อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากรับสินค้าฟรีจากแบรนด์แทนค่าจ้างรีวิว เช่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแพ็กเกจท่องเที่ยว

คำถามที่พบบ่อยคือสินค้าที่ได้รับแบบนี้ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่

บทความนี้อธิบายหลักการตีมูลค่าและบันทึกรายได้จากการรับสินค้าแทนค่าจ้าง (Barter) ให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. Barter คืออะไร ทำไมถึงเข้าข่ายเงินได้
  2. วิธีตีมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ได้รับ
  3. เอกสารที่ควรได้รับจากแบรนด์เมื่อทำ Barter
  4. กรณีที่ไม่ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี
  5. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. การวางแผนภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้แบบ Barter บ่อยครั้ง
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

Barter คืออะไร ทำไมถึงเข้าข่ายเงินได้

Barter ในบริบทของครีเอเตอร์เศรษฐกิจ หมายถึงการที่แบรนด์มอบสินค้าหรือบริการให้อินฟลูเอนเซอร์แทนการจ่ายเป็นเงินสด

เพื่อแลกกับการรีวิวหรือโปรโมตสินค้านั้นบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์ เช่น ได้รับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มูลค่า 30,000

บาทแทนค่าจ้างรีวิว หรือได้รับแพ็กเกจที่พักโรงแรม 3 คืนแทนค่าคอนเทนต์ ในทางภาษี ธุรกรรมลักษณะนี้ถือเป็น "เงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือให้บริการ"

ไม่ต่างจากการได้รับค่าจ้างเป็นเงินสด

เพียงแต่สิ่งที่ได้รับมาในรูปสินค้าหรือบริการแทนตัวเงิน กฎหมายภาษีเงินได้จึงกำหนดให้ต้องนำมูลค่าของสิ่งที่ได้รับมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกับเงินสด

วิธีตีมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ได้รับ

หลักการทั่วไปคือให้ใช้มูลค่าตลาดยุติธรรม (Fair Market Value) ของสินค้าหรือบริการนั้น ณ วันที่ได้รับ เป็นฐานในการคำนวณเงินได้ ไม่ใช่ราคาทุนที่แบรนด์จ่ายจริง เช่น

หากได้รับโทรศัพท์มือถือที่ราคาขายปลีกทั่วไปอยู่ที่ 30,000 บาท ต้องนำ 30,000

บาทมารวมเป็นเงินได้ แม้แบรนด์จะซื้อมาในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่านั้นก็ตาม กรณีที่มูลค่าตลาดไม่ชัดเจน เช่น แพ็กเกจท่องเที่ยวที่จัดทำขึ้นเฉพาะ

ควรใช้ราคาขายที่ใกล้เคียงที่สุดในตลาดหรือราคาที่ระบุในสัญญาความร่วมมือเป็นฐานอ้างอิง

และเก็บหลักฐานการประเมินมูลค่าไว้ประกอบการยื่นภาษี

เอกสารที่ควรได้รับจากแบรนด์เมื่อทำ Barter

อินฟลูเอนเซอร์ควรขอให้แบรนด์ระบุมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่มอบให้อย่างชัดเจนในสัญญาความร่วมมือหรือจดหมายยืนยัน (Confirmation Letter) เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกเงินได้

หากแบรนด์เป็นนิติบุคคลและมูลค่าสินค้าที่มอบให้เข้าเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แบรนด์อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากมูลค่าดังกล่าวเช่นเดียวกับการจ่ายเป็นเงินสด

แต่ในทางปฏิบัติกรณี Barter มักไม่มีเงินสดให้หักจริง

ทำให้หลายแบรนด์ไม่ได้ดำเนินการหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าตนเองต้องดำเนินการอย่างไรในกรณีนี้

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการยื่นภาษีไม่ครบถ้วนภายหลัง

ประเภทสิ่งที่ได้รับวิธีตีมูลค่าข้อควรระวัง
สินค้า (เช่น เครื่องสำอาง มือถือ)ราคาขายปลีกตลาดเก็บใบเสนอราคาหรือราคาขายอ้างอิง
บริการ/แพ็กเกจ (เช่น ที่พัก ทริป)ราคาขายที่ใกล้เคียงในตลาดขอเอกสารยืนยันมูลค่าจากแบรนด์
สินค้าที่ให้ทดลองแล้วคืนไม่ถือเป็นเงินได้ต้องมีหลักฐานว่าไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร

กรณีที่ไม่ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี

ไม่ใช่ทุกกรณีที่รับสินค้าจากแบรนด์จะถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีเสมอไป เช่น กรณีที่แบรนด์ส่งสินค้าให้ทดลองใช้ชั่วคราวเพื่อรีวิวแล้วต้องส่งคืน

โดยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้อินฟลูเอนเซอร์ถาวร

กรณีนี้ไม่ถือเป็นเงินได้เพราะไม่มีการโอนความเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่หากอินฟลูเอนเซอร์ได้ครอบครองสินค้านั้นเป็นของตนเองถาวรหลังทำคอนเทนต์เสร็จ

ก็ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมูลค่ามารวมคำนวณภาษี

ดังนั้นอินฟลูเอนเซอร์ควรตรวจสอบเงื่อนไขความร่วมมือกับแบรนด์แต่ละครั้งให้ชัดเจนว่าสินค้าที่ได้รับเป็นการให้ยืมชั่วคราวหรือให้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมติอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งได้รับเชิญให้รีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์หนึ่ง โดยไม่มีค่าจ้างเป็นเงินสด แต่ได้รับเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรมูลค่าขายปลีก 25,000

บาท ในกรณีนี้อินฟลูเอนเซอร์ต้องนำมูลค่า 25,000

บาทมารวมเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ได้รับสินค้า และคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าร่วมกับเงินได้อื่นที่มีในปีนั้น

หากในปีเดียวกันมีรายได้จากการรีวิวเป็นเงินสดจากแบรนด์อื่นด้วย ก็ต้องนำมารวมคำนวณพร้อมกันทั้งหมด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจว่าสินค้าที่ได้รับจากแบรนด์เป็น "ของขวัญ" ที่ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่จริงเป็นเงินได้จากการรับจ้างรีวิว
  • ไม่บันทึกมูลค่าสินค้าที่ได้รับตลอดปี ทำให้ยื่นภาษีขาดเงินได้ที่แท้จริงไปมาก
  • ไม่เก็บเอกสารยืนยันมูลค่าจากแบรนด์ ทำให้ประเมินมูลค่าย้อนหลังยากเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่แยกกรณีสินค้าที่ได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรกับสินค้าที่ต้องส่งคืนหลังรีวิว ทำให้บันทึกเงินได้ผิดพลาด
  • ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อมีรายได้ผสมทั้งเงินสดและสินค้าจากหลายแบรนด์ในปีเดียวกัน

การวางแผนภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้แบบ Barter บ่อยครั้ง

อินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานลักษณะ Barter เป็นประจำ ควรทำทะเบียนบันทึกสินค้าและบริการที่ได้รับตลอดปี พร้อมระบุวันที่ได้รับ ชื่อแบรนด์ และมูลค่าโดยประมาณ

เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมยื่นภาษีปลายปี

หากมีเงินได้รวมทั้งจากค่าจ้างเงินสดและมูลค่าสินค้าที่ได้รับในปริมาณมาก

ควรพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดายังเหมาะสมอยู่หรือควรจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเพื่อบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินความเหมาะสมตามรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

อินฟลูเอนเซอร์ควรขอเอกสารยืนยันมูลค่าสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ทุกครั้งที่ทำ Barter และบันทึกทะเบียนสินค้าที่ได้รับตลอดปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรวบรวมนำมาคำนวณภาษีเงินได้ให้ครบถ้วน

หากไม่แน่ใจวิธีตีมูลค่าหรือวิธีบันทึกบัญชีสำหรับรายได้ลักษณะนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนถึงกำหนดยื่นแบบประจำปี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รับสินค้าฟรีจากแบรนด์แทนค่าจ้างรีวิว ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีหรือไม่

ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ต้องนำมูลค่าตลาดยุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกับการรับค่าจ้างเป็นเงินสด

ควรตีมูลค่าสินค้าที่ได้รับจากการทำ Barter อย่างไร

ควรใช้มูลค่าตลาดยุติธรรม เช่น ราคาขายปลีกทั่วไปของสินค้านั้น ณ วันที่ได้รับ ไม่ใช่ราคาทุนที่แบรนด์จ่ายจริง และควรเก็บหลักฐานประกอบการประเมินมูลค่าไว้

สินค้าที่ได้รับมาให้ทดลองแล้วต้องส่งคืน ถือเป็นเงินได้หรือไม่

ไม่ถือเป็นเงินได้ เพราะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของตนเองถาวร แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นการให้ยืมชั่วคราวจริง ไม่ใช่ให้เป็นกรรมสิทธิ์

แบรนด์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากมูลค่าสินค้าที่มอบให้หรือไม่

ตามหลักการอาจเข้าข่ายต้องหัก แต่ในทางปฏิบัติมักไม่มีเงินสดให้หักจริง อินฟลูเอนเซอร์ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าตนเองต้องดำเนินการอย่างไรเพิ่มเติม

ควรบันทึกรายได้จาก Barter อย่างไรให้ครบถ้วน

ควรทำทะเบียนบันทึกสินค้าและบริการที่ได้รับตลอดปี ระบุวันที่ ชื่อแบรนด์ และมูลค่าโดยประมาณ เพื่อรวบรวมนำมาคำนวณภาษีเงินได้ปลายปีให้ครบถ้วน

มีรายได้ทั้งเงินสดและสินค้าจากหลายแบรนด์ในปีเดียวกัน ต้องคำนวณภาษีอย่างไร

ต้องนำเงินได้ทั้งสองประเภทมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าพร้อมกัน ไม่แยกคำนวณเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสด

รับ Barter บ่อยจนรายได้รวมสูง ควรเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลหรือไม่

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินตามรายได้และค่าใช้จ่ายจริง เพราะการจัดตั้งนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในบางกรณี

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน