ร้านอาหารที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม Grab Food, LINE MAN หรือ foodpanda มักสับสนเรื่องการบันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่น VAT และการรับรู้รายได้ที่ถูกต้อง

บทความนี้อธิบายหลักการและตัวอย่างรายการบัญชีที่ใช้ได้จริง

สารบัญบทความ
  1. ธุรกิจร้านอาหารกับแพลตฟอร์ม Food Delivery
  2. โครงสร้างรายได้เมื่อขายผ่าน Food Delivery Platform
  3. การจัดการ VAT ในธุรกิจ Food Delivery
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับ Food Delivery Platform
  5. ตัวอย่างรายการบัญชีที่ถูกต้อง
  6. เอกสารที่ต้องจัดเก็บสำหรับธุรกิจ Food Delivery
  7. ข้อแนะนำสำหรับร้านอาหารที่เพิ่งเริ่มขายผ่านแพลตฟอร์ม
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ธุรกิจร้านอาหารกับแพลตฟอร์ม Food Delivery

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มส่งอาหารอย่าง Grab Food, LINE MAN Wongnai และ foodpanda กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ร้านอาหารไทยพึ่งพาในการหาลูกค้า

โดยเฉพาะหลังจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปนิยมสั่งอาหารผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม

การขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมและรายได้ที่ซับซ้อนกว่าการขายหน้าร้านทั่วไป ซึ่งทำให้เจ้าของร้านจำนวนมากสับสนในการทำบัญชีและจัดการภาษี

ค่าคอมมิชชั่นที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากร้านอาหารโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 20-35% ของยอดขาย ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงมากและต้องบันทึกบัญชีอย่างถูกต้องเพื่อให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริง

และเพื่อให้สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎของกรมสรรพากร

โครงสร้างรายได้เมื่อขายผ่าน Food Delivery Platform

ก่อนจะเข้าใจการทำบัญชี ต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้ก่อน เมื่อลูกค้าสั่งอาหาร 500 บาทผ่าน Grab Food กระบวนการที่เกิดขึ้น คือ ลูกค้าจ่ายเงิน 500 บาทให้กับแพลตฟอร์ม จากนั้น Grab

หักค่าคอมมิชชั่น 30% = 150 บาท และโอนเงินที่เหลือ 350

บาทให้ร้านอาหาร

คำถามสำคัญทางบัญชีคือ ร้านอาหารควรรับรู้รายได้เป็น 500 บาท หรือ 350 บาท? ตามหลักการบัญชีที่ถูกต้อง ร้านอาหารควรรับรู้รายได้เต็มจำนวน 500 บาท (Gross Revenue)

แล้วบันทึกค่าคอมมิชชั่น 150 บาทเป็นค่าใช้จ่าย

วิธีนี้ทำให้งบกำไรขาดทุนแสดงโครงสร้างต้นทุนได้ชัดเจนกว่าการบันทึกรายได้สุทธิเพียง 350 บาท

การจัดการ VAT ในธุรกิจ Food Delivery

ประเด็น VAT เป็นส่วนที่สร้างความสับสนมากที่สุดสำหรับร้านอาหารที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

ร้านอาหารที่จดทะเบียน VAT

ถ้าร้านอาหารจดทะเบียน VAT แล้ว (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีตามกรมสรรพากร) ต้องตรวจสอบกับแพลตฟอร์มว่าราคาที่แสดงในแอปนั้นเป็นราคา VAT รวมหรือยังไม่รวม เพราะจะส่งผลต่อการคำนวณ

VAT ที่ต้องส่งให้กรมสรรพากรผ่านแบบ ภพ.30 ทุกเดือน

ค่าคอมมิชชั่นและ Input VAT

แพลตฟอร์ม Food Delivery ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทยจะออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าคอมมิชชั่นที่เรียกเก็บจากร้านค้า ร้านอาหารที่จด VAT สามารถนำ VAT ในค่าคอมมิชชั่นนั้นมาหักเป็น

Input Tax เพื่อลดภาระ VAT ที่ต้องชำระได้

จึงต้องรวบรวมใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มให้ครบทุกเดือน

ตัวอย่างการคำนวณ VAT

รายการจำนวน (บาท)
ยอดขายอาหารผ่านแพลตฟอร์ม (รวม VAT)53,500
VAT ขาออก 7/107 x 53,5003,500
ค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม 30% ของ 50,00015,000
VAT ขาเข้าในค่าคอมมิชชั่น 7% x 15,0001,050
VAT ที่ต้องชำระ (ขาออก - ขาเข้า)2,450

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับ Food Delivery Platform

แพลตฟอร์ม Food Delivery ที่เป็นนิติบุคคลในไทย เมื่อจ่ายเงินให้ร้านค้า บางกรณีต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) อัตรา 3% ออกก่อน แล้วนำส่งกรมสรรพากรในนามของร้านค้า

ร้านค้าจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

เพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีในการยื่น ภ.ง.ด. ปลายปี รายละเอียดการหัก ณ ที่จ่ายอาจแตกต่างกันไปตามรูปแบบสัญญาของแต่ละแพลตฟอร์ม จึงควรตรวจสอบสัญญาให้ชัดเจน

ตัวอย่างรายการบัญชีที่ถูกต้อง

เมื่อได้รับเงินโอนจากแพลตฟอร์ม 35,000 บาท (จากยอดขาย 50,000 บาท หักค่าคอมมิชชั่น 15,000 บาท) รายการบัญชีที่ถูกต้องคือ

  • เดบิต เงินสด/ธนาคาร 35,000 บาท
  • เดบิต ค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม 15,000 บาท
  • เครดิต รายได้จากการขายอาหาร 50,000 บาท

และถ้ามี VAT ต้องบันทึกแยกต่างหากตามยอด VAT ขาออกและ VAT ขาเข้าที่เกี่ยวข้อง

เอกสารที่ต้องจัดเก็บสำหรับธุรกิจ Food Delivery

การจัดเก็บเอกสารที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชีที่ถูกต้อง สำหรับธุรกิจที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม ควรจัดเก็บ

  • รายงานยอดขายรายเดือนจากแพลตฟอร์ม (ดาวน์โหลดได้จากแอปหรือ Dashboard ของพาร์ทเนอร์)
  • ใบกำกับภาษีค่าคอมมิชชั่นจากแพลตฟอร์ม
  • หลักฐานการโอนเงินจากแพลตฟอร์มเข้าบัญชีธนาคาร
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)

เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีตามกฎหมายบัญชีและข้อกำหนดของกรมสรรพากร เพื่อรองรับการตรวจสอบในกรณีที่จำเป็น

ข้อแนะนำสำหรับร้านอาหารที่เพิ่งเริ่มขายผ่านแพลตฟอร์ม

สำหรับร้านอาหารที่เพิ่งเริ่มต้นขายผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจเงื่อนไขสัญญาและโครงสร้างค่าธรรมเนียมก่อน จากนั้นประเมินว่ารายได้คาดว่าจะเกินเกณฑ์ VAT

1.8 ล้านบาทหรือไม่

ถ้าใกล้เกณฑ์ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อเตรียมจดทะเบียน VAT ให้ถูกเวลา และวางระบบบัญชีที่สามารถแยกรายได้และค่าใช้จ่ายจากแต่ละแพลตฟอร์มได้ชัดเจน เพื่อให้ทราบว่าช่องทางไหนทำกำไรจริง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้านอาหารที่ขายผ่าน Grab Food ต้องรับรู้รายได้เต็มจำนวนหรือยอดสุทธิหลังหักค่าคอมมิชชั่น

ตามหลักการบัญชีที่ถูกต้อง ควรรับรู้รายได้เต็มจำนวน (Gross) แล้วบันทึกค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก เพื่อให้งบกำไรขาดทุนแสดงโครงสร้างต้นทุนได้ชัดเจน

ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้ Grab/LINE MAN นำมาหักภาษีได้ไหม

ได้ ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ โดยต้องมีใบกำกับภาษีหรือเอกสารจากแพลตฟอร์มเป็นหลักฐานประกอบ

ร้านอาหารที่ยังไม่ได้จด VAT ขายผ่านแพลตฟอร์มได้ไหม

ได้ ร้านอาหารที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่จำเป็นต้องจด VAT ยังขายผ่านแพลตฟอร์มได้ตามปกติ แต่ถ้าเข้าใกล้เกณฑ์ควรปรึกษานักบัญชีล่วงหน้าเพื่อวางแผน

VAT ในค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์มนำมาขอคืนหรือหักได้ไหม

ได้ ถ้าร้านอาหารจด VAT แล้ว VAT ที่จ่ายในค่าคอมมิชชั่น (Input Tax) สามารถนำมาหักออกจาก VAT ขาออกที่ต้องชำระได้ จึงต้องเก็บใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มทุกเดือน

ควรแยกบัญชีรายได้จากหน้าร้านและจากแพลตฟอร์มออกจากกันไหม

ควรอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นว่าช่องทางไหนทำกำไรมากกว่า และช่วยให้บริหารต้นทุนและกำหนดกลยุทธ์ราคาสำหรับแต่ละช่องทางได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น