อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากรับสินค้าฟรีจากแบรนด์แทนค่าจ้างรีวิว เช่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแพ็กเกจท่องเที่ยว
คำถามที่พบบ่อยคือสินค้าที่ได้รับแบบนี้ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่
บทความนี้อธิบายหลักการตีมูลค่าและบันทึกรายได้จากการรับสินค้าแทนค่าจ้าง (Barter) ให้ถูกต้อง
สารบัญบทความ
- Barter คืออะไร ทำไมถึงเข้าข่ายเงินได้
- วิธีตีมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ได้รับ
- เอกสารที่ควรได้รับจากแบรนด์เมื่อทำ Barter
- กรณีที่ไม่ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี
- ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- การวางแผนภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้แบบ Barter บ่อยครั้ง
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
Barter คืออะไร ทำไมถึงเข้าข่ายเงินได้
Barter ในบริบทของครีเอเตอร์เศรษฐกิจ หมายถึงการที่แบรนด์มอบสินค้าหรือบริการให้อินฟลูเอนเซอร์แทนการจ่ายเป็นเงินสด
เพื่อแลกกับการรีวิวหรือโปรโมตสินค้านั้นบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์ เช่น ได้รับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มูลค่า 30,000
บาทแทนค่าจ้างรีวิว หรือได้รับแพ็กเกจที่พักโรงแรม 3 คืนแทนค่าคอนเทนต์ ในทางภาษี ธุรกรรมลักษณะนี้ถือเป็น "เงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือให้บริการ"
ไม่ต่างจากการได้รับค่าจ้างเป็นเงินสด
เพียงแต่สิ่งที่ได้รับมาในรูปสินค้าหรือบริการแทนตัวเงิน กฎหมายภาษีเงินได้จึงกำหนดให้ต้องนำมูลค่าของสิ่งที่ได้รับมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกับเงินสด
วิธีตีมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ได้รับ
หลักการทั่วไปคือให้ใช้มูลค่าตลาดยุติธรรม (Fair Market Value) ของสินค้าหรือบริการนั้น ณ วันที่ได้รับ เป็นฐานในการคำนวณเงินได้ ไม่ใช่ราคาทุนที่แบรนด์จ่ายจริง เช่น
หากได้รับโทรศัพท์มือถือที่ราคาขายปลีกทั่วไปอยู่ที่ 30,000 บาท ต้องนำ 30,000
บาทมารวมเป็นเงินได้ แม้แบรนด์จะซื้อมาในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่านั้นก็ตาม กรณีที่มูลค่าตลาดไม่ชัดเจน เช่น แพ็กเกจท่องเที่ยวที่จัดทำขึ้นเฉพาะ
ควรใช้ราคาขายที่ใกล้เคียงที่สุดในตลาดหรือราคาที่ระบุในสัญญาความร่วมมือเป็นฐานอ้างอิง
และเก็บหลักฐานการประเมินมูลค่าไว้ประกอบการยื่นภาษี
เอกสารที่ควรได้รับจากแบรนด์เมื่อทำ Barter
อินฟลูเอนเซอร์ควรขอให้แบรนด์ระบุมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่มอบให้อย่างชัดเจนในสัญญาความร่วมมือหรือจดหมายยืนยัน (Confirmation Letter) เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกเงินได้
หากแบรนด์เป็นนิติบุคคลและมูลค่าสินค้าที่มอบให้เข้าเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แบรนด์อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากมูลค่าดังกล่าวเช่นเดียวกับการจ่ายเป็นเงินสด
แต่ในทางปฏิบัติกรณี Barter มักไม่มีเงินสดให้หักจริง
ทำให้หลายแบรนด์ไม่ได้ดำเนินการหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าตนเองต้องดำเนินการอย่างไรในกรณีนี้
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการยื่นภาษีไม่ครบถ้วนภายหลัง
| ประเภทสิ่งที่ได้รับ | วิธีตีมูลค่า | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| สินค้า (เช่น เครื่องสำอาง มือถือ) | ราคาขายปลีกตลาด | เก็บใบเสนอราคาหรือราคาขายอ้างอิง |
| บริการ/แพ็กเกจ (เช่น ที่พัก ทริป) | ราคาขายที่ใกล้เคียงในตลาด | ขอเอกสารยืนยันมูลค่าจากแบรนด์ |
| สินค้าที่ให้ทดลองแล้วคืน | ไม่ถือเป็นเงินได้ | ต้องมีหลักฐานว่าไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร |
กรณีที่ไม่ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี
ไม่ใช่ทุกกรณีที่รับสินค้าจากแบรนด์จะถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีเสมอไป เช่น กรณีที่แบรนด์ส่งสินค้าให้ทดลองใช้ชั่วคราวเพื่อรีวิวแล้วต้องส่งคืน
โดยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้อินฟลูเอนเซอร์ถาวร
กรณีนี้ไม่ถือเป็นเงินได้เพราะไม่มีการโอนความเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่หากอินฟลูเอนเซอร์ได้ครอบครองสินค้านั้นเป็นของตนเองถาวรหลังทำคอนเทนต์เสร็จ
ก็ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมูลค่ามารวมคำนวณภาษี
ดังนั้นอินฟลูเอนเซอร์ควรตรวจสอบเงื่อนไขความร่วมมือกับแบรนด์แต่ละครั้งให้ชัดเจนว่าสินค้าที่ได้รับเป็นการให้ยืมชั่วคราวหรือให้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร
ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
สมมติอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งได้รับเชิญให้รีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์หนึ่ง โดยไม่มีค่าจ้างเป็นเงินสด แต่ได้รับเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรมูลค่าขายปลีก 25,000
บาท ในกรณีนี้อินฟลูเอนเซอร์ต้องนำมูลค่า 25,000
บาทมารวมเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ได้รับสินค้า และคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าร่วมกับเงินได้อื่นที่มีในปีนั้น
หากในปีเดียวกันมีรายได้จากการรีวิวเป็นเงินสดจากแบรนด์อื่นด้วย ก็ต้องนำมารวมคำนวณพร้อมกันทั้งหมด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าสินค้าที่ได้รับจากแบรนด์เป็น "ของขวัญ" ที่ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่จริงเป็นเงินได้จากการรับจ้างรีวิว
- ไม่บันทึกมูลค่าสินค้าที่ได้รับตลอดปี ทำให้ยื่นภาษีขาดเงินได้ที่แท้จริงไปมาก
- ไม่เก็บเอกสารยืนยันมูลค่าจากแบรนด์ ทำให้ประเมินมูลค่าย้อนหลังยากเมื่อถูกตรวจสอบ
- ไม่แยกกรณีสินค้าที่ได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรกับสินค้าที่ต้องส่งคืนหลังรีวิว ทำให้บันทึกเงินได้ผิดพลาด
- ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อมีรายได้ผสมทั้งเงินสดและสินค้าจากหลายแบรนด์ในปีเดียวกัน
การวางแผนภาษีสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้แบบ Barter บ่อยครั้ง
อินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานลักษณะ Barter เป็นประจำ ควรทำทะเบียนบันทึกสินค้าและบริการที่ได้รับตลอดปี พร้อมระบุวันที่ได้รับ ชื่อแบรนด์ และมูลค่าโดยประมาณ
เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมยื่นภาษีปลายปี
หากมีเงินได้รวมทั้งจากค่าจ้างเงินสดและมูลค่าสินค้าที่ได้รับในปริมาณมาก
ควรพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดายังเหมาะสมอยู่หรือควรจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเพื่อบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินความเหมาะสมตามรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคน
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
อินฟลูเอนเซอร์ควรขอเอกสารยืนยันมูลค่าสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ทุกครั้งที่ทำ Barter และบันทึกทะเบียนสินค้าที่ได้รับตลอดปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรวบรวมนำมาคำนวณภาษีเงินได้ให้ครบถ้วน
หากไม่แน่ใจวิธีตีมูลค่าหรือวิธีบันทึกบัญชีสำหรับรายได้ลักษณะนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนถึงกำหนดยื่นแบบประจำปี
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รับสินค้าฟรีจากแบรนด์แทนค่าจ้างรีวิว ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีหรือไม่
ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ต้องนำมูลค่าตลาดยุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกับการรับค่าจ้างเป็นเงินสด
ควรตีมูลค่าสินค้าที่ได้รับจากการทำ Barter อย่างไร
ควรใช้มูลค่าตลาดยุติธรรม เช่น ราคาขายปลีกทั่วไปของสินค้านั้น ณ วันที่ได้รับ ไม่ใช่ราคาทุนที่แบรนด์จ่ายจริง และควรเก็บหลักฐานประกอบการประเมินมูลค่าไว้
สินค้าที่ได้รับมาให้ทดลองแล้วต้องส่งคืน ถือเป็นเงินได้หรือไม่
ไม่ถือเป็นเงินได้ เพราะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของตนเองถาวร แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นการให้ยืมชั่วคราวจริง ไม่ใช่ให้เป็นกรรมสิทธิ์
แบรนด์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากมูลค่าสินค้าที่มอบให้หรือไม่
ตามหลักการอาจเข้าข่ายต้องหัก แต่ในทางปฏิบัติมักไม่มีเงินสดให้หักจริง อินฟลูเอนเซอร์ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าตนเองต้องดำเนินการอย่างไรเพิ่มเติม
ควรบันทึกรายได้จาก Barter อย่างไรให้ครบถ้วน
ควรทำทะเบียนบันทึกสินค้าและบริการที่ได้รับตลอดปี ระบุวันที่ ชื่อแบรนด์ และมูลค่าโดยประมาณ เพื่อรวบรวมนำมาคำนวณภาษีเงินได้ปลายปีให้ครบถ้วน
มีรายได้ทั้งเงินสดและสินค้าจากหลายแบรนด์ในปีเดียวกัน ต้องคำนวณภาษีอย่างไร
ต้องนำเงินได้ทั้งสองประเภทมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าพร้อมกัน ไม่แยกคำนวณเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสด
รับ Barter บ่อยจนรายได้รวมสูง ควรเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลหรือไม่
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินตามรายได้และค่าใช้จ่ายจริง เพราะการจัดตั้งนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในบางกรณี
ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน