รายได้จาก sponsored content อาจมาในรูปเงินสด สินค้า บัตรกำนัล หรือแพ็กเกจบริการ หากไม่แยก campaign และเอกสารให้ดี ตอนยื่นภาษีหรือปิดบัญชีจะไม่รู้ว่างานใดรับเงินแล้ว งานใดค้างรับ และงานใดมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายรอเครดิต
สรุปประเด็นที่ควรรู้
- ชื่อ campaign
- สัญญาจ้าง
- รายได้ตาม campaign
แยกรายได้ตาม campaign และผู้ว่าจ้าง
ควรทำทะเบียน campaign ระบุแบรนด์ ผู้ว่าจ้าง ช่องทางโพสต์ วันที่ส่งมอบ ค่าจ้าง และเงื่อนไขการจ่ายเงิน เพื่อให้บัญชีบันทึกทั้งรายได้และลูกหนี้ได้ตรงงวด
ข้อมูลตั้งต้นที่ต้องแยกให้ชัดคือ ชื่อ campaign, ผู้ว่าจ้าง, วันส่งมอบ, ค่าจ้าง, สถานะรับเงิน เพราะรายได้ออนไลน์มักมาจากหลายระบบและแต่ละระบบมีรอบจ่าย เอกสาร และภาษีไม่เหมือนกัน
- ชื่อ campaign
- ผู้ว่าจ้าง
- วันส่งมอบ
- ค่าจ้าง
- สถานะรับเงิน
ตรวจสัญญา ใบหัก ณ ที่จ่าย และหลักฐานรับเงิน
งานรีวิวที่จ่ายโดยบริษัทมักมีเอกสารหัก ณ ที่จ่ายหรือเอกสารจ่ายเงินที่ต้องเก็บไว้ หากเอกสารหายจะกระทบการเครดิตภาษีและการยืนยันรายได้
เอกสารที่ควรเก็บทุกเดือนคือ สัญญาจ้าง, brief campaign, หลักฐานโพสต์, ใบหัก ณ ที่จ่าย, หลักฐานรับเงิน เพื่อให้กระทบยอดกับ bank statement, รายงานแพลตฟอร์ม, VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้
- สัญญาจ้าง
- brief campaign
- หลักฐานโพสต์
- ใบหัก ณ ที่จ่าย
- หลักฐานรับเงิน
แยกต้นทุนที่เกี่ยวกับงานรีวิว
ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทาง ค่าเช่าสตูดิโอ ทีมถ่ายทำ หรือค่าแต่งหน้า ควรผูกกับ campaign เพื่อดูว่างานที่ดูยอดสูงมีกำไรจริงเท่าไร
รายงานที่เจ้าของกิจการควรดูคือ รายได้ตาม campaign, ลูกหนี้ค้างรับ, ภาษีถูกหักไว้, ต้นทุนผลิตคอนเทนต์, กำไรต่อ campaign เพื่อรู้ว่าช่องทางใดทำเงินจริง ช่องทางใดมีค่าธรรมเนียมสูง และรายการใดต้องตามเอกสารก่อนปิดบัญชี
- รายได้ตาม campaign
- ลูกหนี้ค้างรับ
- ภาษีถูกหักไว้
- ต้นทุนผลิตคอนเทนต์
- กำไรต่อ campaign
ตารางเกณฑ์การหักภาษีและการลงบัญชีสำหรับรายได้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Income Tax & Accounting Matrix)
เปรียบเทียบภาระภาษี WHT และหลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประเภทรายได้:
| ประเภทงานสปอนเซอร์ | รูปแบบการหัก ณ ที่จ่าย (WHT) | เกณฑ์การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | หลักฐานประกอบบัญชีที่ต้องออก/จัดเก็บ |
|---|---|---|---|
| ค่ารีวิวสินค้า (บุคคลธรรมดา) | หัก ณ ที่จ่าย 3% ตามมาตรา 40(8) จ้างทำของ | หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT | หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ), สำเนาบัตรประชาชน |
| ค่าโฆษณา/ประชาสัมพันธ์ (นิติบุคคล) | หัก ณ ที่จ่าย 2% (ค่าโฆษณา) หรือ 3% (ค่าบริการ) | ต้องออกใบกำกับภาษีขาย คิด VAT 7% ส่งลูกค้า | ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน, หนังสือรับรองนิติบุคคลคู่ค้า |
| ค่าสปอนเซอร์แบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter) | หัก ณ ที่จ่ายตามมูลค่าตลาดของสินค้าที่ได้รับแลก | ต้องรับรู้ภาษีขายและภาษีซื้อบนมูลค่าตลาดที่ตกลงกัน | ใบส่งของ/ใบกำกับภาษีแลกเปลี่ยนบริการ, สัญญาร่วมงาน |
| ค่าลิขสิทธิ์ภาพถ่าย/วิดีโอ (Royalty) | หัก ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 40(3) ค่าสิทธิ | ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตามหลักเกณฑ์การให้บริการสิทธิ) | สัญญาให้สิทธิ์ใช้งานลิขสิทธิ์, บิลเงินสด/ใบเสร็จรับเงิน |
เช็กลิสต์นำไปใช้ในเดือนนี้
สิ่งที่ควรทำทันที
- ทำทะเบียน campaign
- เก็บ brief และสัญญา
- ตรวจเอกสารหัก ณ ที่จ่าย
- ผูกต้นทุนกับงาน
- กระทบยอดเงินเข้าธนาคาร
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร
- ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing กรมสรรพากร
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ระบบ DBD e-Filing
- สำนักงานประกันสังคม
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการ SME การบันทึกบัญชีและภาษีของแต่ละกิจการควรพิจารณาจากเอกสารจริง สัญญา และข้อเท็จจริงของรายการ หากมีรายการเฉพาะ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รับสินค้าแทนเงินต้องบันทึกรายได้ไหม
ต้องดูข้อเท็จจริงและมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ควรมองว่าไม่มีรายได้เพียงเพราะไม่ได้รับเป็นเงินสด
Influencer ต้องจด VAT ไหม
ต้องดูรายได้และลักษณะกิจการตามเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบัน หากรายได้ใกล้เกณฑ์ควรให้บัญชีตรวจล่วงหน้า
ควรส่งอะไรให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน
ควรส่งรายงานยอดขายจากแพลตฟอร์ม รายงาน payout ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จ เอกสารหัก ณ ที่จ่าย สัญญา campaign และ bank statement ของเดือนนั้น