คลินิกความงามที่จ่ายค่าคอมมิชชันให้อินฟลูเอนเซอร์หรือแอฟฟิลิเอตต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะถือเป็นเงินได้จากการให้บริการหรือค่านายหน้าตามประมวลรัษฎากร ไม่ใช่รายจ่ายที่จ่ายแล้วจบ
สารบัญบทความ
- ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์คือเงินได้ประเภทใด
- อินฟลูเอนเซอร์แบบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
- กรณีอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ
- ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าคอมมิชชัน
- เอกสารที่คลินิกควรจัดเก็บ
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัวอย่างสถานการณ์จริง
- การวางระบบก่อนเริ่มโปรแกรมอินฟลูเอนเซอร์
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เป็นช่องทางยอดนิยมของคลินิกความงามในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าคอมมิชชันตามยอดขายที่อินฟลูเอนเซอร์ช่วยพาลูกค้ามา (Affiliate Commission)
หรือค่าจ้างรีวิวแบบตายตัว
คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าเงินที่จ่ายออกไปนั้นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ และหักในอัตราเท่าใด ซึ่งเป็นประเด็นที่คลินิกความงามจำนวนมากมองข้ามหรือเข้าใจผิด
ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์คือเงินได้ประเภทใด
โดยหลักการทั่วไป เงินที่คลินิกจ่ายให้อินฟลูเอนเซอร์หรือแอฟฟิลิเอตเพื่อแลกกับการโปรโมทหรือช่วยขายสินค้า/บริการ มักถูกจัดเป็นเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้หรือค่าบริการ
ซึ่งตามประมวลรัษฎากรมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายเมื่อจ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่พนักงานของคลินิก โดยอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ตกลงกัน เช่น เป็นค่าจ้างทำของ
ค่าบริการโฆษณา หรือค่านายหน้า ซึ่งแต่ละประเภทมีอัตราที่แตกต่างกัน
คลินิกจึงควรตรวจสอบลักษณะสัญญาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันอัตราที่ถูกต้องก่อนจ่ายเงินจริง
อินฟลูเอนเซอร์แบบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ อินฟลูเอนเซอร์ที่คลินิกจ่ายค่าคอมมิชชันให้เป็นบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (เช่น มีบริษัทหรือดำเนินธุรกิจในนามห้างหุ้นส่วน)
เพราะมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่ายและเอกสารที่ต้องขอจากอินฟลูเอนเซอร์
- กรณีบุคคลธรรมดา: คลินิกต้องขอสำเนาบัตรประชาชนเพื่อออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 นำส่งภาษีที่หักไว้
- กรณีนิติบุคคล: คลินิกต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทอินฟลูเอนเซอร์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 แทน
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล คลินิกยังคงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกัน เพียงแต่แบบฟอร์มที่ใช้ยื่นนำส่งภาษีต่างกัน
กรณีอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ
คลินิกความงามบางแห่งร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติหรืออินฟลูเอนเซอร์ไทยที่พำนักอยู่ต่างประเทศ กรณีนี้มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น
เพราะต้องพิจารณาว่าเงินได้ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ และมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement)
ระหว่างไทยกับประเทศนั้นหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่แตกต่างจากกรณีทั่วไป ประเด็นนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศโดยเฉพาะ
เพราะมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าคอมมิชชัน
หากอินฟลูเอนเซอร์หรือแอฟฟิลิเอตที่รับค่าคอมมิชชันมีรายได้เกินเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) และจดทะเบียน VAT แล้ว
จะต้องออกใบกำกับภาษีให้คลินิกและเรียกเก็บ VAT เพิ่มจากค่าคอมมิชชัน คลินิกที่จดทะเบียน
VAT อยู่แล้วสามารถนำ VAT ส่วนนี้ไปเครดิตภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์ปกติ แต่หากอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT เพิ่ม คลินิกจึงควรสอบถามสถานะ VAT
ของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละรายก่อนทำสัญญาและจ่ายเงิน
เอกสารที่คลินิกควรจัดเก็บ
เพื่อให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายและบันทึกบัญชีถูกต้อง คลินิกควรจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ให้ครบถ้วนสำหรับอินฟลูเอนเซอร์แต่ละราย
- สัญญาหรือข้อตกลงการเป็นแอฟฟิลิเอต/อินฟลูเอนเซอร์ ระบุอัตราค่าคอมมิชชันและเงื่อนไขชัดเจน
- สำเนาบัตรประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือหนังสือรับรองบริษัท (นิติบุคคล)
- หลักฐานยอดขายที่ใช้คำนวณค่าคอมมิชชัน เช่น รายงานจากระบบติดตามลิงก์ (Affiliate Tracking)
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้ทุกครั้งที่จ่ายเงิน
- ใบกำกับภาษี (หากอินฟลูเอนเซอร์จดทะเบียน VAT)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- จ่ายค่าคอมมิชชันเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะเข้าใจผิดว่าเป็น "ค่าโฆษณา" ที่ไม่ต้องหัก ทั้งที่ตามกฎหมายต้องหักตามประเภทเงินได้จริง
- ไม่ขอสำเนาบัตรประชาชนหรือข้อมูลผู้เสียภาษีจากอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ได้
- ไม่แยกแยะว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทำให้ยื่นแบบภาษีผิดประเภท
- จ่ายเงินผ่านช่องทางส่วนตัวโดยไม่มีสัญญาหรือหลักฐานยอดขายรองรับ ทำให้พิสูจน์รายจ่ายไม่ได้เมื่อถูกตรวจสอบภาษี
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
คลินิกความงามแห่งหนึ่งทำโปรแกรมแอฟฟิลิเอตให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมทแพ็กเกจทรีตเมนต์ผ่านลิงก์ติดตามยอดขาย
เมื่อสิ้นเดือนอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งทำยอดขายได้และมีสิทธิรับค่าคอมมิชชัน 20,000 บาท
คลินิกได้ขอสำเนาบัตรประชาชนของอินฟลูเอนเซอร์ไว้ล่วงหน้า และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ก่อนโอนเงินส่วนที่เหลือให้อินฟลูเอนเซอร์
พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3
นำส่งภาษีที่หักไว้ภายในกำหนดเวลา ทำให้คลินิกไม่มีความเสี่ยงเรื่องภาษีย้อนหลัง
การวางระบบก่อนเริ่มโปรแกรมอินฟลูเอนเซอร์
ก่อนเริ่มโปรแกรมการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในวงกว้าง คลินิกควรวางระบบเก็บข้อมูลผู้เสียภาษีของอินฟลูเอนเซอร์ทุกรายตั้งแต่ขั้นตอนสมัครเข้าร่วมโปรแกรม
กำหนดเงื่อนไขในสัญญาให้ชัดเจนว่าค่าคอมมิชชันที่จ่ายเป็นยอดก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือหลังหัก
เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดกับอินฟลูเอนเซอร์ และควรใช้ระบบติดตามยอดขายที่บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อให้มีหลักฐานยืนยันยอดคอมมิชชันที่ตรวจสอบได้เมื่อถูกสอบถามจากกรมสรรพากร
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
คลินิกความงามที่ทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ควรกำหนดนโยบายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะขอเอกสารอะไรจากอินฟลูเอนเซอร์ก่อนจ่ายเงิน หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราใด
และเก็บหลักฐานยอดขายอย่างเป็นระบบ พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันอัตราหัก ณ
ที่จ่ายที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาแต่ละแบบ เพื่อป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทั้งคลินิกและอินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมงานด้วย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์คือเงินได้ประเภทใด | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| อินฟลูเอนเซอร์แบบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| กรณีอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คลินิกจ่ายค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?
ต้องหัก เพราะเงินที่จ่ายให้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อแลกกับการโปรโมทหรือช่วยขายถือเป็นเงินได้จากการให้บริการตามประมวลรัษฎากร
อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตามลักษณะสัญญา
อินฟลูเอนเซอร์เป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลต่างกันอย่างไรในการหักภาษี?
ทั้งสองกรณีต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกัน แต่แบบฟอร์มยื่นนำส่งภาษีต่างกัน บุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.53
ถ้าอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ ต้องหักภาษีอย่างไร?
ต้องพิจารณาว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลต่ออัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเป็นรายกรณี
ต้องขอเอกสารอะไรจากอินฟลูเอนเซอร์ก่อนจ่ายค่าคอมมิชชัน?
ควรขอสำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือรับรองบริษัท สัญญาหรือข้อตกลงระบุอัตราค่าคอมมิชชัน และหลักฐานยอดขายที่ใช้คำนวณ เพื่อออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง
ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์ต้องมี VAT ไหม?
หากอินฟลูเอนเซอร์จดทะเบียน VAT อยู่แล้วต้องเรียกเก็บ VAT เพิ่มและออกใบกำกับภาษี แต่หากไม่ได้จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเรียกเก็บ ควรสอบถามสถานะ VAT ของอินฟลูเอนเซอร์ก่อนทำสัญญา
ถ้าไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าคอมมิชชัน จะมีความเสี่ยงอะไร?
คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินอาจต้องรับผิดชอบนำส่งภาษีที่ควรหักไว้พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ และอาจถูกตรวจสอบย้อนหลังหากไม่มีเอกสารรองรับรายจ่ายที่ชัดเจน
ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้