เจ้าของกิจการ SME หลายรายสับสนว่าควรรับรายได้ในรูปแบบกำไรจากกิจการส่วนตัว หรือตั้งบริษัทแล้วรับเงินเดือน รูปแบบทั้งสองมีผลกระทบต่อภาษีบุคคลธรรมดาที่แตกต่างกัน
ทั้งในด้านอัตราภาษี สิทธิหักค่าใช้จ่าย และภาระที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
สารบัญบทความ
- ความแตกต่างพื้นฐาน: รายได้กิจการส่วนตัว vs. เงินเดือนจากบริษัท
- ผลกระทบด้านภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อเปลี่ยนมารับเงินเดือนจากบริษัท
- กรณีไหนการรับเงินเดือนจากบริษัทให้ประโยชน์ทางภาษีดีกว่า
- กลยุทธ์การวางแผนภาษีสำหรับเจ้าของกิจการที่รับเงินเดือนจากบริษัท
- ข้อควรระวัง: กรมสรรพากรดูอะไรบ้าง
- สรุป: เลือกรูปแบบรายได้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- ตารางนำบทความไปใช้
- แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
ความแตกต่างพื้นฐาน: รายได้กิจการส่วนตัว vs. เงินเดือนจากบริษัท
เมื่อพูดถึงการรับรายได้ในฐานะเจ้าของกิจการ มีสองรูปแบบหลักที่ต้องเข้าใจ ได้แก่ (1) รายได้จากกิจการในรูปบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร และ (2)
เงินเดือนที่รับจากบริษัทจำกัดของตนเอง ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 1
การเลือกรูปแบบใดส่งผลต่อฐานภาษีและวิธีคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ
รายได้ประเภทที่ 8 (ธุรกิจ) อนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราสูงกว่า โดยสามารถหักแบบเหมาตามประเภทธุรกิจ หรือหักตามความเป็นจริงได้ ในขณะที่เงินเดือน (ประเภทที่ 1)
หักค่าใช้จ่ายได้เพียง 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ดังนั้น
เมื่อนำรายได้มาเป็นเงินเดือน ฐานภาษีที่เหลืออาจสูงกว่าในบางกรณี
ผลกระทบด้านภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อเปลี่ยนมารับเงินเดือนจากบริษัท
การตั้งบริษัทและรับเงินเดือนจากบริษัทของตนเองมีผลกระทบหลายประการ ดังนี้
1. การหักค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป
รายได้จากกิจการส่วนตัว (ประเภทที่ 8) ในบางธุรกิจสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ถึง 60-85% ของรายได้ แต่เงินเดือน (ประเภทที่ 1) หักได้เพียง 50% สูงสุด 100,000 บาทเท่านั้น ดังนั้น
เจ้าของกิจการที่มีรายได้สูงและมีค่าใช้จ่ายที่หักได้มากในรูปแบบกิจการ อาจพบว่าฐานภาษีบุคคลธรรมดาสูงขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาเป็นเงินเดือน
2. ภาษีนิติบุคคลที่เพิ่มมา
เมื่อตั้งบริษัท กำไรของบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) แยกต่างหาก สำหรับ SME ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น CIT ส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3,000,000
บาทเสียในอัตรา 15% และเกินกว่านั้นเสียในอัตรา 20%
ภาระภาษีรวมจึงต้องพิจารณาทั้งระดับบุคคลและระดับบริษัท
3. ประกันสังคมที่ต้องส่งเพิ่ม
เงินเดือนที่จ่ายให้ตนเองในฐานะกรรมการพนักงานจะต้องส่งประกันสังคมทั้งส่วนนายจ้างและส่วนลูกจ้าง แม้ว่าเพดานฐานค่าจ้างจะอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน
แต่ก็เป็นต้นทุนที่เพิ่มมาในโครงสร้างบริษัท
กรณีไหนการรับเงินเดือนจากบริษัทให้ประโยชน์ทางภาษีดีกว่า
แม้จะมีข้อจำกัด แต่การรับเงินเดือนจากบริษัทมีข้อได้เปรียบในหลายสถานการณ์
- บริษัทสามารถนำเงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการไปหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงและเสียภาษีนิติบุคคลน้อยลง
- เมื่อวางแผนอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม อาจทำให้รายได้สุทธิในระดับบุคคลธรรมดาอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่า
- บริษัทสามารถให้สวัสดิการที่ไม่นับเป็นเงินได้ของพนักงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เบี้ยประกันชีวิตกลุ่ม ซึ่งช่วยลดรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้อีก
- เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ทั้งส่วนนายจ้างและลูกจ้างสามารถหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม
กลยุทธ์การวางแผนภาษีสำหรับเจ้าของกิจการที่รับเงินเดือนจากบริษัท
เพื่อให้ภาระภาษีรวมต่ำที่สุดโดยถูกกฎหมาย เจ้าของกิจการควรพิจารณากลยุทธ์ต่อไปนี้
- กำหนดเงินเดือนในระดับที่เหมาะสม: ไม่ควรตั้งสูงเกินไปจนเสียภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูง และไม่ควรต่ำเกินสมควรจนผิดสังเกตของกรมสรรพากร
- ใช้สิทธิลดหย่อนให้ครบ: เงินเดือนประเภทที่ 1 ช่วยให้เข้าถึงการลดหย่อน RMF ThaiESG ประกันชีวิต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่
- วางแผนเงินปันผล: กำไรส่วนที่เหลือหลังเสียภาษีนิติบุคคล สามารถจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น โดยเสียภาษีเงินปันผลในอัตรา 10% หรืออาจเลือกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ปกติก็ได้
- จัดสรรรายได้ให้กระจาย: หากมีคู่สมรสหรือสมาชิกในครอบครัวที่ช่วยงาน อาจพิจารณาให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อควรระวัง: กรมสรรพากรดูอะไรบ้าง
กรมสรรพากร (rd.go.th) มีแนวปฏิบัติในการตรวจสอบเงินเดือนกรรมการที่อาจผิดปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่
- เงินเดือนที่จ่ายให้ตนเองสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
- บริษัทขาดทุนแต่กรรมการรับเงินเดือนสูงมาก
- มีการตั้งเงินเดือนในลักษณะที่ทำให้กำไรบริษัทเป็นศูนย์พอดีทุกปี
การวางแผนภาษีจึงต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตลาด ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์เพื่อกำหนดโครงสร้างรายได้ที่เหมาะสม
สรุป: เลือกรูปแบบรายได้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ไม่มีคำตอบตายตัวว่ารูปแบบใดดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับระดับรายได้รวม ประเภทธุรกิจ ค่าใช้จ่ายที่หักได้ และเป้าหมายระยะยาวของเจ้าของกิจการ
การวางแผนร่วมกับนักบัญชีที่เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างภาษีทั้งระดับบุคคลและระดับบริษัทอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| ความแตกต่างพื้นฐาน: รายได้กิจการส่วนตัว vs. เงินเดือนจากบริษัท | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ผลกระทบด้านภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อเปลี่ยนมารับเงินเดือนจากบริษัท | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| กรณีไหนการรับเงินเดือนจากบริษัทให้ประโยชน์ทางภาษีดีกว่า | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เงินเดือนที่รับจากบริษัทตนเองหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไรในการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา
หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินเดือนที่ได้รับ แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เช่น รับเงินเดือน 300,000 บาทต่อปี หักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท คงเหลือ 200,000 บาทก่อนหักค่าลดหย่อนส่วนตัว
หากรับทั้งเงินเดือนจากบริษัทและรายได้จากกิจการส่วนตัว ต้องยื่นภาษีอย่างไร
ต้องนำรายได้ทั้งสองประเภทมายื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง คือเงินเดือนเป็นประเภทที่ 1 และรายได้จากกิจการเป็นประเภทที่ 8 และหักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทตามสิทธิ
บริษัทหักเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
ได้ เงินเดือนกรรมการถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทที่หักลดกำไรสุทธิก่อนเสียภาษีนิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานการจ่ายจริง สัญญาจ้างหรือมติที่ประชุมกรรมการรับรอง
และอัตราเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล
เงินปันผลจากบริษัทตัวเองเสียภาษีอย่างไร
เงินปันผลจากบริษัทไทยที่บุคคลธรรมดาได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ผู้รับสามารถเลือกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ปกติหรือไม่ก็ได้ หากเลือกรวมอาจขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้บางส่วน
ควรตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไรจึงเหมาะสมและไม่มีปัญหากับกรมสรรพากร
ควรกำหนดเงินเดือนในอัตราที่สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดสำหรับตำแหน่งงานนั้น ไม่สูงเกินจริงหรือต่ำเกินสมควร และมีมติที่ประชุมรับรอง
แนะนำปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดอัตราที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ
การเปลี่ยนจากกิจการส่วนตัวมาเป็นบริษัทเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายหลักได้แก่ ค่าจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าสอบบัญชี ค่าจดทะเบียน VAT (ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท)
และค่าที่ปรึกษาภาษีซึ่งรวมกันอาจอยู่ที่หลักหมื่นบาทต่อปี
กรมสรรพากรตรวจสอบเงินเดือนกรรมการที่ตั้งสูงผิดปกติอย่างไร
กรมสรรพากรอาจตรวจสอบโดยเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม ตรวจว่าบริษัทมีกำไรเหมาะสมไหม และดูว่าเงินเดือนสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้บริษัทหรือไม่ หากผิดสังเกต อาจถูกปรับปรุงฐานภาษีได้
หากธุรกิจของคุณมีงานค้างที่ยังไม่ได้จัดการ ลองดูบริการเสริมด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อวางแผนแก้ไขทีละขั้นตอน