อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่รับงานแบรนด์ดีลบ่อยครั้งเซ็นสัญญาโดยไม่ทันสังเกตเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่าที่คิดหรือมีปัญหาตอนยื่นภาษีปลายปี คำตอบสั้นๆ คือ ก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้งต้องเช็กว่าใครหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่ แบรนด์จะออกหนังสือรับรองหักภาษีให้หรือไม่ และรายได้สุทธิที่จะได้รับจริงคือเท่าไหร่ บทความนี้สรุปเช็กลิสต์ที่ควรตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง
ทำไมครีเอเตอร์ต้องเข้าใจเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายก่อนเซ็นสัญญา
เมื่อแบรนด์หรือเอเจนซี่ติดต่อครีเอเตอร์ให้ทำคอนเทนต์รีวิวสินค้า โฆษณา หรือไลฟ์ขายของ มักมีการทำสัญญาว่าจ้างที่ระบุค่าตอบแทนเป็นตัวเลขก้อนหนึ่ง เช่น "ค่าตอบแทน 50,000 บาท" แต่ตัวเลขนี้อาจหมายถึงยอดก่อนหักภาษี หรือยอดที่ครีเอเตอร์จะได้รับจริงหลังหักภาษีแล้วก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตกลงและถ้อยคำในสัญญา หากไม่เช็กให้ชัดก่อนเซ็น ครีเอเตอร์อาจได้รับเงินจริงน้อยกว่าที่คาดไว้ หรือในทางกลับกันอาจมีปัญหาสรุปรายได้ผิดพลาดตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี
หลักการพื้นฐาน: รายได้ครีเอเตอร์ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
ตามหลักภาษีเงินได้ เมื่อนิติบุคคล (บริษัทแบรนด์หรือเอเจนซี่) จ่ายค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลรายย่อยเพื่อทำงานโฆษณาหรือคอนเทนต์ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และนำส่งกรมสรรพากรแทนครีเอเตอร์ โดยลักษณะเงินได้ของครีเอเตอร์อาจถูกจัดเป็นค่าจ้างทำของ ค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระ หรือค่าโฆษณา ซึ่งแต่ละประเภทมีอัตราหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรตามลักษณะงานที่ทำจริง ไม่ควรสันนิษฐานอัตราเองโดยไม่ตรวจสอบ
เช็กลิสต์ที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาแบรนด์ดีล
- ตัวเลขค่าตอบแทนในสัญญาเป็นยอดก่อนหรือหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย: ควรระบุให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น "ค่าตอบแทน 50,000 บาท ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย"
- แบรนด์หรือเอเจนซี่จะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้หรือไม่: เอกสารนี้จำเป็นสำหรับนำไปใช้เครดิตภาษีตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี
- รูปแบบเงินได้ที่ระบุในสัญญาคืออะไร: ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ หรือค่าลิขสิทธิ์ เพราะมีผลต่ออัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน
- ขอบเขตงานและจำนวนครั้งที่ต้องส่งมอบคอนเทนต์ชัดเจนหรือไม่: เพื่อป้องกันข้อพิพาทเรื่องการจ่ายเงินและหลักฐานประกอบการหักภาษี
- เงื่อนไขการชำระเงิน: จ่ายก่อนหรือหลังส่งมอบงาน แบ่งจ่ายกี่งวด และแต่ละงวดต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งหรือไม่
- สถานะภาษีของตัวครีเอเตอร์เอง: เป็นบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จด VAT หรือจดทะเบียนบริษัทแล้ว เพราะมีผลต่อการออกใบเสร็จรับเงินและเอกสารที่ต้องเตรียม
ตัวอย่างการคำนวณรายได้สุทธิจากแบรนด์ดีล
ครีเอเตอร์รับงานรีวิวสินค้าให้แบรนด์ ตกลงค่าตอบแทน 50,000 บาท (ก่อนหักภาษี) สมมติอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ตกลงกันในสัญญา (ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญตามลักษณะงาน)
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ค่าตอบแทนตามสัญญา (ก่อนหักภาษี) | 50,000.00 บาท |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (อัตราตามประเภทเงินได้ที่ตกลง) | ตามอัตราที่ตรวจสอบแล้ว |
| เงินที่ครีเอเตอร์ได้รับจริงเข้าบัญชี | ยอดหลังหักภาษี |
| หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) | ต้องขอรับจากแบรนด์/เอเจนซี่เสมอ |
ครีเอเตอร์ต้องเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทุกแบรนด์ดีลไว้เป็นหลักฐาน เพราะเมื่อถึงเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90/91) สามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วมาเครดิตหรือขอคืนได้ หากรายได้สุทธิทั้งปีเมื่อคำนวณภาษีจริงต่ำกว่าที่ถูกหักไว้
กรณีที่แบรนด์ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้
บางกรณีแบรนด์ขนาดเล็กหรือบุคคลธรรมดาที่ว่าจ้างครีเอเตอร์อาจไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ว่าจ้างไม่ใช่นิติบุคคล กรณีนี้ครีเอเตอร์ยังคงมีหน้าที่นำรายได้ทั้งหมดไปรวมคำนวณและยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตัวเองตอนสิ้นปี แม้จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ล่วงหน้าก็ตาม ครีเอเตอร์จึงควรเก็บบันทึกรายได้จากทุกงานที่รับ ไม่ว่าจะถูกหักภาษีหรือไม่ เพื่อคำนวณภาษีที่ต้องชำระได้ถูกต้องปลายปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เซ็นสัญญาโดยไม่เช็กว่าตัวเลขเป็นยอดก่อนหรือหลังหักภาษี: ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่าที่คาดและวางแผนกระแสเงินสดผิดพลาด
- ไม่ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากแบรนด์: ทำให้ไม่มีหลักฐานนำไปเครดิตภาษีตอนยื่นแบบปลายปี อาจเสียสิทธิขอคืนภาษี
- ไม่บันทึกรายได้จากงานที่ไม่ถูกหักภาษี: ทำให้รายได้รวมทั้งปีที่ยื่นภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง เสี่ยงถูกตรวจสอบย้อนหลัง
- ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ตกลงกันด้วยแชทหรือวาจา: ทำให้ยากต่อการพิสูจน์เงื่อนไขค่าตอบแทนและภาษีเมื่อเกิดข้อพิพาท
- สับสนระหว่างเงินได้ค่าจ้างทำของกับเงินได้ค่าลิขสิทธิ์: ซึ่งมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน ควรระบุลักษณะงานในสัญญาให้ชัดเจนและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากไม่แน่ใจ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับครีเอเตอร์
ก่อนเซ็นสัญญาแบรนด์ดีลทุกครั้ง ควรอ่านรายละเอียดค่าตอบแทนให้ชัดเจนว่าเป็นยอดก่อนหรือหลังหักภาษี และสอบถามฝ่ายจัดการของแบรนด์หรือเอเจนซี่โดยตรงหากไม่แน่ใจ นอกจากนี้ควรทำบันทึกรายได้จากทุกงานที่รับไว้ในตารางเดียว ระบุชื่อแบรนด์ วันที่รับงาน ยอดค่าตอบแทน ภาษีที่ถูกหัก และวันที่ได้รับหนังสือรับรองหักภาษี เพื่อให้สรุปรายได้ทั้งปีได้ง่ายตอนยื่นภาษี หากครีเอเตอร์มีรายได้จากแบรนด์ดีลจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบต่อปี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อพิจารณาว่าควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือยังคงเป็นบุคคลธรรมดาต่อไป เพราะมีผลต่อภาระภาษีและความยุ่งยากของเอกสารในระยะยาว
อีกประเด็นที่ควรพิจารณาคือการต่อรองเงื่อนไขสัญญาให้ระบุชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอนเทนต์ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือค่าเดินทาง หากครีเอเตอร์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ควรเก็บหลักฐานใบเสร็จไว้ เพราะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีสุทธิที่ต้องชำระปลายปีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง เซ็นสัญญาแบรนด์ดีลอินฟลูเอนเซอร์ เช็กหัก ณ ที่จ่ายก่อนเซ็น ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าตอบแทนแบรนด์ดีลที่ตกลงกันเป็นยอดก่อนหรือหลังหักภาษี
ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา จึงต้องระบุให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้งว่าตัวเลขที่ตกลงกันเป็นยอดก่อนหรือหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดเรื่องเงินที่จะได้รับจริง
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำคัญอย่างไร
เป็นหลักฐานว่าครีเอเตอร์ถูกหักภาษีไว้แล้วเท่าไหร่ ใช้นำไปเครดิตหรือขอคืนภาษีตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี หากไม่มีเอกสารนี้อาจเสียสิทธิขอคืนภาษีที่ถูกหักไว้เกิน
ถ้าแบรนด์ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ ครีเอเตอร์ต้องทำอย่างไร
ยังคงมีหน้าที่นำรายได้ทั้งหมดไปรวมคำนวณและยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตัวเองตอนสิ้นปี จึงควรบันทึกรายได้จากทุกงานที่รับไว้อย่างครบถ้วน แม้จะไม่ถูกหักภาษีไว้ล่วงหน้าก็ตาม
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับงานครีเอเตอร์คือเท่าไหร่
อัตราขึ้นอยู่กับลักษณะเงินได้ที่ระบุในสัญญา เช่น ค่าจ้างทำของหรือค่าโฆษณา ซึ่งมีอัตราต่างกัน ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรตามลักษณะงานที่ทำจริงก่อนเซ็นสัญญา
ค่าใช้จ่ายในการผลิตคอนเทนต์ เช่น ค่าอุปกรณ์ นำมาหักภาษีได้ไหม
สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด จึงควรเก็บหลักฐานใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตงานไว้ให้ครบถ้วน
ครีเอเตอร์ที่รับงานหลายแบรนด์ต่อปี ควรจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือไม่
ขึ้นอยู่กับปริมาณรายได้และภาระภาษีที่เหมาะสม หากมีรายได้จำนวนมากและสม่ำเสมอ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างการเป็นบุคคลธรรมดากับการจดทะเบียนนิติบุคคล
ควรเก็บข้อมูลอะไรบ้างจากแต่ละแบรนด์ดีลเพื่อใช้ยื่นภาษีปลายปี
ควรบันทึกชื่อแบรนด์ วันที่รับงาน ยอดค่าตอบแทนก่อนและหลังหักภาษี จำนวนภาษีที่ถูกหัก และเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของทุกงานไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สรุปรายได้ทั้งปีได้ง่ายและถูกต้อง