนจดทะเบียนสูงกว่ามาก ก็ต้องใช้ตัวเลขที่สูงกว่าเป็นฐานคำนวณอากร
ไม่ใช่ราคาที่เขียนไว้ในสัญญาเพียงอย่างเดียว หากไม่แน่ใจว่าหุ้นที่จะโอนมีราคาที่ชำระแล้วเท่าใด
ควรตรวจสอบจากทะเบียนผู้ถือหุ้นและข้อมูลทุนจดทะเบียนของบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือให้ผู้ทำบัญชีช่วยตรวจสอบก่อนลงนามในสัญญาโอนหุ้นจริง
ใครเป็นผู้เสียอากร ใครขีดฆ่า และต้องติดภายในกี่วัน
อีกจุดที่ทำให้การโอนหุ้นแตกต่างจากสัญญาทั่วไปคือ กฎหมายแยกหน้าที่ระหว่าง "ผู้เสียอากร" กับ "ผู้ขีดฆ่าแสตมป์" ออกจากกันอย่างชัดเจน
- ผู้โอน (ผู้ขายหรือผู้ให้) คือผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์
- ผู้รับโอน (ผู้ซื้อหรือผู้รับ) คือผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ คือลงลายมือชื่อหรือขีดเส้นคร่อมดวงแสตมป์เพื่อไม่ให้นำกลับมาใช้ซ้ำได้
ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาส่วนใหญ่มักตกลงกันเองว่าใครจะเป็นผู้ออกค่าอากรจริง บางดีลผู้รับโอนออกให้ทั้งหมดเพื่อความสะดวก
แต่ในแง่กฎหมายหน้าที่ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ยังคงเป็นไปตามที่ระบุข้างต้น
จึงควรระบุในสัญญาโอนหุ้นให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบส่วนใด เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลัง
สำหรับกำหนดเวลา กฎหมายให้เวลาติดอากรแสตมป์บนตราสารโอนหุ้นภายใน 15 วัน นับจากวันที่ทำตราสารโอน คือวันที่ลงนามในสัญญาโอนหุ้นหรือใบหุ้น
ซึ่งแตกต่างจากตราสารส่วนใหญ่ที่ต้องปิดอากรก่อนหรือในวันทำตราสารทันที ระยะเวลาผ่อนผัน 15
วันนี้ช่วยให้คู่สัญญามีเวลาประเมินมูลค่าหุ้นและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนติดอากร แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เลยกำหนดไปโดยไม่ตั้งใจ
ไม่ติดอากรแสตมป์ หรือติดไม่ครบ มีผลเสียอย่างไร
ผลเสียที่สำคัญที่สุดคือ ตราสารโอนหุ้นที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ หรือติดไม่ครบตามอัตรา จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร
จนกว่าจะไปเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มอากรให้ครบถ้วนก่อน
หมายความว่าหากในอนาคตเกิดข้อพิพาทเรื่องความเป็นเจ้าของหุ้น เช่น หุ้นส่วนโต้แย้งว่าการโอนไม่สมบูรณ์ หรือมีการฟ้องร้องเรื่องสิทธิในหุ้น
สัญญาโอนหุ้นฉบับนั้นจะนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ทันที จนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง
นอกจากนี้ยังมีเงินเพิ่มอากร (ที่หลายคนเรียกกันทั่วไปว่าเบี้ยปรับ) ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร หากคู่สัญญาไปแจ้งเสียอากรเองภายใน 15
วันหลังพ้นกำหนดยังไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ถ้าเกิน 15 วันจะต้องเสียเงินเพิ่มอากรอีก 2
เท่าของอากรที่ค้างชำระในกรณีไม่เกิน 90 วัน หรือ 5 เท่าในกรณีเกิน 90 วัน และหากเจ้าพนักงานตรวจพบก่อนที่คู่สัญญาจะไปแจ้งเสียอากรเอง เงินเพิ่มอากรอาจสูงขึ้นไปถึง 6
เท่าของอากรที่ค้างชำระ ยิ่งปล่อยไว้นานและยิ่งถูกตรวจพบก่อน
ยิ่งต้องจ่ายแพงขึ้น แม้จำนวนเงินอากรของการโอนหุ้นแต่ละครั้งอาจไม่สูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้น แต่ปัญหาที่แท้จริงมักอยู่ที่ผลกระทบต่อความสมบูรณ์ทางกฎหมายของเอกสาร
โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต้องใช้สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและตราสารโอนหุ้นประกอบการขอสินเชื่อ การตรวจสอบบัญชีก่อนระดมทุน หรือการยื่นภาษี
ขั้นตอนปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
เพื่อไม่ให้พลาดขั้นตอนสำคัญ สรุปเช็กลิสต์ที่ควรทำทุกครั้งเมื่อมีการโอนหุ้นในบริษัทจำกัด
- ตรวจข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขพิเศษสำหรับการโอนหุ้นหรือไม่ เช่น ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน
- ประเมินมูลค่าหุ้นทั้งสองฐาน คือราคาที่ตกลงซื้อขายจริงตามตราสาร และราคาหุ้นที่ชำระแล้วตามทุนจดทะเบียนของบริษัท เพื่อหาตัวเลขที่สูงกว่าไว้ใช้คำนวณอากร
- จัดทำตราสารโอนหุ้นให้ครบถ้วน ระบุชื่อผู้โอน ผู้รับโอน จำนวนหุ้น ราคา วันที่ และลงลายมือชื่อพยาน
- คำนวณอากรแสตมป์ในอัตรา 0.1% จากฐานที่สูงกว่า แล้วให้ผู้โอนติดอากรและผู้รับโอนขีดฆ่าให้เรียบร้อยภายใน 15 วันนับจากวันทำตราสาร
- เก็บสำเนาตราสารที่ติดอากรแล้วไว้เป็นหลักฐาน พร้อมบันทึกการโอนในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นทันที
- แจ้งผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแล เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับยื่น บอจ.5 รอบถัดไป และประเมินภาษีเงินได้ของผู้โอนหุ้นควบคู่กันไป
หากไม่แน่ใจว่ามูลค่าหุ้นที่ใช้อ้างอิงถูกต้องหรือไม่ หรือใกล้ครบกำหนด 15 วันแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนปิดดีล
เพื่อให้ตราสารโอนหุ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายตั้งแต่ต้น
ดีกว่าต้องแก้ไขย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มอากรในภายหลัง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง อากรแสตมป์โอนหุ้น 0.1% ใครต้องจ่าย ไม่ติดผิดกฎหมายไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อากรแสตมป์โอนหุ้นคำนวณอย่างไร คิดจากราคาไหน
อัตราอากรแสตมป์โอนหุ้นคือ 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เทียบเท่า 0.1% ของฐานราคา โดยใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่างราคาที่ตกลงซื้อขายกันจริงตามตราสารโอนหุ้น
กับราคาหุ้นที่ชำระแล้ว
ซึ่งคำนวณจากทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้วของหุ้นจำนวนที่โอน (จำนวนหุ้น คูณราคาพาร์ คูณสัดส่วนที่ชำระแล้ว) ไม่ใช่การประเมินมูลค่าตามบัญชีหรือราคาตลาดของกิจการ
เพื่อไม่ให้คู่สัญญาระบุราคาในสัญญาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วจริง
ใครมีหน้าที่เสียอากรแสตมป์โอนหุ้น และใครต้องเป็นคนขีดฆ่า
ผู้โอน (ผู้ขายหรือผู้ให้) มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ส่วนผู้รับโอน (ผู้ซื้อหรือผู้รับ) มีหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์บนตราสาร
อย่างไรก็ตามคู่สัญญาสามารถตกลงกันเองได้ว่าใครจะเป็นผู้ออกค่าอากรจริง
แต่ควรระบุไว้ในสัญญาโอนหุ้นให้ชัดเจนเพื่อลดข้อโต้แย้งในภายหลัง
ต้องติดอากรแสตมป์โอนหุ้นภายในกี่วัน ถ้าช้าจะเกิดอะไรขึ้น
กฎหมายให้เวลาติดอากรแสตมป์บนตราสารโอนหุ้นภายใน 15 วันนับจากวันที่ทำตราสารโอนโดยไม่มีเงินเพิ่ม หากปล่อยเลยกำหนดและไปแจ้งเสียอากรเอง จะมีเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 คือ 2
เท่าของอากร (กรณีไม่เกิน 90 วัน) หรือ 5 เท่า (กรณีเกิน 90 วัน)
และหากเจ้าพนักงานตรวจพบก่อนที่จะไปแจ้งเสียอากรเอง เงินเพิ่มอากรตามมาตรา 114 อาจสูงถึง 6 เท่าของอากรที่ค้างชำระ
ถ้าไม่ติดอากรแสตมป์โอนหุ้น จะมีผลเสียทางกฎหมายอย่างไร
ตราสารโอนหุ้นที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ หรือติดไม่ครบตามอัตรา จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไปเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มอากรให้ครบถ้วนก่อน
ซึ่งอาจกระทบต่อการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหุ้นหากเกิดข้อพิพาทในอนาคต
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรก ลองศึกษารายละเอียดการจดทะเบียนบริษัทของ A Plus Me เพื่อเตรียมเอกสาร ทุน และผู้ถือหุ้นให้พร้อมก่อนยื่นจด