เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ตั้งแต่เงินเดือนไปจนถึงรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินและวิชาชีพอิสระ

เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้หลายทางต้องแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง

เพราะแต่ละประเภทมีวิธีหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากมีรายได้จากหลายช่องทางพร้อมกัน เช่น มีเงินเดือนจากตำแหน่งกรรมการ มีรายได้จากการให้เช่าอาคาร มีรายได้จากการรับจ้างเป็นที่ปรึกษา

และมีเงินปันผลจากบริษัทที่ตนเองถือหุ้นอยู่

ซึ่งรายได้แต่ละประเภทนี้กฎหมายภาษีจัดกลุ่มไว้เป็น เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งหมด 8 ประเภท การแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้องมีความสำคัญมาก

เพราะส่งผลต่อวิธีการหักค่าใช้จ่าย อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

และแบบแสดงรายการภาษีที่ต้องใช้ยื่น

สารบัญบทความ
  1. เงินได้ 8 ประเภทตามมาตรา 40 มีอะไรบ้าง
  2. ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องแยกประเภทเงินได้ให้ถูก
  3. ตัวอย่างการแยกเงินได้ของเจ้าของธุรกิจ
  4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  5. หลักการหักค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแต่ละประเภท
  6. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินได้ 8 ประเภทตามมาตรา 40 มีอะไรบ้าง

ประเภทลักษณะเงินได้ตัวอย่าง
40(1)เงินได้จากการจ้างแรงงานเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง
40(2)เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทนกรรมการ
40(3)ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่นค่าลิขสิทธิ์หนังสือ ค่าสิทธิบัตร
40(4)ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไรดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผลจากหุ้น
40(5)เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าที่ดิน ค่าเช่ารถยนต์
40(6)เงินได้จากวิชาชีพอิสระแพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก ผู้สอบบัญชี
40(7)เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยตนเองรับเหมาก่อสร้างที่จัดหาสัมภาระเอง
40(8)เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรืออื่น ๆ นอกจากที่ระบุใน (1) ถึง (7)รายได้จากการขายสินค้า ร้านอาหาร ธุรกิจบริการทั่วไป

ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องแยกประเภทเงินได้ให้ถูก

เจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือมีสถานะเป็นทั้งกรรมการบริษัทและเจ้าของกิจการส่วนตัวไปพร้อมกัน มักมีเงินได้หลายประเภทปะปนกัน เช่น ได้รับเงินเดือนในฐานะกรรมการ (40(1)

หรือ 40(2) แล้วแต่ลักษณะ)

ได้รับค่าเช่าจากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ (40(5)) และมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ (40(8)) การแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้องมีความสำคัญเพราะแต่ละประเภทมีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกัน

บางประเภทหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตราที่กฎหมายกำหนด

บางประเภทต้องหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายก็แตกต่างกันไปตามประเภทของเงินได้ หากแยกประเภทผิด อาจทำให้คำนวณภาษีผิดพลาดหรือถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง

ตัวอย่างการแยกเงินได้ของเจ้าของธุรกิจ

สมมติเจ้าของธุรกิจรายหนึ่งเป็นทั้งกรรมการบริษัทผลิตสินค้าและเจ้าของอาคารให้เช่า ในปีภาษีหนึ่งเขามีรายได้ดังนี้ เงินเดือนกรรมการ 600,000 บาทต่อปี ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ 400,000

บาทต่อปี

และรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับบริษัท 300,000 บาทต่อปี เขาต้องแยกเงินได้ทั้งสามส่วนนี้ให้ชัดเจนในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

โดยเงินเดือนกรรมการจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ค่าเช่าอาคารจัดเป็นเงินได้ประเภท

40(5) ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือหักตามจริงก็ได้ และรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) หากแยกประเภทผิด เช่น

นำค่าเช่าไปรวมกับรายได้ขายสินค้าโดยใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเดียวกัน

อาจทำให้คำนวณภาษีผิดพลาดและเสียภาษีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่ควรเป็น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • นำเงินได้ต่างประเภทมารวมกันโดยใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายเดียวกัน — ทำให้คำนวณภาษีผิดพลาดเพราะแต่ละประเภทมีเกณฑ์หักค่าใช้จ่ายต่างกัน
  • สับสนระหว่างเงินได้ประเภท 40(2) กับ 40(6) — เช่น ค่าที่ปรึกษาบางกรณีอาจเข้าข่ายวิชาชีพอิสระหรือเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ ซึ่งมีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกัน ควรตรวจสอบลักษณะงานให้ชัดเจน
  • ไม่แยกรายได้จากค่าเช่ากับรายได้จากธุรกิจให้เช่าที่มีบริการเสริม — หากมีบริการเสริมมาก อาจถูกจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) แทนที่จะเป็น 40(5)
  • ไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงสำหรับเงินได้ที่ต้องหักตามจริง — ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เต็มที่
  • ยื่นแบบภาษีผิดประเภทหรือผิดแบบฟอร์ม — เงินได้บางประเภทต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 บางประเภทเกี่ยวข้องกับ ภ.ง.ด.91 ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะเงินได้ที่มี

หลักการหักค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแต่ละประเภท

โดยทั่วไปเงินได้ประเภท 40(1) และ 40(2) มักหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาในอัตราที่กฎหมายกำหนดและมีเพดานสูงสุด เงินได้ประเภท 40(3) มักหักค่าใช้จ่ายได้อย่างจำกัดหรือไม่ได้เลยแล้วแต่กรณี

เงินได้ประเภท 40(4)

เช่นดอกเบี้ยและเงินปันผลมักไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ เงินได้ประเภท 40(5) ถึง 40(8) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือหักตามจริงตามหลักฐานที่มี

เนื่องจากอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของแต่ละประเภทและแต่ละลักษณะธุรกิจย่อยอาจมีการปรับปรุงหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ

เจ้าของธุรกิจจึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นแบบทุกครั้ง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้หลายช่องทางควรจัดทำบัญชีสรุปรายได้แยกตามประเภทเงินได้ทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 อย่างเป็นระบบตลอดทั้งปี ไม่ใช่รวบรวมตอนใกล้ยื่นภาษีเท่านั้น

เก็บหลักฐานเอกสารประกอบรายได้และค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทให้ครบถ้วน

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อตรวจสอบว่าเงินได้แต่ละรายการที่มีอยู่ควรจัดอยู่ในประเภทใด เพื่อให้คำนวณภาษีและยื่นแบบได้ถูกต้องครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินได้ตามมาตรา 40 มีกี่ประเภท

มีทั้งหมด 8 ประเภท ตั้งแต่เงินได้จากการจ้างแรงงาน (40(1)) ไปจนถึงเงินได้จากธุรกิจการพาณิชย์และอื่น ๆ (40(8)) ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีหักค่าใช้จ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน

เงินเดือนกรรมการจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

โดยทั่วไปเงินเดือนหรือค่าตอบแทนกรรมการมักจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(1) หรือ 40(2) แล้วแต่ลักษณะการจ้างงาน ควรตรวจสอบลักษณะสัญญาให้ชัดเจน

ค่าเช่าอาคารพาณิชย์จัดเป็นเงินได้ประเภทใด

จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(5) ซึ่งเป็นเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือหักตามจริงได้

ทำไมต้องแยกเงินได้แต่ละประเภทให้ถูกต้อง

เพราะแต่ละประเภทมีวิธีหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน หากแยกผิดอาจคำนวณภาษีผิดพลาดและเสี่ยงถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง

รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์จัดเป็นเงินได้ประเภทใด

โดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) ซึ่งครอบคลุมเงินได้จากธุรกิจการพาณิชย์ทั่วไปที่ไม่เข้าข่ายประเภทอื่นตาม 40(1) ถึง 40(7)

เงินได้ประเภท 40(6) วิชาชีพอิสระหมายถึงอะไร

หมายถึงเงินได้จากการประกอบวิชาชีพที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก และผู้สอบบัญชี ซึ่งมีวิธีหักค่าใช้จ่ายเฉพาะตามกฎหมาย

หากมีเงินได้หลายประเภทต้องยื่นแบบภาษีอย่างไร

ต้องนำเงินได้ทุกประเภทมารวมคำนวณในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เหมาะสม เช่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ตามลักษณะเงินได้ที่มี และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ยื่นถูกต้อง

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้