เจ้าของบริษัทหลายคนไม่เคยตั้งคำถามว่า "เงินเดือนตัวเองควรจ่ายเท่าไหร่?" ทั้งที่การตัดสินใจตรงนี้มีผลโดยตรงต่อภาษีที่ทั้งบริษัทและตัวเองต้องจ่ายในแต่ละปี
บทความนี้จะอธิบายหลักคิด วิธีคำนวณ และเกณฑ์กฎหมายที่สรรพากรดูอยู่
เพื่อให้คุณวางแผนภาษีเงินเดือนกรรมการได้อย่างถูกต้องและประหยัดสูงสุด
สารบัญบทความ
- เงินเดือนกรรมการกับภาษีบริษัท สัมพันธ์กันอย่างไร?
- ทำไมเงินเดือนถึงดีกว่าเงินปันผลในหลายกรณี?
- อัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง ทบทวนให้แม่นก่อนวางแผน
- หาจุด "Sweet Spot" ของเงินเดือนกรรมการ
- 4 เงื่อนไขที่สรรพากรตรวจเสมอ ห้ามมองข้าม
- กรรมการต้องเข้าระบบประกันสังคมไหม?
- กรณีที่ควรใช้ "โบนัสกรรมการ" แทนการขึ้นเงินเดือน
- เช็กลิสต์ก่อนเริ่มตั้งเงินเดือนกรรมการ
- ข้อควรระวัง: ความผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME
- วางแผนภาษีเงินเดือนกรรมการกับ A Plus Me
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
เงินเดือนกรรมการกับภาษีบริษัท สัมพันธ์กันอย่างไร?
เมื่อบริษัทจำกัดจ่าย เงินเดือนกรรมการ บริษัทสามารถนำยอดนั้นไปบันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายทางภาษี และหักออกจากกำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ได้เต็มจำนวน นั่นหมายความว่า
ทุก 1,000 บาทที่จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการ
บริษัทประหยัดภาษีนิติบุคคลได้ 150–200 บาท (ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิของบริษัทในปีนั้น)
อย่างไรก็ตาม เงินเดือนที่กรรมการได้รับนั้นถือเป็น เงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรรมการจึงต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) ในอัตราก้าวหน้า
0–35% ด้วย โจทย์ที่แท้จริงของการวางแผนภาษีจึงไม่ใช่แค่
"จ่ายน้อยลง" แต่คือ หาระดับเงินเดือนที่ทำให้ภาษีรวมทั้ง 2 ด้านต่ำที่สุด
ทำไมเงินเดือนถึงดีกว่าเงินปันผลในหลายกรณี?
เจ้าของบริษัทมักมีคำถามว่าจะโอนเงินออกจากบริษัทแบบใดคุ้มกว่ากัน ระหว่างตั้งเป็นเงินเดือนหรือรับเป็นเงินปันผลสิ้นปี ตัวเลขต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น
สมมติบริษัทมีกำไรก่อนเสียภาษี 1,000,000 บาท:
- เส้นทางปันผล: บริษัทเสียภาษีนิติบุคคล 15% = 150,000 บาท เหลือกำไรสุทธิ 850,000 บาท เมื่อจ่ายเป็นปันผล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% = 85,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 765,000 บาท (รัฐได้ภาษีรวม 235,000 บาท)
- เส้นทางเงินเดือน (ตั้งเงินเดือน 50,000 บาท/เดือน = 600,000 บาท/ปี): กำไรบริษัทที่ต้องเสียภาษีลดเหลือ 400,000 บาท ภาษีนิติบุคคล ~60,000 บาท กรรมการเสียภาษีบุคคลธรรมดาจาก 600,000 บาท (หักค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 บาท และลดหย่อนพื้นฐาน 60,000 + ประกันสังคม 9,000 บาท) ฐานภาษีประมาณ 431,000 บาท เสียภาษีประมาณ 30,650 บาท รวมภาษีที่รัฐได้ ~90,650 บาท ประหยัดได้กว่า 144,000 บาท
เห็นได้ชัดว่าการโอนกำไรออกผ่านเงินเดือนมีประสิทธิภาพทางภาษีสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่กำไรบริษัทอยู่ในช่วงที่เสียภาษีที่อัตรา 15–20%
อัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง ทบทวนให้แม่นก่อนวางแผน
ก่อนคำนวณจุดคุ้มค่า ควรทำความเข้าใจอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องให้ครบ:
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับ SME
สำหรับบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราภาษีแบบขั้นบันไดดังนี้:
- กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท: ยกเว้น (0%)
- กำไรสุทธิส่วน 300,001–3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%
หมายเหตุ: เงื่อนไขการได้รับสิทธิ SME ตามมาตรการอาจมีการปรับปรุงได้ตามประกาศกรมสรรพากร ควรตรวจสอบล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้จริง
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) อัตราก้าวหน้า
เงินเดือนกรรมการที่ได้รับจะนำไปรวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้าตามเงินได้สุทธิ หลังหักค่าใช้จ่าย (50% ของเงินเดือน สูงสุด 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้ว
โดยช่วงที่สำคัญในการวางแผนคืออัตรา 0% (ถ้าเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000
บาท), 5%, 10%, 15% และ 20%
หาจุด "Sweet Spot" ของเงินเดือนกรรมการ
หลักการง่ายๆ คือ เงินเดือนที่ดีที่สุด คือจำนวนที่ทำให้อัตราภาษีบุคคลธรรมดาของกรรมการไม่เกินอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัทในส่วนที่ตัดออก เมื่อไหรก็ตามที่คุณตั้งเงินเดือนสูงขึ้น
และอัตราภาษีบุคคลธรรมดา "เริ่มสูงกว่า" อัตราภาษีนิติบุคคล
นั่นคือเกินจุดคุ้มค่าแล้ว
| เงินเดือนกรรมการ/เดือน | รายได้รวมทั้งปี | ภาษีบุคคลธรรมดาโดยประมาณ* | ประหยัดภาษีนิติบุคคลได้/ปี (เรต 15%) | ผลสุทธิ (ประหยัดสุทธิ) |
|---|---|---|---|---|
| 15,000 บาท | 180,000 บาท | 0 บาท | 27,000 บาท | +27,000 บาท |
| 30,000 บาท | 360,000 บาท | ~3,500 บาท | 54,000 บาท | +50,500 บาท |
| 50,000 บาท | 600,000 บาท | ~24,000 บาท | 90,000 บาท | +66,000 บาท |
| 75,000 บาท | 900,000 บาท | ~57,000 บาท | 135,000 บาท | +78,000 บาท |
| 100,000 บาท | 1,200,000 บาท | ~107,000 บาท | 180,000 บาท | +73,000 บาท |
*ประมาณการเบื้องต้น คำนวณจากค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000 บาท) + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท + ประกันสังคม 9,000 บาท ยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่น เช่น ประกันชีวิต กองทุน RMF/SSF บุตร
หรือดอกเบี้ยบ้าน ซึ่งจะทำให้ภาษีบุคคลธรรมดาลดลงได้อีกมาก
จากตารางจะเห็นว่า "ผลสุทธิ" ที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่การตั้งเงินเดือนสูงสุดเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับค่าลดหย่อนส่วนบุคคลของกรรมการแต่ละคน
และอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัทในส่วนที่ตัดออก ซึ่งต้องคำนวณให้เหมาะกับสถานการณ์จริง
4 เงื่อนไขที่สรรพากรตรวจเสมอ ห้ามมองข้าม
การวางแผนภาษีด้วยเงินเดือนกรรมการจะได้ผลจริงก็ต่อเมื่อทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร มิฉะนั้นรายจ่ายนี้อาจถูก "บวกกลับ" เป็นกำไรของบริษัท
ซึ่งหมายความว่าประหยัดภาษีไม่ได้เลย และอาจโดนภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับด้วย
1. กรรมการต้องปฏิบัติงานจริงให้บริษัท
สรรพากรยึดหลักว่า รายจ่ายต้องมีความสัมพันธ์กับการหารายได้ของกิจการ หากตั้งเงินเดือนกรรมการโดยที่กรรมการคนนั้นไม่ได้ทำงานให้บริษัทจริง เช่น เป็นเพียงชื่อในทะเบียน
หรือทำงานให้บริษัทอื่น อาจถูกมองว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)
และ (3) ของประมวลรัษฎากร
2. ต้องมีมติที่ประชุมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นรองรับ
ควรจัดทำ รายงานการประชุมกรรมการ ที่ระบุจำนวนเงินเดือนกรรมการไว้อย่างชัดเจน พร้อมลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจ เอกสารนี้คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้แสดงต่อสรรพากรเมื่อถูกตรวจสอบ
3. ห้ามคิดจากยอดกำไร — ต้องเป็นจำนวนคงที่
ตามมาตรา 65 ตรี (13) ประมวลรัษฎากร ห้ามกำหนดเงินเดือนกรรมการในลักษณะที่ผันแปรตามกำไร (เช่น "จ่าย 20% ของกำไรสุทธิ") รายจ่ายลักษณะนี้จัดเป็นรายจ่ายต้องห้าม หักภาษีไม่ได้
เงินเดือนกรรมการที่หักได้ต้องเป็นจำนวนที่แน่นอนในแต่ละเดือน
ถ้าจะให้โบนัสพิเศษก็ต้องมีมติอนุมัติชัดเจนและไม่ผูกกับสัดส่วนกำไร
4. ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และนำส่งทุกเดือน
บริษัทมีหน้าที่คำนวณ หัก และนำส่ง ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 ถ้ายื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing)
แม้ว่าภาษีที่ต้องหักจะเป็นศูนย์บาทเพราะรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องยื่นแบบไว้เพื่อเป็นหลักฐาน บริษัทที่ไม่ยื่น ภ.ง.ด.1 เลย
แต่อ้างว่ามีเงินเดือนกรรมการ มักถูกสรรพากรตั้งข้อสังเกตในการตรวจสอบ
กรรมการต้องเข้าระบบประกันสังคมไหม?
นี่คือคำถามที่เจ้าของบริษัทถามบ่อยมาก คำตอบขึ้นอยู่กับสถานะของกรรมการ:
- กรรมการที่ทำงานประจำให้บริษัท (ลูกจ้างด้วย): ต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน มาตรา 33 บริษัทหักเงินสมทบ 5% (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน) และบริษัทจ่ายสมทบอีก 5% เท่ากัน
- กรรมการที่เป็นผู้บริหารเพียงอย่างเดียว ไม่มีสถานะลูกจ้าง: อาจไม่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 แต่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 เองได้ ซึ่งจ่ายเงินสมทบในอัตราต่ำกว่า
ควรตรวจสอบเรื่องนี้กับนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลบัญชีรายเดือนอยู่ เพราะการจัดการผิดพลาดเรื่องประกันสังคมมีค่าปรับและเบี้ยเพิ่มด้วย
กรณีที่ควรใช้ "โบนัสกรรมการ" แทนการขึ้นเงินเดือน
บางครั้งการจ่าย โบนัสกรรมการ ปลายปี (แทนที่จะขึ้นเงินเดือนประจำ) มีข้อได้เปรียบที่น่าสนใจ เช่น ปรับยืดหยุ่นตามผลประกอบการจริง และยังเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้
(หากมีเกณฑ์ชัดเจนและไม่ผูกกับสัดส่วนกำไรโดยตรง)
อย่างไรก็ดี โบนัสกรรมการปลายปีจะ นับเป็นเงินได้ของกรรมการในปีที่รับ ทำให้รายได้บุคคลธรรมดาพุ่งสูงขึ้นในปีนั้น
อาจทำให้ก้าวข้ามขั้นบันไดภาษีบุคคลธรรมดาได้เร็วกว่าการกระจายออกเป็นเงินเดือนรายเดือน
ดังนั้นควรวางแผนเรื่องนี้ร่วมกับที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
เช็กลิสต์ก่อนเริ่มตั้งเงินเดือนกรรมการ
- จัดทำ รายงานการประชุมกรรมการ ระบุอนุมัติเงินเดือนพร้อมจำนวนและวันเริ่มต้นที่ชัดเจน
- ตรวจสอบว่ากรรมการมีหน้าที่ความรับผิดชอบในบริษัทชัดเจน เช่น กรรมการผู้จัดการ, ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เป็นต้น
- กำหนดเงินเดือนเป็นจำนวนคงที่ต่อเดือน ไม่อ้างอิงสัดส่วนกำไร
- ตั้งระบบจ่ายเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร มีหลักฐานการโอนทุกเดือน
- ยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน แม้ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะเป็น 0 บาท
- ตรวจสอบเรื่องการขึ้นทะเบียนประกันสังคม (มาตรา 33 หรือ 39) ให้ถูกต้อง
- บันทึกค่าใช้จ่ายเงินเดือนกรรมการในบัญชีสม่ำเสมอทุกเดือน ไม่ลงรวมกันทีเดียวปลายปี
- คำนวณ ภาษีรวม (บริษัท + บุคคล) ก่อนตัดสินใจ อย่ามองแค่ด้านใดด้านหนึ่ง
ข้อควรระวัง: ความผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME
ในการประเมินความเสี่ยงภาษีของบริษัท SME เรามักพบข้อผิดพลาดที่เกี่ยวกับเงินเดือนกรรมการซ้ำๆ ดังนี้:
- ลงเงินเดือนกรรมการย้อนหลังหลายเดือนในครั้งเดียว แทนที่จะจ่ายต่อเนื่องทุกเดือน สรรพากรมักมองว่าไม่น่าเชื่อถือและอาจตั้งประเด็นตรวจสอบ
- ไม่มีมติที่ประชุมรองรับ แต่อ้างว่ามีเงินเดือนกรรมการ เป็นจุดอ่อนที่สุดในการตรวจ
- ตั้งเงินเดือนกรรมการสูงกว่าความเป็นจริง โดยไม่สอดคล้องกับขนาดธุรกิจหรืองานที่ทำ อาจถูกมองว่าเป็นการโอนกำไรออกโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- ไม่แยกบัญชีกรรมการกับพนักงาน ทำให้บันทึกบัญชีสับสนและตรวจสอบยาก
การจัดเอกสารส่งสำนักงานบัญชีให้ครบถ้วนในแต่ละเดือน รวมถึงหลักฐานการโอนเงินเดือนกรรมการ จะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก
วางแผนภาษีเงินเดือนกรรมการกับ A Plus Me
การหา "จุดคุ้มค่า" ของเงินเดือนกรรมการที่ประหยัดภาษีได้สูงสุด ต้องคำนวณจากตัวเลขกำไรจริงของบริษัท ค่าลดหย่อนส่วนบุคคลของกรรมการ และเงื่อนไขทางกฎหมายที่อัปเดตอยู่เสมอ ทีม
วางแผนภาษีของ A Plus Me พร้อมช่วยวิเคราะห์โครงสร้างรายได้ของคุณ
คำนวณภาษีเปรียบเทียบ จัดเตรียมเอกสารมติที่ประชุม และดูแลการยื่น ภ.ง.ด.1 รายเดือนให้ครบถ้วน — เพื่อให้คุณประหยัดภาษีได้จริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้องตามกฎหมาย ติดต่อ
ทีมงาน A Plus Meได้เลย ให้เราช่วยวางแผนให้คุณก่อนถึงสิ้นปีภาษี
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตั้งเงินเดือนกรรมการเท่าไหร่จึงไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาเลย?
หากกรรมการมีรายได้เฉพาะเงินเดือนจากบริษัท โดยไม่มีรายได้อื่น และใช้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน (ค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท + ประกันสังคม 9,000 บาท รวม
169,000 บาท) จะไม่เสียภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อเงินได้สุทธิไม่เกิน
150,000 บาท ซึ่งโดยประมาณเงินเดือนประมาณ 26,500 บาท/เดือน หรือต่ำกว่า อย่างไรก็ดี หากมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (กองทุน RMF/SSF ประกันชีวิต บุตร) จุดนี้จะขยับสูงขึ้นได้
เงินเดือนกรรมการที่คำนวณจากกำไรบริษัทหักภาษีได้ไหม?
ไม่ได้ ตามมาตรา 65 ตรี (13) ประมวลรัษฎากร ห้ามนำรายจ่ายที่กำหนดจ่ายตามสัดส่วนกำไรสุทธิมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท เงินเดือนกรรมการที่หักภาษีได้ต้องเป็นจำนวนคงที่ต่อเดือน
ไม่ขึ้นกับผลกำไร ถ้าต้องการให้ผันแปรตามผลงาน
ควรออกแบบเป็นโบนัสที่มีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ผูกโดยตรงกับสัดส่วนกำไร
บริษัทต้องทำอะไรบ้างเมื่อตั้งเงินเดือนกรรมการ?
ต้องทำอย่างน้อย 4 อย่างคือ (1) จัดทำมติที่ประชุมอนุมัติเงินเดือน (2) โอนเงินเดือนผ่านธนาคารทุกเดือนและเก็บหลักฐาน (3) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 กับกรมสรรพากรทุกเดือนภายในวันที่ 7 หรือ 15
(ออนไลน์) ของเดือนถัดไป (4)
ตรวจสอบและจัดการเรื่องประกันสังคมของกรรมการให้ถูกต้อง
เปรียบเทียบระหว่างเงินเดือนกับเงินปันผล แบบไหนดีกว่า?
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยทั่วไปเงินเดือนมีข้อได้เปรียบเพราะ (1) หักเป็นรายจ่ายบริษัทได้ 100% ลดภาษีนิติบุคคล (2) ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เหมือนปันผล (3)
กรรมการได้รับสิทธิลดหย่อนส่วนตัว อย่างไรก็ดี เมื่อรายได้บุคคลธรรมดาสูงมาก
อัตราภาษีก้าวหน้าอาจทำให้ไม่คุ้ม ควรใช้ร่วมกันทั้งสองแบบและวางแผนให้สมดุล
กรรมการที่ไม่ได้ทำงานประจำ แต่ถือหุ้น จะตั้งเงินเดือนได้ไหม?
ได้ยาก เพราะสรรพากรจะตรวจว่ากรรมการมีบทบาทหน้าที่จริงในบริษัทหรือไม่ หากกรรมการเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและไม่ได้ปฏิบัติงานใดๆ ให้บริษัท เงินเดือนที่จ่ายไปอาจถูกปฏิเสธเป็นรายจ่าย
ทางที่ปลอดภัยกว่าคือรับในรูปปันผลแทน
หรือกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจนและมีหลักฐานการทำงานจริง
ถ้าบริษัทเพิ่งเปิด ยังไม่มีกำไร ควรตั้งเงินเดือนกรรมการไหม?
ควรพิจารณาตามสถานะเงินสดของบริษัท ถ้าบริษัทมีเงินสดพอจ่าย การตั้งเงินเดือนกรรมการในปีแรกช่วยสร้างเอกสารและประวัติการจ่ายเงินเดือนที่ดี แม้ไม่มีกำไร
รายจ่ายนี้จะยังถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายและสร้างผลขาดทุนสะสมที่สามารถนำมาหักกำไรในปีต่อๆ
ไปได้ (ยกมาได้ไม่เกิน 5 ปี)