แอปปรึกษาแพทย์ออนไลน์ที่ทำงานแบบหักค่าคอมมิชชั่นจากแพทย์แต่ละครั้งที่ให้บริการ ต้องบันทึกบัญชีโดยรับรู้เฉพาะส่วนคอมมิชชั่นเป็นรายได้ของบริษัท ไม่ใช่ยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่าย
พร้อมจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ให้สอดคล้องกับโมเดลรายได้แบบตัวแทน
สารบัญบทความ
- โมเดลคอมมิชชั่นของแอปปรึกษาแพทย์ต่างจากโมเดลอื่นอย่างไร
- วิธีบันทึกรายได้ค่าคอมมิชชั่นที่ถูกต้อง
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใครเป็นผู้มีหน้าที่หัก
- VAT ของค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของแอปปรึกษาแพทย์แบบคอมมิชชั่น
- ตารางเปรียบเทียบการรับรู้รายได้ 2 แบบ
- ตัวอย่างสถานการณ์จริงเพื่อความเข้าใจ
- เอกสารที่ต้องเตรียมให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน
- แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
โมเดลคอมมิชชั่นของแอปปรึกษาแพทย์ต่างจากโมเดลอื่นอย่างไร
แอปปรึกษาแพทย์ออนไลน์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันดำเนินธุรกิจแบบ "ตัวแทนจัดหาลูกค้า" ให้แพทย์ โดยมีสัญญากับแพทย์ว่าจะหักค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดค่าปรึกษาแต่ละครั้ง เช่น หัก
20-30% ของค่าปรึกษาเป็นค่าบริการแพลตฟอร์ม ส่วนที่เหลือโอนให้แพทย์
โมเดลนี้แตกต่างจากแพลตฟอร์มที่รับเงินเต็มจำนวนแล้วจ่ายเงินเดือนให้แพทย์ประจำ เพราะในทางบัญชี บริษัทเป็นเพียงตัวแทนหรือนายหน้า ไม่ใช่ผู้ให้บริการทางการแพทย์โดยตรง
ความแตกต่างนี้สำคัญมากในการบันทึกบัญชี เพราะหากบันทึกผิดวิธี เช่น รับรู้ยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่ายเป็นรายได้ของบริษัท จะทำให้ยอดขายและภาระภาษีของบริษัทพองตัวเกินจริงหลายเท่า
ทั้งที่รายได้จริงของบริษัทมีเพียงส่วนคอมมิชชั่นเท่านั้น
วิธีบันทึกรายได้ค่าคอมมิชชั่นที่ถูกต้อง
หลักการบัญชีที่ถูกต้องสำหรับโมเดลนี้คือการรับรู้ เฉพาะส่วนคอมมิชชั่น เป็นรายได้ของบริษัท ส่วนเงินที่ต้องส่งต่อให้แพทย์ให้บันทึกเป็น "เจ้าหนี้แพทย์" หรือ
"เงินรับฝากเพื่อจ่ายต่อ" ในหมวดหนี้สินชั่วคราว ไม่ใช่รายได้และรายจ่ายของบริษัท
ตัวอย่างการบันทึกบัญชี
สมมติผู้ป่วยจ่ายค่าปรึกษา 500 บาท แอปหักคอมมิชชั่น 25% (125 บาท) และโอนให้แพทย์ 375 บาท การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องคือ:
- เดบิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 500 บาท
- เครดิต รายได้ค่าคอมมิชชั่น 125 บาท
- เครดิต เจ้าหนี้แพทย์ (รอจ่าย) 375 บาท
เมื่อโอนเงินให้แพทย์จริง จึงบันทึกเดบิตเจ้าหนี้แพทย์ 375 บาท และเครดิตเงินฝากธนาคาร 375 บาท พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะแพทย์ก่อนโอนเงินจริง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใครเป็นผู้มีหน้าที่หัก
ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสัญญาระหว่างแอปกับแพทย์ หากแอปเป็นผู้รับเงินจากผู้ป่วยโดยตรงแล้วโอนส่วนแบ่งให้แพทย์ แอปมักมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่จ่ายให้แพทย์
(เสมือนเป็นผู้ว่าจ้าง)
แต่ถ้าสัญญาระบุว่าแอปเป็นเพียงผู้ให้บริการเก็บเงินแทน (Payment Facilitator) โดยแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบภาษีของตัวเองทั้งหมด ความรับผิดชอบอาจแตกต่างออกไป
จุดนี้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีให้ชัดเจนตามลักษณะสัญญาจริงของแต่ละแอป
เพราะการตีความผิดอาจทำให้แอปถูกประเมินภาษีย้อนหลังฐานะผู้มีหน้าที่หักแต่ไม่ได้หัก
ไม่ว่าจะกรณีใด แอปควรมีระบบออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แพทย์ทุกเดือนหากเป็นผู้มีหน้าที่หัก และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด. ที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 7
ของเดือนถัดไป
VAT ของค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม
ค่าคอมมิชชั่นที่แอปได้รับถือเป็นรายได้จากการให้บริการตัวกลาง ซึ่งเข้าข่าย บริการที่ต้องเสีย VAT 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) เมื่อรายได้ค่าคอมมิชชั่นสะสมเกิน 1.8
ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT
และออกใบกำกับภาษีให้แพทย์สำหรับค่าคอมมิชชั่นที่หักไป (ไม่ใช่ออกใบกำกับภาษีให้ผู้ป่วยสำหรับยอดเต็ม เพราะบริการทางการแพทย์ของแพทย์มักได้รับยกเว้น VAT)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของแอปปรึกษาแพทย์แบบคอมมิชชั่น
- บันทึกยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่ายเป็นรายได้ของบริษัท แล้วบันทึกเงินที่จ่ายให้แพทย์เป็นรายจ่าย ทำให้ทั้งรายได้และรายจ่ายพองตัวเกินจริง แม้กำไรสุทธิจะเท่าเดิมแต่ฐานคำนวณ VAT และภาษีธุรกิจอาจผิดเพี้ยน
- ไม่ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ระหว่างแอปกับแพทย์ ทำให้บางเดือนหัก บางเดือนไม่หัก ไม่สม่ำเสมอ
- ไม่แยกเงินที่ต้องส่งต่อให้แพทย์ออกจากกระแสเงินสดของบริษัท ทำให้ดูเหมือนบริษัทมีเงินสดมากกว่าความเป็นจริง เสี่ยงต่อการนำเงินไปใช้ผิดประเภท
- ลืมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แพทย์ที่รับงานไม่บ่อย ทำให้แพทย์บางรายไม่มีเอกสารไปยื่นภาษีปลายปี
ตารางเปรียบเทียบการรับรู้รายได้ 2 แบบ
| วิธีบันทึกบัญชี | รายได้ที่รับรู้ | ผลกระทบต่อ VAT | ความถูกต้อง |
|---|---|---|---|
| รับรู้ยอดเต็มเป็นรายได้ แล้วหักค่าแพทย์เป็นรายจ่าย | 500 บาท (ยอดเต็ม) | คำนวณ VAT จากฐานที่สูงเกินจริง | ไม่ถูกต้องตามหลักการรับรู้รายได้แบบตัวแทน |
| รับรู้เฉพาะค่าคอมมิชชั่นเป็นรายได้ | 125 บาท (คอมมิชชั่น) | คำนวณ VAT จากฐานที่ถูกต้องตามรายได้จริง | สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจตัวแทน |
ตัวอย่างสถานการณ์จริงเพื่อความเข้าใจ
สมมติแอป B มีแพทย์ในระบบ 150 คน แต่ละคนให้บริการเฉลี่ยเดือนละ 40 ครั้ง ค่าปรึกษาเฉลี่ยครั้งละ 400 บาท หักคอมมิชชั่น 20% แอปจะมีรายได้ค่าคอมมิชชั่นต่อเดือนประมาณ 480,000 บาท
(400 x 0.20 x 40 x 150) เมื่อคำนวณรายปีจะเกิน 1.8
ล้านบาทตั้งแต่เดือนที่ 4 ทำให้ต้องเตรียมจดทะเบียน VAT ล่วงหน้า ส่วนเงินอีก 320 บาทต่อครั้งที่ต้องโอนให้แพทย์แต่ละคน ต้องผ่านการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะและมีการออก 50 ทวิ
ให้ครบทุกเดือน
ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น ธุรกิจจริงควรคำนวณจากข้อมูลรายได้จริงของตนเอง
เอกสารที่ต้องเตรียมให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน
- รายงานสรุปยอดปรึกษาแยกตามแพทย์ พร้อมอัตราคอมมิชชั่นที่หัก
- สัญญาระหว่างแอปกับแพทย์ที่ระบุอัตราคอมมิชชั่นและหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจน
- รายงานเจ้าหนี้แพทย์คงค้าง (ยอดที่ยังไม่ได้โอน)
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แพทย์แต่ละราย
- Payout Report จาก Payment Gateway ที่แสดงยอดเต็มและคอมมิชชั่นแยกกัน
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
เจ้าของแอปปรึกษาแพทย์ที่ใช้โมเดลคอมมิชชั่นควรทำสัญญากับแพทย์ให้ระบุอัตราคอมมิชชั่นและหน้าที่ภาษีอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดภายหลัง
และควรวางระบบบัญชีแยกบัญชี "เงินรับฝากเพื่อจ่ายต่อ"
ออกจากบัญชีรายได้ของบริษัทอย่างเคร่งครัด หากไม่แน่ใจว่าใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในโครงสร้างสัญญาของตนเอง
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจแพลตฟอร์มก่อนขยายจำนวนแพทย์ในระบบ
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสะสมเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แอปปรึกษาแพทย์แบบคอมมิชชั่นควรบันทึกรายได้เท่าไหร่
ควรบันทึกเฉพาะส่วนค่าคอมมิชชั่นที่แอปได้รับเป็นรายได้ ส่วนเงินที่ต้องส่งต่อให้แพทย์ให้บันทึกเป็นเจ้าหนี้หรือเงินรับฝากเพื่อจ่ายต่อ
ไม่ใช่รับรู้ยอดเต็มที่ผู้ป่วยจ่ายเป็นรายได้ของบริษัท
ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าแพทย์ในโมเดลคอมมิชชั่น
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสัญญาระหว่างแอปกับแพทย์ หากแอปเป็นผู้จ่ายเงินให้แพทย์โดยตรงมักมีหน้าที่หัก แต่ควรตรวจสอบรายละเอียดสัญญากับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจนของแต่ละกรณี
ค่าคอมมิชชั่นของแอปต้องเสีย VAT หรือไม่
ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นรายได้จากการให้บริการตัวกลาง ต้องเสีย VAT เมื่อรายได้ส่วนนี้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าคอมมิชชั่นที่หักไป
หากบันทึกยอดเต็มเป็นรายได้ทั้งก้อนจะมีผลเสียอย่างไร
จะทำให้ฐานคำนวณ VAT และภาระภาษีธุรกิจของบริษัทสูงเกินจริง แม้กำไรสุทธิอาจเท่าเดิม แต่การรายงานตัวเลขที่ไม่ตรงกับลักษณะธุรกิจจริงอาจสร้างความเสี่ยงเมื่อสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
แพทย์ที่รับงานผ่านแอปไม่บ่อยยังต้องได้รับหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
ต้องได้รับเช่นเดียวกับแพทย์ที่รับงานประจำ เพราะเป็นเอกสารสำคัญที่แพทย์ต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเองในแต่ละปี ไม่ขึ้นอยู่กับความถี่ของการรับงาน
แอปควรแยกบัญชีเงินที่ต้องจ่ายให้แพทย์อย่างไร
ควรเปิดบัญชีธนาคารหรือบัญชีย่อยแยกสำหรับเงินที่รอจ่ายให้แพทย์ เพื่อไม่ให้ปะปนกับกระแสเงินสดของบริษัท และช่วยให้ตรวจสอบยอดเจ้าหนี้แพทย์คงค้างได้ง่ายในแต่ละรอบบัญชี
แอปขนาดเล็กที่มีแพทย์ไม่กี่คนต้องวางระบบบัญชีซับซ้อนแบบนี้ไหม
ควรวางระบบพื้นฐานให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น แม้จำนวนแพทย์จะน้อย เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตและจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น
การแก้ไขระบบบัญชีที่วางผิดตั้งแต่ต้นจะยากและมีต้นทุนสูงกว่าการวางให้ถูกตั้งแต่แรก
เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น