เจ้าของกิจการ SME หลายรายสับสนว่าควรรับรายได้ในรูปแบบกำไรจากกิจการส่วนตัว หรือตั้งบริษัทแล้วรับเงินเดือน รูปแบบทั้งสองมีผลกระทบต่อภาษีบุคคลธรรมดาที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านอัตราภาษี สิทธิหักค่าใช้จ่าย และภาระที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

ความแตกต่างพื้นฐาน: รายได้กิจการส่วนตัว vs. เงินเดือนจากบริษัท

เมื่อพูดถึงการรับรายได้ในฐานะเจ้าของกิจการ มีสองรูปแบบหลักที่ต้องเข้าใจ ได้แก่ (1) รายได้จากกิจการในรูปบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร และ (2) เงินเดือนที่รับจากบริษัทจำกัดของตนเอง ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 การเลือกรูปแบบใดส่งผลต่อฐานภาษีและวิธีคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ

รายได้ประเภทที่ 8 (ธุรกิจ) อนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราสูงกว่า โดยสามารถหักแบบเหมาตามประเภทธุรกิจ หรือหักตามความเป็นจริงได้ ในขณะที่เงินเดือน (ประเภทที่ 1) หักค่าใช้จ่ายได้เพียง 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ดังนั้น เมื่อนำรายได้มาเป็นเงินเดือน ฐานภาษีที่เหลืออาจสูงกว่าในบางกรณี

ผลกระทบด้านภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อเปลี่ยนมารับเงินเดือนจากบริษัท

การตั้งบริษัทและรับเงินเดือนจากบริษัทของตนเองมีผลกระทบหลายประการ ดังนี้

1. การหักค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

รายได้จากกิจการส่วนตัว (ประเภทที่ 8) ในบางธุรกิจสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ถึง 60-85% ของรายได้ แต่เงินเดือน (ประเภทที่ 1) หักได้เพียง 50% สูงสุด 100,000 บาทเท่านั้น ดังนั้น เจ้าของกิจการที่มีรายได้สูงและมีค่าใช้จ่ายที่หักได้มากในรูปแบบกิจการ อาจพบว่าฐานภาษีบุคคลธรรมดาสูงขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาเป็นเงินเดือน

2. ภาษีนิติบุคคลที่เพิ่มมา

เมื่อตั้งบริษัท กำไรของบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) แยกต่างหาก สำหรับ SME ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น CIT ส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3,000,000 บาทเสียในอัตรา 15% และเกินกว่านั้นเสียในอัตรา 20% ภาระภาษีรวมจึงต้องพิจารณาทั้งระดับบุคคลและระดับบริษัท

3. ประกันสังคมที่ต้องส่งเพิ่ม

เงินเดือนที่จ่ายให้ตนเองในฐานะกรรมการพนักงานจะต้องส่งประกันสังคมทั้งส่วนนายจ้างและส่วนลูกจ้าง แม้ว่าเพดานฐานค่าจ้างจะอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน แต่ก็เป็นต้นทุนที่เพิ่มมาในโครงสร้างบริษัท

กรณีไหนการรับเงินเดือนจากบริษัทให้ประโยชน์ทางภาษีดีกว่า

แม้จะมีข้อจำกัด แต่การรับเงินเดือนจากบริษัทมีข้อได้เปรียบในหลายสถานการณ์

  • บริษัทสามารถนำเงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการไปหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงและเสียภาษีนิติบุคคลน้อยลง
  • เมื่อวางแผนอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม อาจทำให้รายได้สุทธิในระดับบุคคลธรรมดาอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่า
  • บริษัทสามารถให้สวัสดิการที่ไม่นับเป็นเงินได้ของพนักงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เบี้ยประกันชีวิตกลุ่ม ซึ่งช่วยลดรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้อีก
  • เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ทั้งส่วนนายจ้างและลูกจ้างสามารถหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม

กลยุทธ์การวางแผนภาษีสำหรับเจ้าของกิจการที่รับเงินเดือนจากบริษัท

เพื่อให้ภาระภาษีรวมต่ำที่สุดโดยถูกกฎหมาย เจ้าของกิจการควรพิจารณากลยุทธ์ต่อไปนี้

  • กำหนดเงินเดือนในระดับที่เหมาะสม: ไม่ควรตั้งสูงเกินไปจนเสียภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูง และไม่ควรต่ำเกินสมควรจนผิดสังเกตของกรมสรรพากร
  • ใช้สิทธิลดหย่อนให้ครบ: เงินเดือนประเภทที่ 1 ช่วยให้เข้าถึงการลดหย่อน RMF ThaiESG ประกันชีวิต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่
  • วางแผนเงินปันผล: กำไรส่วนที่เหลือหลังเสียภาษีนิติบุคคล สามารถจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น โดยเสียภาษีเงินปันผลในอัตรา 10% หรืออาจเลือกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ปกติก็ได้
  • จัดสรรรายได้ให้กระจาย: หากมีคู่สมรสหรือสมาชิกในครอบครัวที่ช่วยงาน อาจพิจารณาให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อควรระวัง: กรมสรรพากรดูอะไรบ้าง

กรมสรรพากร (rd.go.th) มีแนวปฏิบัติในการตรวจสอบเงินเดือนกรรมการที่อาจผิดปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่

  • เงินเดือนที่จ่ายให้ตนเองสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
  • บริษัทขาดทุนแต่กรรมการรับเงินเดือนสูงมาก
  • มีการตั้งเงินเดือนในลักษณะที่ทำให้กำไรบริษัทเป็นศูนย์พอดีทุกปี

การวางแผนภาษีจึงต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตลาด ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์เพื่อกำหนดโครงสร้างรายได้ที่เหมาะสม

สรุป: เลือกรูปแบบรายได้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ไม่มีคำตอบตายตัวว่ารูปแบบใดดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับระดับรายได้รวม ประเภทธุรกิจ ค่าใช้จ่ายที่หักได้ และเป้าหมายระยะยาวของเจ้าของกิจการ การวางแผนร่วมกับนักบัญชีที่เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างภาษีทั้งระดับบุคคลและระดับบริษัทอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง โอนรายได้จากกิจการส่วนตัวมาเป็นเงินเดือนบริษัท: ผลกระทบภาษีบุคคลธรรมดาที่ต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินเดือนที่รับจากบริษัทตนเองหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไรในการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา

หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินเดือนที่ได้รับ แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เช่น รับเงินเดือน 300,000 บาทต่อปี หักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท คงเหลือ 200,000 บาทก่อนหักค่าลดหย่อนส่วนตัว

หากรับทั้งเงินเดือนจากบริษัทและรายได้จากกิจการส่วนตัว ต้องยื่นภาษีอย่างไร

ต้องนำรายได้ทั้งสองประเภทมายื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง คือเงินเดือนเป็นประเภทที่ 1 และรายได้จากกิจการเป็นประเภทที่ 8 และหักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทตามสิทธิ

บริษัทหักเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ได้ เงินเดือนกรรมการถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทที่หักลดกำไรสุทธิก่อนเสียภาษีนิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานการจ่ายจริง สัญญาจ้างหรือมติที่ประชุมกรรมการรับรอง และอัตราเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล

เงินปันผลจากบริษัทตัวเองเสียภาษีอย่างไร

เงินปันผลจากบริษัทไทยที่บุคคลธรรมดาได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ผู้รับสามารถเลือกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ปกติหรือไม่ก็ได้ หากเลือกรวมอาจขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้บางส่วน

ควรตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไรจึงเหมาะสมและไม่มีปัญหากับกรมสรรพากร

ควรกำหนดเงินเดือนในอัตราที่สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดสำหรับตำแหน่งงานนั้น ไม่สูงเกินจริงหรือต่ำเกินสมควร และมีมติที่ประชุมรับรอง แนะนำปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดอัตราที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ

การเปลี่ยนจากกิจการส่วนตัวมาเป็นบริษัทเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายหลักได้แก่ ค่าจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าสอบบัญชี ค่าจดทะเบียน VAT (ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท) และค่าที่ปรึกษาภาษีซึ่งรวมกันอาจอยู่ที่หลักหมื่นบาทต่อปี

กรมสรรพากรตรวจสอบเงินเดือนกรรมการที่ตั้งสูงผิดปกติอย่างไร

กรมสรรพากรอาจตรวจสอบโดยเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม ตรวจว่าบริษัทมีกำไรเหมาะสมไหม และดูว่าเงินเดือนสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้บริษัทหรือไม่ หากผิดสังเกต อาจถูกปรับปรุงฐานภาษีได้