คลินิกความงามที่จ่ายค่าคอมมิชชันให้อินฟลูเอนเซอร์หรือแอฟฟิลิเอตต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะถือเป็นเงินได้จากการให้บริการหรือค่านายหน้าตามประมวลรัษฎากร ไม่ใช่รายจ่ายที่จ่ายแล้วจบ

สารบัญบทความ
  1. ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์คือเงินได้ประเภทใด
  2. อินฟลูเอนเซอร์แบบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
  3. กรณีอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าคอมมิชชัน
  5. เอกสารที่คลินิกควรจัดเก็บ
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. การวางระบบก่อนเริ่มโปรแกรมอินฟลูเอนเซอร์
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  11. ตารางนำบทความไปใช้

การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เป็นช่องทางยอดนิยมของคลินิกความงามในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าคอมมิชชันตามยอดขายที่อินฟลูเอนเซอร์ช่วยพาลูกค้ามา (Affiliate Commission)

หรือค่าจ้างรีวิวแบบตายตัว

คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าเงินที่จ่ายออกไปนั้นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ และหักในอัตราเท่าใด ซึ่งเป็นประเด็นที่คลินิกความงามจำนวนมากมองข้ามหรือเข้าใจผิด

ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์คือเงินได้ประเภทใด

โดยหลักการทั่วไป เงินที่คลินิกจ่ายให้อินฟลูเอนเซอร์หรือแอฟฟิลิเอตเพื่อแลกกับการโปรโมทหรือช่วยขายสินค้า/บริการ มักถูกจัดเป็นเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้หรือค่าบริการ

ซึ่งตามประมวลรัษฎากรมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายเมื่อจ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่พนักงานของคลินิก โดยอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ตกลงกัน เช่น เป็นค่าจ้างทำของ

ค่าบริการโฆษณา หรือค่านายหน้า ซึ่งแต่ละประเภทมีอัตราที่แตกต่างกัน

คลินิกจึงควรตรวจสอบลักษณะสัญญาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันอัตราที่ถูกต้องก่อนจ่ายเงินจริง

อินฟลูเอนเซอร์แบบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล

ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ อินฟลูเอนเซอร์ที่คลินิกจ่ายค่าคอมมิชชันให้เป็นบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (เช่น มีบริษัทหรือดำเนินธุรกิจในนามห้างหุ้นส่วน)

เพราะมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่ายและเอกสารที่ต้องขอจากอินฟลูเอนเซอร์

  • กรณีบุคคลธรรมดา: คลินิกต้องขอสำเนาบัตรประชาชนเพื่อออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 นำส่งภาษีที่หักไว้
  • กรณีนิติบุคคล: คลินิกต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทอินฟลูเอนเซอร์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 แทน

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล คลินิกยังคงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกัน เพียงแต่แบบฟอร์มที่ใช้ยื่นนำส่งภาษีต่างกัน

กรณีอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ

คลินิกความงามบางแห่งร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติหรืออินฟลูเอนเซอร์ไทยที่พำนักอยู่ต่างประเทศ กรณีนี้มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น

เพราะต้องพิจารณาว่าเงินได้ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ และมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement)

ระหว่างไทยกับประเทศนั้นหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่แตกต่างจากกรณีทั่วไป ประเด็นนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศโดยเฉพาะ

เพราะมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าคอมมิชชัน

หากอินฟลูเอนเซอร์หรือแอฟฟิลิเอตที่รับค่าคอมมิชชันมีรายได้เกินเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) และจดทะเบียน VAT แล้ว

จะต้องออกใบกำกับภาษีให้คลินิกและเรียกเก็บ VAT เพิ่มจากค่าคอมมิชชัน คลินิกที่จดทะเบียน

VAT อยู่แล้วสามารถนำ VAT ส่วนนี้ไปเครดิตภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์ปกติ แต่หากอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT เพิ่ม คลินิกจึงควรสอบถามสถานะ VAT

ของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละรายก่อนทำสัญญาและจ่ายเงิน

เอกสารที่คลินิกควรจัดเก็บ

เพื่อให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายและบันทึกบัญชีถูกต้อง คลินิกควรจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ให้ครบถ้วนสำหรับอินฟลูเอนเซอร์แต่ละราย

  • สัญญาหรือข้อตกลงการเป็นแอฟฟิลิเอต/อินฟลูเอนเซอร์ ระบุอัตราค่าคอมมิชชันและเงื่อนไขชัดเจน
  • สำเนาบัตรประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือหนังสือรับรองบริษัท (นิติบุคคล)
  • หลักฐานยอดขายที่ใช้คำนวณค่าคอมมิชชัน เช่น รายงานจากระบบติดตามลิงก์ (Affiliate Tracking)
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้ทุกครั้งที่จ่ายเงิน
  • ใบกำกับภาษี (หากอินฟลูเอนเซอร์จดทะเบียน VAT)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • จ่ายค่าคอมมิชชันเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะเข้าใจผิดว่าเป็น "ค่าโฆษณา" ที่ไม่ต้องหัก ทั้งที่ตามกฎหมายต้องหักตามประเภทเงินได้จริง
  • ไม่ขอสำเนาบัตรประชาชนหรือข้อมูลผู้เสียภาษีจากอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ได้
  • ไม่แยกแยะว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทำให้ยื่นแบบภาษีผิดประเภท
  • จ่ายเงินผ่านช่องทางส่วนตัวโดยไม่มีสัญญาหรือหลักฐานยอดขายรองรับ ทำให้พิสูจน์รายจ่ายไม่ได้เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

คลินิกความงามแห่งหนึ่งทำโปรแกรมแอฟฟิลิเอตให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมทแพ็กเกจทรีตเมนต์ผ่านลิงก์ติดตามยอดขาย

เมื่อสิ้นเดือนอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งทำยอดขายได้และมีสิทธิรับค่าคอมมิชชัน 20,000 บาท

คลินิกได้ขอสำเนาบัตรประชาชนของอินฟลูเอนเซอร์ไว้ล่วงหน้า และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ก่อนโอนเงินส่วนที่เหลือให้อินฟลูเอนเซอร์

พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3

นำส่งภาษีที่หักไว้ภายในกำหนดเวลา ทำให้คลินิกไม่มีความเสี่ยงเรื่องภาษีย้อนหลัง

การวางระบบก่อนเริ่มโปรแกรมอินฟลูเอนเซอร์

ก่อนเริ่มโปรแกรมการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในวงกว้าง คลินิกควรวางระบบเก็บข้อมูลผู้เสียภาษีของอินฟลูเอนเซอร์ทุกรายตั้งแต่ขั้นตอนสมัครเข้าร่วมโปรแกรม

กำหนดเงื่อนไขในสัญญาให้ชัดเจนว่าค่าคอมมิชชันที่จ่ายเป็นยอดก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือหลังหัก

เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดกับอินฟลูเอนเซอร์ และควรใช้ระบบติดตามยอดขายที่บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อให้มีหลักฐานยืนยันยอดคอมมิชชันที่ตรวจสอบได้เมื่อถูกสอบถามจากกรมสรรพากร

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

คลินิกความงามที่ทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ควรกำหนดนโยบายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะขอเอกสารอะไรจากอินฟลูเอนเซอร์ก่อนจ่ายเงิน หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราใด

และเก็บหลักฐานยอดขายอย่างเป็นระบบ พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาแต่ละแบบ เพื่อป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทั้งคลินิกและอินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมงานด้วย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์คือเงินได้ประเภทใดตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
อินฟลูเอนเซอร์แบบบุคคลธรรมดา vs นิติบุคคลตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
กรณีอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คลินิกจ่ายค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?

ต้องหัก เพราะเงินที่จ่ายให้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อแลกกับการโปรโมทหรือช่วยขายถือเป็นเงินได้จากการให้บริการตามประมวลรัษฎากร

อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตามลักษณะสัญญา

อินฟลูเอนเซอร์เป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลต่างกันอย่างไรในการหักภาษี?

ทั้งสองกรณีต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกัน แต่แบบฟอร์มยื่นนำส่งภาษีต่างกัน บุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.53

ถ้าอินฟลูเอนเซอร์อยู่ต่างประเทศ ต้องหักภาษีอย่างไร?

ต้องพิจารณาว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลต่ออัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเป็นรายกรณี

ต้องขอเอกสารอะไรจากอินฟลูเอนเซอร์ก่อนจ่ายค่าคอมมิชชัน?

ควรขอสำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือรับรองบริษัท สัญญาหรือข้อตกลงระบุอัตราค่าคอมมิชชัน และหลักฐานยอดขายที่ใช้คำนวณ เพื่อออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง

ค่าคอมมิชชันอินฟลูเอนเซอร์ต้องมี VAT ไหม?

หากอินฟลูเอนเซอร์จดทะเบียน VAT อยู่แล้วต้องเรียกเก็บ VAT เพิ่มและออกใบกำกับภาษี แต่หากไม่ได้จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเรียกเก็บ ควรสอบถามสถานะ VAT ของอินฟลูเอนเซอร์ก่อนทำสัญญา

ถ้าไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าคอมมิชชัน จะมีความเสี่ยงอะไร?

คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินอาจต้องรับผิดชอบนำส่งภาษีที่ควรหักไว้พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ และอาจถูกตรวจสอบย้อนหลังหากไม่มีเอกสารรองรับรายจ่ายที่ชัดเจน

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้