เมื่อบริษัทเริ่มมีพนักงาน งานประจำที่หลายเจ้าของกิจการมองข้ามคือการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณตั้งแต่ต้น แบบฟอร์มที่ต้องยื่น กำหนดเวลา และจุดที่มักผิดพลาด เพื่อให้เจ้าของกิจการติดตามงานบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ภาษีเงินเดือนหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร และทำไมนายจ้างต้องทำ

ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร นายจ้างทุกรายที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(2) ซึ่งได้แก่เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าล่วงเวลา หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ลูกจ้างได้รับ มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน และนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนด

แนวคิดหลักคือ แทนที่พนักงานจะต้องเก็บเงินไว้จ่ายภาษีครั้งเดียวปลายปี นายจ้างทยอยหักและนำส่งให้ทุกเดือน เป็นการกระจายภาระภาษีให้สม่ำเสมอ และช่วยให้กรมสรรพากรได้รับรายได้ต่อเนื่องตลอดปี

วิธีคำนวณภาษีเงินเดือนหัก ณ ที่จ่าย 4 ขั้นตอน

การคำนวณใช้วิธี "คาดการณ์รายได้ทั้งปีแล้วหารรายเดือน" ไม่ได้หักจากเงินเดือนเดือนนั้นโดยตรง ทำให้ตัวเลขที่หักสะท้อนภาระภาษีทั้งปีของพนักงานคนนั้นอย่างแม่นยำ

ขั้นที่ 1 — คาดการณ์รายได้ทั้งปี

นำเงินเดือนเดือนปัจจุบันคูณ 12 แล้วบวกรายได้พิเศษที่คาดว่าจะได้รับในปีนั้น เช่น โบนัสหรือค่าคอมมิชชัน หากในระหว่างปีเงินเดือนหรือโบนัสเปลี่ยนแปลง ต้องปรับคำนวณใหม่ในเดือนที่เปลี่ยน

ขั้นที่ 2 — หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

จากรายได้ทั้งปีที่คาดการณ์ ให้หักรายการต่อไปนี้:

  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว: 50% ของรายได้จากการจ้างแรงงาน แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาทต่อปี (สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน)
  • เงินสมทบประกันสังคม: ตามจำนวนที่หักจริง สูงสุด 9,000 บาทต่อปี (ณ ปี 2569 อัตราเงินสมทบอาจมีการปรับ ควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคม)
  • ค่าลดหย่อนอื่น ๆ: เช่น ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร กองทุน RMF/SSF เบี้ยประกัน ซึ่งพนักงานต้องแจ้งนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร

ยอดที่เหลือหลังหักทั้งหมดคือ "เงินได้สุทธิ" ที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า

ขั้นที่ 3 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้อัตราก้าวหน้า 8 ขั้น แต่ละขั้นบังคับใช้เฉพาะกับส่วนของเงินได้สุทธิในช่วงนั้น ไม่ใช่กับรายได้ทั้งหมด (ข้อมูล ณ ปี 2569 อ้างอิง PwC Thailand Tax Summaries ปรับปรุง ก.พ. 2569):

  • 0 – 150,000 บาท: ได้รับการยกเว้น
  • 150,001 – 300,000 บาท: 5%
  • 300,001 – 500,000 บาท: 10%
  • 500,001 – 750,000 บาท: 15%
  • 750,001 – 1,000,000 บาท: 20%
  • 1,000,001 – 2,000,000 บาท: 25%
  • 2,000,001 – 5,000,000 บาท: 30%
  • เกิน 5,000,000 บาท: 35%

ตัวอย่าง: หากพนักงานมีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท ภาษีคือ (300,000 × 0%) + (150,000 × 5%) + (100,000 × 10%) = 0 + 7,500 + 10,000 = 17,500 บาทต่อปี ไม่ใช่ 400,000 × 10% = 40,000 บาท

ขั้นที่ 4 — หารเป็นรายเดือน

นำภาษีทั้งปีที่คำนวณได้หาร 12 เพื่อให้ได้ยอดหัก ณ ที่จ่ายรายเดือน หากเดือนใดพนักงานได้รับโบนัสหรือรายได้พิเศษนอกเหนือจากที่คาดการณ์ไว้ ให้นำรายได้นั้นบวกเข้าในการคาดการณ์ทั้งปีและคำนวณใหม่ตั้งแต่เดือนนั้นเป็นต้นไป

ตัวอย่างการคำนวณ: พนักงานเงินเดือน 35,000 บาท/เดือน (ไม่มีลดหย่อนพิเศษ)

  • รายได้ทั้งปี: 35,000 × 12 = 420,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท: หัก 100,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: หัก 60,000 บาท
  • เงินได้สุทธิ: 420,000 – 100,000 – 60,000 = 260,000 บาท
  • ภาษีทั้งปี: เงินได้สุทธิ 260,000 บาท อยู่ต่ำกว่า 300,000 บาท จึงเสียภาษีเพียง (260,000 – 150,000) × 5% = 5,500 บาท
  • หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน: 5,500 ÷ 12 = ประมาณ 458 บาท/เดือน

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อแสดงหลักคิด ค่าลดหย่อนจริงของพนักงานแต่ละคนแตกต่างกัน ควรให้นักบัญชีคำนวณตามข้อมูลจริง

แบบฟอร์มและกำหนดเวลาที่นายจ้างต้องรู้

นายจ้างมีหน้าที่ยื่นแบบฟอร์มสองชุดหลักที่เกี่ยวกับภาษีเงินเดือน:

  • ภ.ง.ด.1 (รายเดือน): ยื่นภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน (หากยื่นทางอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) พร้อมนำส่งภาษีที่หักไว้
  • ภ.ง.ด.1ก (รายปี): สรุปรายได้และภาษีทั้งปีของพนักงานทุกคน ยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่จ่ายเงิน เพื่อให้พนักงานนำข้อมูลไปประกอบการยื่น ภ.ง.ด.91

หากยื่น ภ.ง.ด.1 ล่าช้าหรือนำส่งภาษีไม่ครบ จะต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ (คิดเศษของเดือนเป็นหนึ่งเดือน) บวกกับเบี้ยปรับตามกฎหมาย

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)

หลังจากหักภาษีแล้ว นายจ้างต้องออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่รู้จักกันว่า "ใบ 50 ทวิ" ให้พนักงานจำนวน 2 ฉบับ:

  • ฉบับที่ 1: พนักงานเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับยื่นภาษีประจำปี
  • ฉบับที่ 2: พนักงานเก็บไว้เป็นสำเนา

ใบ 50 ทวิต้องระบุข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน ได้แก่ ชื่อ-ที่อยู่ของนายจ้างและลูกจ้าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย ประเภทเงินได้ ยอดเงินได้รวมและยอดภาษีที่หัก ข้อมูลผิดพลาดในใบ 50 ทวิอาจทำให้พนักงานยื่นภาษีปลายปีไม่ได้หรือถูกตรวจสอบย้อนหลัง

ข้อมูลพนักงานที่ต้องเก็บให้ครบก่อนเริ่ม payroll

ความถูกต้องของการหักภาษีเงินเดือนขึ้นอยู่กับข้อมูลที่พนักงานแจ้งนายจ้าง หากข้อมูลผิดตั้งแต่ต้น ตัวเลขที่หักจะผิดทุกเดือน และต้องแก้ไขย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม สิ่งที่ต้องเก็บไว้มีดังนี้:

  • สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (กรณีพนักงานต่างชาติ)
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ถ้าพนักงานมีอยู่แล้ว)
  • แบบแจ้งลดหย่อนภาษี เช่น สถานะคู่สมรส จำนวนบุตร กองทุน RMF/SSF เบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ ควรเก็บฉบับใหม่ทุกต้นปีหรือเมื่อสถานะเปลี่ยน
  • ข้อมูลบัญชีธนาคารสำหรับโอนเงินเดือน

ข้อมูลที่ payroll ควรส่งให้บัญชีทุกเดือน

เพื่อให้นักบัญชีบันทึกรายการและยื่น ภ.ง.ด.1 ได้ถูกต้องและทันกำหนด บริษัทควรส่งชุดข้อมูลมาตรฐานต่อไปนี้ภายในวันที่กำหนดทุกเดือน:

  • รายงานเงินเดือนสรุปรวมและแยกรายคน พร้อมยอดภาษีที่หักแต่ละรายการ
  • รายการพนักงานเข้าใหม่ ลาออก หรือเปลี่ยนสถานะในเดือนนั้น
  • โบนัส ค่าคอมมิชชัน ค่าล่วงเวลา หรือรายได้พิเศษใด ๆ ที่จ่ายในเดือนนั้น
  • หลักฐานการโอนเงินเดือน (bank statement หรือ payment slip)
  • ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงค่าลดหย่อนของพนักงานในกรณีที่มี

เมื่อข้อมูลครบ นักบัญชีจะตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างยอดโอนในธนาคาร ยอดในบัญชีค่าใช้จ่าย และยอดภาษีที่ต้องนำส่งได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงที่จะยื่นภ.ง.ด.1 ล่าช้า

ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีป้องกัน

คิดภาษีจากเงินเดือนเดือนนั้นโดยตรง แทนที่จะคาดการณ์ทั้งปี

เป็นข้อผิดพลาดที่พบมากในบริษัทที่ทำ payroll เองโดยไม่มีระบบ ผลคือตัวเลขที่หักต่ำเกินไปในช่วงต้นปี และพนักงานต้องจ่ายภาษีเพิ่มจำนวนมากเมื่อยื่น ภ.ง.ด.91 ปลายปี

ไม่อัปเดตข้อมูลลดหย่อนเมื่อสถานะพนักงานเปลี่ยน

เช่น พนักงานมีบุตรใหม่ หย่าร้าง หรือเริ่มซื้อ RMF แต่ไม่ได้แจ้งนายจ้าง ทำให้ฐานภาษีที่คำนวณสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง ควรกำหนดให้พนักงานทบทวนแบบแจ้งลดหย่อนทุกต้นปีหรือเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง

แยก payroll ออกจากระบบบัญชีจนตัวเลขไม่ตรงกัน

หลายบริษัทใช้ Excel คนละชุดสำหรับ payroll และบัญชี ทำให้ยอดค่าใช้จ่ายเงินเดือนในงบการเงินไม่ตรงกับยอดโอนจริง หรือมีรายการพิเศษที่ไม่ได้บันทึกทัน ควรส่งข้อมูลให้บัญชีทุกครั้งที่จ่ายเงิน ไม่ใช่รอสรุปปลายเดือน

ออกใบ 50 ทวิล่าช้าหรือข้อมูลไม่ตรง

พนักงานที่ได้รับใบ 50 ทวิล่าช้าจะยื่นภาษีปลายปีไม่ได้ตามกำหนด และหากข้อมูลในใบไม่ตรงกับ ภ.ง.ด.1ก ที่นายจ้างยื่นไว้ กรมสรรพากรอาจตรวจสอบทั้งสองฝ่าย

เมื่อคำนวณหรือนำส่งภาษีผิดพลาด ต้องทำอย่างไร

หากพบว่าหักภาษีน้อยเกินไปหรือยื่น ภ.ง.ด.1 ผิดรอบ ให้ดำเนินการดังนี้:

  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ฉบับแก้ไขและส่งให้พนักงาน
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เพิ่มเติม (แบบเพิ่มเติม) ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
  • ชำระภาษีที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนนับจากวันครบกำหนด

การแก้ไขเองโดยเร็วก่อนที่กรมสรรพากรจะตรวจพบจะช่วยลดเบี้ยปรับ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อประเมินผลกระทบและเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม

สรุป: เจ้าของกิจการควรดูอะไรในระบบ payroll

ภาษีเงินเดือนหัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่แค่งานของฝ่ายบัญชี เจ้าของกิจการควรรู้จักจุดตรวจสำคัญเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่มีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามมา:

  • ตรวจสอบว่า ภ.ง.ด.1 ถูกยื่นทุกเดือนและยอดภาษีนำส่งตรงกับ payroll สรุป
  • ให้พนักงานทบทวนข้อมูลลดหย่อนทุกต้นปีและแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ตรวจว่ายอดเงินเดือนในธนาคารตรงกับบันทึกในระบบบัญชี
  • ออกใบ 50 ทวิ ให้พนักงานทุกคนภายในกุมภาพันธ์ของปีถัดไป
  • เก็บเอกสาร payroll และหลักฐานการโอนไว้อย่างน้อย 5 ปี

ต่อยอดจากบทความนี้

ถ้ากิจการเริ่มมี payroll และอยากให้ยอดเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหลักฐานโอนเงินเดินตรงกับบัญชีทุกเดือน ดูหน้า บริการบัญชีรายเดือนที่รวมข้อมูล payroll

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีเงินเดือนหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร และเจ้าของกิจการควรดูอะไร ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
  • ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
  • ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
  • ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กรณีใดบ้างที่ธุรกิจนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงิน?

นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือเงินเดือน ตามอัตราที่ประมวลรัษฎากรกำหนด โดยยอดเงินที่จ่ายในแต่ละครั้งหรือตามสัญญารวมกันต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป

เอกสารหลักฐานที่ต้องจัดทำและส่งมอบให้แก่คู่สัญญาเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายคืออะไร?

ต้องจัดทำและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จำนวน 2 ฉบับ (สำหรับผู้ถูกหักเก็บไว้เป็นหลักฐาน และสำหรับนำไปยื่นแสดงรายการภาษี) โดยข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่ายต้องถูกต้องครบถ้วน

หากคำนวณหรือหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หรือนำส่งภาษีไม่ตรงรอบเดือน ต้องแก้ไขอย่างไร?

ให้ทำการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องส่งให้คู่สัญญา และให้ผู้ทำบัญชีจัดทำแบบยื่นภาษีเพิ่มเติม (เช่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม) นำส่งกรมสรรพากรพร้อมชำระเงินภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน