แอปปรึกษาแพทย์ออนไลน์ที่ทำงานแบบหักค่าคอมมิชชั่นจากแพทย์แต่ละครั้งที่ให้บริการ ต้องบันทึกบัญชีโดยรับรู้เฉพาะส่วนคอมมิชชั่นเป็นรายได้ของบริษัท ไม่ใช่ยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่าย พร้อมจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ให้สอดคล้องกับโมเดลรายได้แบบตัวแทน

โมเดลคอมมิชชั่นของแอปปรึกษาแพทย์ต่างจากโมเดลอื่นอย่างไร

แอปปรึกษาแพทย์ออนไลน์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันดำเนินธุรกิจแบบ "ตัวแทนจัดหาลูกค้า" ให้แพทย์ โดยมีสัญญากับแพทย์ว่าจะหักค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดค่าปรึกษาแต่ละครั้ง เช่น หัก 20-30% ของค่าปรึกษาเป็นค่าบริการแพลตฟอร์ม ส่วนที่เหลือโอนให้แพทย์ โมเดลนี้แตกต่างจากแพลตฟอร์มที่รับเงินเต็มจำนวนแล้วจ่ายเงินเดือนให้แพทย์ประจำ เพราะในทางบัญชี บริษัทเป็นเพียงตัวแทนหรือนายหน้า ไม่ใช่ผู้ให้บริการทางการแพทย์โดยตรง

ความแตกต่างนี้สำคัญมากในการบันทึกบัญชี เพราะหากบันทึกผิดวิธี เช่น รับรู้ยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่ายเป็นรายได้ของบริษัท จะทำให้ยอดขายและภาระภาษีของบริษัทพองตัวเกินจริงหลายเท่า ทั้งที่รายได้จริงของบริษัทมีเพียงส่วนคอมมิชชั่นเท่านั้น

วิธีบันทึกรายได้ค่าคอมมิชชั่นที่ถูกต้อง

หลักการบัญชีที่ถูกต้องสำหรับโมเดลนี้คือการรับรู้ เฉพาะส่วนคอมมิชชั่น เป็นรายได้ของบริษัท ส่วนเงินที่ต้องส่งต่อให้แพทย์ให้บันทึกเป็น "เจ้าหนี้แพทย์" หรือ "เงินรับฝากเพื่อจ่ายต่อ" ในหมวดหนี้สินชั่วคราว ไม่ใช่รายได้และรายจ่ายของบริษัท

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

สมมติผู้ป่วยจ่ายค่าปรึกษา 500 บาท แอปหักคอมมิชชั่น 25% (125 บาท) และโอนให้แพทย์ 375 บาท การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องคือ:

  • เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 500 บาท
  • เครดิต รายได้ค่าคอมมิชชั่น 125 บาท
  • เครดิต เจ้าหนี้แพทย์ (รอจ่าย) 375 บาท

เมื่อโอนเงินให้แพทย์จริง จึงบันทึกเดบิตเจ้าหนี้แพทย์ 375 บาท และเครดิตเงินฝากธนาคาร 375 บาท พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะแพทย์ก่อนโอนเงินจริง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใครเป็นผู้มีหน้าที่หัก

ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสัญญาระหว่างแอปกับแพทย์ หากแอปเป็นผู้รับเงินจากผู้ป่วยโดยตรงแล้วโอนส่วนแบ่งให้แพทย์ แอปมักมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่จ่ายให้แพทย์ (เสมือนเป็นผู้ว่าจ้าง) แต่ถ้าสัญญาระบุว่าแอปเป็นเพียงผู้ให้บริการเก็บเงินแทน (Payment Facilitator) โดยแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบภาษีของตัวเองทั้งหมด ความรับผิดชอบอาจแตกต่างออกไป จุดนี้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีให้ชัดเจนตามลักษณะสัญญาจริงของแต่ละแอป เพราะการตีความผิดอาจทำให้แอปถูกประเมินภาษีย้อนหลังฐานะผู้มีหน้าที่หักแต่ไม่ได้หัก

ไม่ว่าจะกรณีใด แอปควรมีระบบออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แพทย์ทุกเดือนหากเป็นผู้มีหน้าที่หัก และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด. ที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

VAT ของค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม

ค่าคอมมิชชั่นที่แอปได้รับถือเป็นรายได้จากการให้บริการตัวกลาง ซึ่งเข้าข่าย บริการที่ต้องเสีย VAT 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) เมื่อรายได้ค่าคอมมิชชั่นสะสมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีให้แพทย์สำหรับค่าคอมมิชชั่นที่หักไป (ไม่ใช่ออกใบกำกับภาษีให้ผู้ป่วยสำหรับยอดเต็ม เพราะบริการทางการแพทย์ของแพทย์มักได้รับยกเว้น VAT)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของแอปปรึกษาแพทย์แบบคอมมิชชั่น

  • บันทึกยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่ายเป็นรายได้ของบริษัท แล้วบันทึกเงินที่จ่ายให้แพทย์เป็นรายจ่าย ทำให้ทั้งรายได้และรายจ่ายพองตัวเกินจริง แม้กำไรสุทธิจะเท่าเดิมแต่ฐานคำนวณ VAT และภาษีธุรกิจอาจผิดเพี้ยน
  • ไม่ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ระหว่างแอปกับแพทย์ ทำให้บางเดือนหัก บางเดือนไม่หัก ไม่สม่ำเสมอ
  • ไม่แยกเงินที่ต้องส่งต่อให้แพทย์ออกจากกระแสเงินสดของบริษัท ทำให้ดูเหมือนบริษัทมีเงินสดมากกว่าความเป็นจริง เสี่ยงต่อการนำเงินไปใช้ผิดประเภท
  • ลืมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แพทย์ที่รับงานไม่บ่อย ทำให้แพทย์บางรายไม่มีเอกสารไปยื่นภาษีปลายปี

ตารางเปรียบเทียบการรับรู้รายได้ 2 แบบ

วิธีบันทึกบัญชีรายได้ที่รับรู้ผลกระทบต่อ VATความถูกต้อง
รับรู้ยอดเต็มเป็นรายได้ แล้วหักค่าแพทย์เป็นรายจ่าย500 บาท (ยอดเต็ม)คำนวณ VAT จากฐานที่สูงเกินจริงไม่ถูกต้องตามหลักการรับรู้รายได้แบบตัวแทน
รับรู้เฉพาะค่าคอมมิชชั่นเป็นรายได้125 บาท (คอมมิชชั่น)คำนวณ VAT จากฐานที่ถูกต้องตามรายได้จริงสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจตัวแทน

ตัวอย่างสถานการณ์จริงเพื่อความเข้าใจ

สมมติแอป B มีแพทย์ในระบบ 150 คน แต่ละคนให้บริการเฉลี่ยเดือนละ 40 ครั้ง ค่าปรึกษาเฉลี่ยครั้งละ 400 บาท หักคอมมิชชั่น 20% แอปจะมีรายได้ค่าคอมมิชชั่นต่อเดือนประมาณ 480,000 บาท (400 x 0.20 x 40 x 150) เมื่อคำนวณรายปีจะเกิน 1.8 ล้านบาทตั้งแต่เดือนที่ 4 ทำให้ต้องเตรียมจดทะเบียน VAT ล่วงหน้า ส่วนเงินอีก 320 บาทต่อครั้งที่ต้องโอนให้แพทย์แต่ละคน ต้องผ่านการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะและมีการออก 50 ทวิ ให้ครบทุกเดือน ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น ธุรกิจจริงควรคำนวณจากข้อมูลรายได้จริงของตนเอง

เอกสารที่ต้องเตรียมให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน

  • รายงานสรุปยอดปรึกษาแยกตามแพทย์ พร้อมอัตราคอมมิชชั่นที่หัก
  • สัญญาระหว่างแอปกับแพทย์ที่ระบุอัตราคอมมิชชั่นและหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจน
  • รายงานเจ้าหนี้แพทย์คงค้าง (ยอดที่ยังไม่ได้โอน)
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แพทย์แต่ละราย
  • Payout Report จาก Payment Gateway ที่แสดงยอดเต็มและคอมมิชชั่นแยกกัน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

เจ้าของแอปปรึกษาแพทย์ที่ใช้โมเดลคอมมิชชั่นควรทำสัญญากับแพทย์ให้ระบุอัตราคอมมิชชั่นและหน้าที่ภาษีอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดภายหลัง และควรวางระบบบัญชีแยกบัญชี "เงินรับฝากเพื่อจ่ายต่อ" ออกจากบัญชีรายได้ของบริษัทอย่างเคร่งครัด หากไม่แน่ใจว่าใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในโครงสร้างสัญญาของตนเอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจแพลตฟอร์มก่อนขยายจำนวนแพทย์ในระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสะสมเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง แอปปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ค่าคอมมิชชั่นลงบัญชีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แอปปรึกษาแพทย์แบบคอมมิชชั่นควรบันทึกรายได้เท่าไหร่

ควรบันทึกเฉพาะส่วนค่าคอมมิชชั่นที่แอปได้รับเป็นรายได้ ส่วนเงินที่ต้องส่งต่อให้แพทย์ให้บันทึกเป็นเจ้าหนี้หรือเงินรับฝากเพื่อจ่ายต่อ ไม่ใช่รับรู้ยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่ายเป็นรายได้ของบริษัท

ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าแพทย์ในโมเดลคอมมิชชั่น

ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสัญญาระหว่างแอปกับแพทย์ หากแอปเป็นผู้จ่ายเงินให้แพทย์โดยตรงมักมีหน้าที่หัก แต่ควรตรวจสอบรายละเอียดสัญญากับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจนของแต่ละกรณี

ค่าคอมมิชชั่นของแอปต้องเสีย VAT หรือไม่

ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นรายได้จากการให้บริการตัวกลาง ต้องเสีย VAT เมื่อรายได้ส่วนนี้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าคอมมิชชั่นที่หักไป

หากบันทึกยอดเต็มเป็นรายได้ทั้งก้อนจะมีผลเสียอย่างไร

จะทำให้ฐานคำนวณ VAT และภาระภาษีธุรกิจของบริษัทสูงเกินจริง แม้กำไรสุทธิอาจเท่าเดิม แต่การรายงานตัวเลขที่ไม่ตรงกับลักษณะธุรกิจจริงอาจสร้างความเสี่ยงเมื่อสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง

แพทย์ที่รับงานผ่านแอปไม่บ่อยยังต้องได้รับหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

ต้องได้รับเช่นเดียวกับแพทย์ที่รับงานประจำ เพราะเป็นเอกสารสำคัญที่แพทย์ต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเองในแต่ละปี ไม่ขึ้นอยู่กับความถี่ของการรับงาน

แอปควรแยกบัญชีเงินที่ต้องจ่ายให้แพทย์อย่างไร

ควรเปิดบัญชีธนาคารหรือบัญชีย่อยแยกสำหรับเงินที่รอจ่ายให้แพทย์ เพื่อไม่ให้ปะปนกับกระแสเงินสดของบริษัท และช่วยให้ตรวจสอบยอดเจ้าหนี้แพทย์คงค้างได้ง่ายในแต่ละรอบบัญชี

แอปขนาดเล็กที่มีแพทย์ไม่กี่คนต้องวางระบบบัญชีซับซ้อนแบบนี้ไหม

ควรวางระบบพื้นฐานให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น แม้จำนวนแพทย์จะน้อย เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตและจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น การแก้ไขระบบบัญชีที่วางผิดตั้งแต่ต้นจะยากและมีต้นทุนสูงกว่าการวางให้ถูกตั้งแต่แรก