หลังกรมสรรพากรออกคำสั่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การเสียภาษีรายได้จากต่างประเทศในปี 2566-2567 เจ้าของกิจการและกรรมการบริษัทที่มีรายได้จากต่างแดนจำเป็นต้องทบทวนภาระภาษีของตนเองใหม่ทั้งหมด บทความนี้รวบรวมสาระสำคัญ แนวปฏิบัติ และข้อควรระวังที่เจ้าของ SME ไทยต้องรู้
ภาพรวม: ทำไมกฎการเสียภาษีรายได้ต่างประเทศถึงเปลี่ยน
ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 41 ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อยู่ในไทยรวมกัน 180 วันขึ้นไปในปีภาษี) มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากรายได้ทุกแหล่งทั่วโลก ทว่าในทางปฏิบัติที่ผ่านมา หลักเกณฑ์เดิมระบุว่ารายได้จากต่างประเทศจะต้องนำมาเสียภาษีเฉพาะในกรณีที่ นำเงินนั้นกลับเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกัน กับที่ได้รับ ซึ่งทำให้ผู้มีรายได้ต่างประเทศจำนวนมากเลือกฝากเงินไว้ในต่างประเทศข้ามปีก่อนจึงนำกลับมา
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 กรมสรรพากรออก คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 ปรับปรุงแนวปฏิบัติใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าของกิจการ กรรมการบริษัท นักลงทุน และฟรีแลนซ์ที่มีรายได้จากต่างประเทศ
สาระสำคัญของกฎใหม่ปี 2567
ภายใต้แนวปฏิบัติใหม่ ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยที่มีรายได้จากต่างประเทศ จะต้องนำรายได้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาในปีที่ได้รับ โดยไม่คำนึงว่าจะนำเงินกลับเข้าไทยในปีใดก็ตาม กล่าวคือไม่สามารถใช้วิธีชะลอการโอนเงินกลับมาข้ามปีเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีได้อีกต่อไป
หลักการใหม่นี้ครอบคลุมรายได้ดังต่อไปนี้
- เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัสจากนายจ้างในต่างประเทศ
- เงินปันผลจากหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนต่างประเทศ
- ดอกเบี้ยจากบัญชีธนาคารหรือพันธบัตรต่างประเทศ
- กำไรจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดต่างประเทศ
- ค่าที่ปรึกษา ค่าบริการ หรือค่าสิทธิ์ที่ได้รับจากต่างประเทศ
- รายได้จากธุรกิจที่ดำเนินการในต่างประเทศ
ใครได้รับผลกระทบบ้าง
เจ้าของกิจการ SME ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้แก่
- กรรมการที่รับค่าตอบแทนจากบริษัทในเครือต่างประเทศ เช่น ผู้ถือหุ้นไทยที่มีบริษัทในสิงคโปร์หรือฮ่องกงและรับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าว
- เจ้าของกิจการที่ขายสินค้าหรือให้บริการออนไลน์แก่ลูกค้าต่างประเทศ โดยรับชำระเงินผ่านบัญชีต่างประเทศ
- ฟรีแลนซ์และที่ปรึกษา ที่รับงานจากบริษัทต่างชาติและรับค่าจ้างเป็นเงินสกุลต่างประเทศ
- นักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศ เช่น หุ้นต่างประเทศ กองทุน ETF หรือ Cryptocurrency ที่ซื้อขายในแพลตฟอร์มต่างประเทศ
กรณีที่อาจได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อน
ก่อนที่จะตื่นตระหนก ควรทราบว่ายังมีกรณีที่อาจทำให้ภาระภาษีลดลงหรือได้รับการยกเว้น ดังนี้
1. อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement - DTA)
ประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และอีกกว่า 60 ประเทศ หากรายได้ที่ได้รับจากประเทศที่มีอนุสัญญากับไทย และประเทศนั้นได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ผู้มีรายได้อาจสามารถนำภาษีที่จ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีไทยได้ผ่านกระบวนการ Foreign Tax Credit
2. รายได้ที่ได้รับก่อนปี 2567
กฎใหม่มีผลบังคับใช้เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีภาษี 2567 เป็นต้นไป รายได้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและยังไม่ได้นำกลับเข้าประเทศยังคงอยู่ภายใต้กฎเดิม
3. รายได้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
รายได้บางประเภทอาจได้รับยกเว้นตามบทบัญญัติเฉพาะ เช่น มรดก หรือของขวัญที่ได้รับจากต่างประเทศในบางกรณี ทั้งนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ
วิธีปฏิบัติสำหรับเจ้าของ SME
เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เจ้าของกิจการควรดำเนินการดังนี้
- รวบรวมหลักฐานรายได้ต่างประเทศ ทุกประเภทที่ได้รับในปีภาษี ได้แก่ สลิปเงินเดือน ใบแจ้งเงินปันผล ใบกำกับภาษีค่าบริการ และ statement บัญชีธนาคารต่างประเทศ
- คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ได้รับรายได้ หรืออัตราเฉลี่ยประจำปีตามที่กรมสรรพากรกำหนด
- ตรวจสอบว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศที่เป็นแหล่งรายได้หรือไม่ และใช้สิทธิ์ Foreign Tax Credit หากมีภาษีที่จ่ายแล้วในต่างประเทศ
- นำรายได้ต่างประเทศรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ตามประเภทรายได้ ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป
- ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี โดยเฉพาะกรณีที่มีรายได้จากหลายประเทศหรือมีรายได้ประเภทซับซ้อน
ตารางเปรียบเทียบกฎเก่าและกฎใหม่
| หัวข้อ | กฎเดิม (ก่อนปี 2567) | กฎใหม่ (ตั้งแต่ปี 2567) |
|---|---|---|
| เงื่อนไขการเสียภาษี | ต้องนำเงินกลับในปีเดียวกัน | เสียภาษีในปีที่ได้รับรายได้ |
| การโอนข้ามปี | หลีกเลี่ยงภาษีได้ | ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ |
| ประเภทรายได้ | ทุกประเภทแต่มีช่องว่าง | ทุกประเภทไม่มีข้อยกเว้น |
| Foreign Tax Credit | ใช้ได้ตามอนุสัญญา | ใช้ได้ตามอนุสัญญา (ยังคงเดิม) |
บทสรุปและคำแนะนำ
การเปลี่ยนแปลงกฎการเสียภาษีรายได้จากต่างประเทศปี 2567 ถือเป็นการปิดช่องว่างที่ใช้กันมานาน เจ้าของกิจการที่มีรายได้จากต่างประเทศจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การบริหารภาษีใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการวางแผนกระแสเงินสด การเก็บเอกสารหลักฐาน และการใช้สิทธิ์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือสำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง รายได้จากต่างประเทศของเจ้าของกิจการ: กฎใหม่ 2024 ต้องนำมาเสียภาษีไทยหรือไม่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รายได้จากต่างประเทศที่ได้รับก่อนปี 2567 แต่โอนกลับมาในปี 2567 ต้องเสียภาษีไทยหรือไม่
รายได้ที่เกิดขึ้นก่อนปีภาษี 2567 ยังคงอยู่ภายใต้กฎเดิม คือต้องนำกลับมาในปีเดียวกับที่ได้รับจึงจะเสียภาษี ดังนั้นหากรายได้เกิดขึ้นก่อนปี 2567 และไม่ได้นำกลับในปีนั้น เมื่อนำกลับมาในปี 2567 จะไม่ต้องเสียภาษีตามกฎใหม่
ถ้าประเทศที่เป็นแหล่งรายได้มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย ยังต้องเสียภาษีซ้ำหรือไม่
หากมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างไทยกับประเทศที่เป็นแหล่งรายได้ ผู้มีรายได้สามารถนำภาษีที่จ่ายไปแล้วในต่างประเทศมาหักออกจากภาษีไทยได้ผ่านกลไก Foreign Tax Credit ทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษีซ้ำซ้อนเต็มจำนวน ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละอนุสัญญา
เจ้าของกิจการที่รับเงินปันผลจากบริษัทในสิงคโปร์ต้องแจ้งรายได้ในแบบใด
ต้องนำเงินปันผลดังกล่าวมารวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ในหมวดรายได้ประเภทที่ 4 (เงินปันผล) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ได้รับเงินปันผล และสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้ที่สิงคโปร์มาขอเครดิตภาษีได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สิงคโปร์
ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบริษัทต่างประเทศผ่าน Upwork หรือ Fiverr ต้องเสียภาษีไทยหรือไม่
ใช่ ฟรีแลนซ์ที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยและรับค่าจ้างจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องนำรายได้ดังกล่าวมาแสดงในแบบ ภ.ง.ด.90 เป็นรายได้ประเภทที่ 8 (รายได้จากธุรกิจหรืออาชีพอิสระ) และสามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาได้
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้ต่างประเทศคิดอย่างไร
รายได้จากต่างประเทศจะถูกนำมารวมกับรายได้อื่นทั้งหมดในประเทศไทย แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 5% สำหรับรายได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท ไปจนถึง 35% สำหรับรายได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาท โดยสามารถหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ได้ตามปกติ
ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนอะไรในการคำนวณรายได้ต่างประเทศ
กรมสรรพากรแนะนำให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ได้รับเงิน หรืออัตราเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักประจำปีที่กรมสรรพากรประกาศ ควรเก็บเอกสารประกอบอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ไว้เป็นหลักฐาน
หากไม่ยื่นแบบแสดงรายได้ต่างประเทศจะมีบทลงโทษอย่างไร
การไม่แจ้งรายได้ต่างประเทศถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษทางแพ่งได้แก่ เบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ขาด บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจมีโทษทางอาญาจำคุกและปรับหากเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร