บริษัทที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบ "กองทุนเงินทดแทน" ซึ่งบริหารโดยสำนักงานประกันสังคม กองทุนนี้ไม่ใช่สวัสดิการเพิ่มเติม แต่เป็นภาระผูกพันทางกฎหมายที่นายจ้างแบกรับฝ่ายเดียว หากละเลยมีทั้งบทลงโทษทางอาญาและเบี้ยปรับรายเดือน บทความนี้อธิบายให้เจ้าของ SME เข้าใจหน้าที่ วิธีคำนวณ กำหนดการ และประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับหากเกิดเหตุ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
กองทุนเงินทดแทนคืออะไร และต่างจากประกันสังคมอย่างไร
กองทุนเงินทดแทนจัดตั้งขึ้นภายใต้ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อันเป็นผลมาจากการทำงานหรือเนื่องจากการทำงาน เท่านั้น กรณีเจ็บป่วยทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับงานไม่ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนนี้
ความแตกต่างหลักระหว่างสองกองทุนที่นายจ้างต้องเข้าใจ มีดังนี้
- ผู้จ่ายเงินสมทบ: กองทุนเงินทดแทนนายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว ส่วนประกันสังคมนายจ้างและลูกจ้างร่วมจ่ายพร้อมรัฐสมทบ
- รอบการจ่าย: กองทุนเงินทดแทนจ่ายเป็นรายปี (ทุกวันที่ 31 มกราคม) ส่วนประกันสังคมจ่ายรายเดือน
- ขอบเขตคุ้มครอง: กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมเฉพาะอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงาน ส่วนประกันสังคมครอบคลุมการเจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ชราภาพ ว่างงาน และมรณกรรม
- ฐานข้อมูล: ทั้งสองกองทุนผ่านสำนักงานประกันสังคม แต่ระบบและแบบฟอร์มแยกกันคนละชุด
ใครต้องขึ้นทะเบียนบ้าง และมีใครได้รับยกเว้น
นายจ้างทุกราย ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือร้านค้าบุคคลธรรมดาที่มีลูกจ้าง กฎหมายไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำจำนวนพนักงานสำหรับกองทุนนี้
กลุ่มที่ไม่ได้รับความคุ้มครองและนายจ้างไม่ต้องนำส่งเงินสมทบในส่วนของบุคคลเหล่านี้ ได้แก่
- ลูกจ้างทำงานบ้านส่วนตัวที่ไม่มีรายได้เชิงพาณิชย์
- ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีสวัสดิการรัฐรองรับ
- ผู้รับจ้างอิสระ (Freelancer) ที่ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน
ข้อควรระวัง: หากบริษัทจ้างงานโดยใช้สัญญาจ้างบริการแทนสัญญาจ้างแรงงาน ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน เพราะพฤติกรรมการจ้างที่เข้าลักษณะนายจ้าง-ลูกจ้างอาจถูกตีความเป็นสัญญาจ้างแรงงานได้ตามข้อเท็จจริง
กำหนดการขึ้นทะเบียนและการนำส่งเงินสมทบ
กำหนดการที่นายจ้างต้องจำให้แม่นมีสองระดับ คือการขึ้นทะเบียนครั้งแรก และรอบการนำส่งประจำปีหลังจากนั้น
- ครั้งแรก: ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและนำส่งเงินสมทบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบ 1 คน ยื่นพร้อมกับการขึ้นทะเบียนประกันสังคมได้ที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ หรือผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานประกันสังคม
- รายปีปีถัดไป: นำส่งเงินสมทบปีใหม่ภายในวันที่ 31 มกราคม ของทุกปี โดยคำนวณจากค่าจ้างปีที่ผ่านมา (ประมาณการล่วงหน้า)
- แบบ กท.20ก: รายงานค่าจ้างจริงของปีที่แล้วผ่านระบบ e-Wage ของสำนักงานประกันสังคม ยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์
- แบบ กท.25ค: หากเงินสมทบที่จ่ายล่วงหน้าต่ำกว่าค่าจ้างจริง ต้องชำระส่วนต่างพร้อมแบบนี้ภายในวันที่ 31 มีนาคม
หากนำส่งเงินสมทบล่าช้า มีเบี้ยปรับ 3% ต่อเดือน ของยอดที่ค้างชำระ (ตามข้อมูลสำนักงานประกันสังคม ขอให้ตรวจสอบอัตราล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมเพราะอาจมีการปรับปรุง)
วิธีคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน
สูตรคำนวณไม่ซับซ้อน แต่มีตัวแปรสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน
เงินสมทบ = ค่าจ้างรวมทั้งปี (ไม่เกิน 240,000 บาท/คน) × อัตราเงินสมทบตามประเภทกิจการ
- ฐานค่าจ้าง: ใช้ค่าจ้างจริงที่จ่ายให้ลูกจ้างรวมทั้งปี แต่นับสูงสุดต่อคนไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี (เทียบเท่าค่าจ้าง 20,000 บาท/เดือน) พนักงานที่ได้รับเงินเดือนเกินกว่านี้ก็นับแค่เพดาน 240,000 บาท
- อัตราเงินสมทบ: สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้แต่ละประเภทกิจการตามระดับความเสี่ยง กิจการสำนักงานและบริการมีอัตราต่ำกว่ากิจการก่อสร้างหรือโรงงานอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ: บริษัทบัญชีขนาดเล็กมีพนักงาน 5 คน เงินเดือนรวมทั้งปีทุกคนรวม 1,080,000 บาท (ไม่มีใครเกิน 240,000 บาทต่อคน) หากอัตราเงินสมทบประเภทกิจการนั้นอยู่ที่ 0.2% เงินสมทบที่ต้องจ่ายคือ 2,160 บาทต่อปี ส่วนบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีอัตราสูงกว่าจะมียอดสมทบสูงกว่าในสัดส่วนตามความเสี่ยง อัตราจริงของกิจการคุณต้องตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรงเพราะแบ่งตามรหัสประเภทธุรกิจ
สิทธิที่พนักงานได้รับจากกองทุนเงินทดแทน
เมื่อลูกจ้างได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน กองทุนให้ความคุ้มครองในหลายด้าน นายจ้างที่เข้าใจสิทธิเหล่านี้จะช่วยพนักงานได้รวดเร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น
- ค่ารักษาพยาบาล: ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาตามที่จ่ายจริงตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ
- ค่าทดแทนกรณีหยุดงานชั่วคราว: จ่าย 70% ของค่าจ้างรายเดือน ตลอดระยะเวลาที่แพทย์สั่งให้หยุดงาน
- ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ: หากลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพถาวร ได้รับค่าทดแทน 70% ของค่าจ้างตามระยะเวลาที่กำหนดตามประเภทของการสูญเสีย
- ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิตหรือสูญหาย: ทายาทหรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน 70% ของค่าจ้างเป็นระยะเวลาที่กำหนด บวกค่าทำศพตามเกณฑ์
- ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ: ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูร่างกายและการประกอบอาชีพ
ข้อมูลนี้เป็นภาพรวมเพื่อให้นายจ้างเข้าใจกรอบสิทธิ สิทธิที่แท้จริงในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม ควรปรึกษาสำนักงานประกันสังคมสายด่วน 1506 โดยตรงเมื่อเกิดเหตุ
ขั้นตอนเมื่อลูกจ้างประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน
เมื่อเกิดเหตุนายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการทันที ความล่าช้าอาจกระทบสิทธิของลูกจ้างและสร้างความรับผิดให้นายจ้าง
- นำส่งลูกจ้างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว และแจ้งว่าเป็นกรณีอุบัติเหตุจากการทำงานเพื่อใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทน
- แจ้งการประสบอันตรายต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ หรือผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานประกันสังคมภายในกำหนด
- รวบรวมเอกสาร ได้แก่ ใบรับรองแพทย์ ใบแจ้งอุบัติเหตุในที่ทำงาน สำเนาบัตรประชาชนลูกจ้าง และหลักฐานค่าจ้าง
- หากลูกจ้างหยุดงานชั่วคราว นายจ้างต้องส่งหลักฐานค่าจ้างเพื่อให้สำนักงานประกันสังคมคำนวณค่าทดแทน
บทลงโทษที่นายจ้างต้องรู้
กฎหมายกำหนดบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
- ไม่ขึ้นทะเบียน: มีโทษปรับและอาจถึงโทษจำคุกตามที่กฎหมายกำหนด
- นำส่งเงินสมทบล่าช้า: ถูกเรียกเก็บเบี้ยปรับเพิ่มเติมจากยอดที่ค้าง
- แจ้งข้อมูลเท็จ: มีโทษปรับและอาจเป็นคดีอาญา
- ไม่จ่ายค่าทดแทนให้ลูกจ้าง: ลูกจ้างมีสิทธิร้องเรียนต่อสำนักงานประกันสังคม และนายจ้างอาจต้องรับผิดชดใช้เอง
วิธีวางระบบให้ไม่พลาดในทางปฏิบัติ
สำหรับ SME ที่ไม่มีทีม HR เฉพาะ การจัดระบบที่ดีช่วยให้ไม่หลุดกำหนดและมีเอกสารพร้อมเมื่อถูกตรวจสอบ
- เพิ่มกำหนด 31 มกราคมและ 31 มีนาคมลงในปฏิทินบัญชีของบริษัทตั้งแต่ต้นปี
- ติดตามข้อมูลค่าจ้างรวมทั้งปีจาก payroll ให้พร้อมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม เพื่อคำนวณเงินสมทบได้ทัน
- เก็บสำเนาหลักฐานการนำส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนทุกปีไว้ในแฟ้มเอกสารแรงงาน
- เมื่อมีพนักงานใหม่เข้างาน ให้ตรวจสอบว่าได้แจ้งขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนพร้อมกับประกันสังคมแล้ว
- บันทึกประเภทกิจการและอัตราเงินสมทบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้กิจการของคุณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องทุกปี
กองทุนเงินทดแทนกับงานบัญชี: บันทึกรายจ่ายอย่างไร
ในทางบัญชี เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายของนายจ้างทั้งจำนวน บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายพนักงาน (Employee Benefit Expense) หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ขึ้นอยู่กับผังบัญชีของบริษัท
ประเด็นที่มักสับสนในทางบัญชี ได้แก่
- เงินสมทบที่จ่ายล่วงหน้าในเดือนมกราคมควรตัดจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายตามรอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง หากจ่ายล่วงหน้าหลายเดือนควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense)
- เบี้ยปรับและค่าปรับจากการนำส่งล่าช้าไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ (เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร)
- ต้องแสดงรายการหนี้สินค้างจ่าย (Accrued Liabilities) สำหรับส่วนที่คำนวณได้แต่ยังไม่ถึงกำหนดนำส่ง ณ วันสิ้นงวด
หากต้องการให้ทีมบัญชีช่วยวางระบบบันทึกค่าใช้จ่ายแรงงานให้ถูกต้องทั้งประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน สามารถฝากข้อมูลให้ทีมประเมินได้เลย
เช็กลิสต์: นายจ้างพร้อมหรือยังกับกองทุนเงินทดแทน
ใช้รายการนี้ทบทวนสถานะของบริษัทก่อนถึงกำหนดการนำส่งรายปี
การขึ้นทะเบียนและข้อมูลพื้นฐาน
- บริษัทขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนเรียบร้อยแล้วและมีเลขนายจ้างกองทุนเงินทดแทน
- ทราบอัตราเงินสมทบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้กิจการของตน
- มีรายชื่อพนักงานและข้อมูลค่าจ้างรายปีที่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับใช้คำนวณเงินสมทบ
กำหนดการและเอกสาร
- ตั้งกำหนดเตือน 31 มกราคม สำหรับการนำส่งเงินสมทบประจำปี
- ยื่นแบบ กท.20ก รายงานค่าจ้างจริงผ่านระบบ e-Wage ของสำนักงานประกันสังคมภายในเดือนกุมภาพันธ์
- ตรวจสอบและชำระส่วนต่าง (ถ้ามี) ผ่านแบบ กท.25ค ภายใน 31 มีนาคม
- เก็บหลักฐานการนำส่งเงินสมทบทุกปีไว้อย่างน้อย 5 ปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ
- ขึ้นทะเบียนประกันสังคมแล้วแต่ลืมขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนซึ่งเป็นคนละระบบ
- คำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างเดือนล่าสุดแทนที่จะใช้ค่าจ้างรวมทั้งปี
- ไม่ได้ปรับยอดเงินสมทบเมื่อมีพนักงานใหม่เข้างานหรือออกงานระหว่างปี
- เมื่อเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน ไม่แจ้งสำนักงานประกันสังคมตามขั้นตอน ทำให้ลูกจ้างสูญเสียสิทธิ
- บันทึกเบี้ยปรับจากการนำส่งล่าช้าเป็นรายจ่ายทางภาษี ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กองทุนเงินทดแทน WCF Platform — สำนักงานประกันสังคม
- สำนักงานประกันสังคม: ข้อมูลนายจ้างและผู้ประกันตน
- กระทรวงแรงงาน: กองทุนเงินทดแทน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กองทุนเงินทดแทนต่างจากประกันสังคมอย่างไร?
กองทุนเงินทดแทนครอบคลุมเฉพาะการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทำงาน และนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียวเป็นรายปี ส่วนประกันสังคมครอบคลุมกรณีเจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ และว่างงาน โดยนายจ้างและลูกจ้างร่วมจ่ายเงินสมทบเป็นรายเดือน ทั้งสองกองทุนต้องนำส่งผ่านสำนักงานประกันสังคมแต่เป็นคนละระบบและคนละรอบ
นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนภายในกี่วัน?
นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนและชำระเงินสมทบครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบ 1 คน หากฝ่าฝืนไม่ขึ้นทะเบียนมีโทษตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ดังนั้นควรดำเนินการพร้อมกับการยื่นขึ้นทะเบียนประกันสังคมเพื่อไม่ให้ตกกำหนด
เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนคำนวณอย่างไร?
คำนวณจากค่าจ้างรวมของลูกจ้างทั้งปี โดยนับค่าจ้างต่อคนสูงสุดไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี แล้วคูณด้วยอัตราเงินสมทบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดตามประเภทกิจการและความเสี่ยงของงาน อัตราจะแตกต่างกันในแต่ละประเภทกิจการ กิจการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ก่อสร้างหรือโรงงาน จะมีอัตราสูงกว่ากิจการประเภทสำนักงานหรือบริการ
พนักงานที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานจะได้รับสิทธิอะไรบ้างจากกองทุนเงินทดแทน?
กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครอง ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงตามเกณฑ์ที่กำหนด ค่าทดแทนกรณีหยุดงานชั่วคราวในอัตรา 70% ของค่าจ้างรายเดือน ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวร และกรณีเสียชีวิตหรือสูญหายจะได้รับเงินค่าทำศพและเงินทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิ บทความนี้ให้ข้อมูลเชิงภาพรวมเท่านั้น สิทธิที่แท้จริงขึ้นอยู่กับกรณีและข้อเท็จจริง ควรปรึกษาสำนักงานประกันสังคมโดยตรงสำหรับกรณีเฉพาะ