พนักงานต่างชาติที่ทำงานในไทยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่เกิดจากงานในประเทศไทย โดยหลักเกณฑ์การคำนวณจะขึ้นอยู่กับว่าพนักงานอยู่ในไทยครบ 180 วันในปีภาษีหรือไม่

ซึ่งกำหนดสิทธิ์ลดหย่อนและวิธีคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน

สารบัญบทความ
  1. หลักการพื้นฐาน: ภาษีเงินได้ของพนักงานต่างชาติในไทย
  2. เกณฑ์ 180 วัน: ผู้อยู่ในไทยทางภาษี
  3. ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้พนักงานต่างชาติ
  4. ประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) ที่มักถูกมองข้าม
  5. อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) มีผลต่อการคำนวณอย่างไร
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีพนักงานต่างชาติ
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. บทบาทของฝ่ายบัญชีและ HR ในการจัดการภาษีพนักงานต่างชาติ
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME ที่จ้างพนักงานต่างชาติ
  10. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

หลักการพื้นฐาน: ภาษีเงินได้ของพนักงานต่างชาติในไทย

เมื่อบริษัทไทยจ้างพนักงานชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง (Expat) วิศวกร โปรแกรมเมอร์ หรือแรงงานทั่วไปที่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

เงินได้ที่พนักงานเหล่านี้ได้รับจากการทำงานในประเทศไทยถือเป็น เงินได้พึงประเมิน

ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากรไทย ไม่ว่าพนักงานผู้นั้นจะมีสัญชาติใดหรือรับเงินเดือนจากบัญชีต่างประเทศก็ตาม หลักการสำคัญคือ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยพิจารณาจาก แหล่งที่มาของเงินได้ เป็นหลัก หากงานนั้นทำในประเทศไทย

เงินได้จากงานนั้นต้องเสียภาษีในไทย

สิ่งที่ทำให้การคำนวณภาษีพนักงานต่างชาติซับซ้อนกว่าพนักงานไทยทั่วไปคือ ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าพนักงานผู้นั้นเป็น "ผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี" (Tax Resident) หรือไม่

เพราะส่งผลต่ออัตราภาษีและสิทธิลดหย่อนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

เกณฑ์ 180 วัน: ผู้อยู่ในไทยทางภาษี

กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์การพิจารณาสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีจากจำนวนวันที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยจริงในรอบปีภาษี (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) ดังนี้

  • อยู่ในไทยครบ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น: ถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี (Resident) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดเหมือนคนไทยทุกประการ และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรสหรือบุตร (หากเข้าเงื่อนไข) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเบี้ยประกันชีวิต
  • อยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วันในปีภาษีนั้น: ถือเป็นผู้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี (Non-Resident) ยังคงต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากงานในไทย แต่สิทธิลดหย่อนบางประเภทอาจถูกจำกัด และเงินได้บางประเภทอาจมีวิธีคำนวณหรืออัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายที่แตกต่างจากผู้อยู่ในไทยทางภาษี ซึ่งควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง เนื่องจากมีเงื่อนไขเฉพาะตามประเภทเงินได้และอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต้นทางของพนักงาน

*จำนวนวันไม่จำเป็นต้องนับติดต่อกัน สามารถนับรวมทุกช่วงเวลาที่พักอาศัยในไทยตลอดปีภาษีนั้น

ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้พนักงานต่างชาติ

ขั้นตอนรายละเอียด
1. ตรวจสอบสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีนับจำนวนวันที่พำนักในไทยจริงตามหนังสือเดินทางและตราประทับตรวจคนเข้าเมือง
2. รวมเงินได้ที่เกิดจากงานในไทยเงินเดือน โบนัส ค่าเบี้ยเลี้ยง และประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) เช่น ที่พักหรือรถยนต์ที่บริษัทจัดให้
3. หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิผู้อยู่ในไทยทางภาษีมีสิทธิลดหย่อนครบถ้วน ส่วน Non-Resident อาจมีข้อจำกัดบางรายการ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
4. คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าหรืออัตราที่กฎหมายกำหนดนำเงินได้สุทธิไปเทียบตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน
5. หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนนายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนทุกเดือนและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1
6. ยื่นแบบภาษีประจำปีพนักงานต่างชาติที่มีเงินได้ในไทยต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 หรือ ภ.ง.ด.90 ตามประเภทเงินได้

*อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนคำนวณจริงทุกครั้ง เนื่องจากอัตราและเกณฑ์ลดหย่อนอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ

ประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) ที่มักถูกมองข้าม

จุดที่ HR และฝ่ายบัญชีมักพลาดคือการไม่นำ ประโยชน์เพิ่มพูน ที่บริษัทจัดให้พนักงานต่างชาตินอกเหนือจากเงินเดือนมารวมคำนวณภาษี เช่น ค่าเช่าที่พักที่บริษัทออกให้

ค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติ ค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศเพื่อพักผ่อนประจำปี

หรือรถยนต์พร้อมคนขับที่บริษัทจัดให้ใช้ส่วนตัว รายการเหล่านี้แม้ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดเข้าบัญชีพนักงานโดยตรง

แต่สรรพากรถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานผู้นั้นด้วย หากบริษัทไม่นำมารวมคำนวณ

อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มเมื่อถูกตรวจสอบ

อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) มีผลต่อการคำนวณอย่างไร

ประเทศไทยมีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement - DTA) กับหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิการยกเว้นภาษีบางกรณี เช่น

พนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยระยะสั้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของ DTA

อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ในไทยหากเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อที่อนุสัญญากำหนด อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของ DTA แต่ละฉบับมีรายละเอียดแตกต่างกันตามประเทศคู่สัญญา และการตีความมีความซับซ้อนสูง

จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนสรุปว่าพนักงานรายใดเข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีตาม DTA

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีพนักงานต่างชาติ

  • ไม่นับจำนวนวันพำนักในไทยอย่างเป็นระบบ: ทำให้ประเมินสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีผิดพลาด ส่งผลต่ออัตราภาษีและสิทธิลดหย่อนทั้งปี
  • ลืมนำประโยชน์เพิ่มพูนมารวมคำนวณภาษี: เช่น ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร หรือรถยนต์ที่บริษัทจัดให้ ทำให้ฐานภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง
  • ใช้อัตราภาษีของผู้อยู่ในไทยทางภาษีกับพนักงานที่ยังไม่ครบ 180 วัน: อาจทำให้คำนวณภาษีผิดทั้งฝ่ายนายจ้างและพนักงาน
  • ไม่ตรวจสอบสิทธิตาม DTA ก่อนยื่นภาษี: ทำให้พนักงานเสียภาษีเกินสิทธิที่ควรได้รับ หรือในทางกลับกันอาจใช้สิทธิผิดเงื่อนไขจนถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
  • ไม่แยกเงินได้จากงานในไทยกับเงินได้จากต่างประเทศให้ชัดเจน: โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศในปีเดียวกัน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทไทยจ้างวิศวกรชาวต่างชาติเข้ามาทำงานตั้งแต่เดือนมีนาคม และพนักงานผู้นี้พำนักอยู่ในไทยต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี รวมจำนวนวันที่อยู่ในไทยเกิน 180 วัน

พนักงานรายนี้จึงถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี

เงินเดือนที่ได้รับทั้งปีต้องนำมาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าเช่นเดียวกับพนักงานไทย และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้เต็มที่

นอกจากนี้บริษัทยังจัดที่พักในคอนโดมิเนียมให้พนักงานผู้นี้ใช้ฟรีตลอดสัญญาจ้าง

ซึ่งมูลค่าค่าเช่าที่พักดังกล่าวต้องนำมารวมเป็นเงินได้ของพนักงานเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ฝ่ายบัญชีจึงต้องประสานกับ HR

เพื่อประเมินมูลค่าตลาดของสวัสดิการนี้และนำมารวมในฐานภาษีทุกเดือน

บทบาทของฝ่ายบัญชีและ HR ในการจัดการภาษีพนักงานต่างชาติ

เนื่องจากภาษีพนักงานต่างชาติมีรายละเอียดเฉพาะที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่น จำนวนวันพำนักที่เปลี่ยนแปลงทุกเดือน สวัสดิการที่บริษัทจัดให้ และสัญญาจ้างที่อาจมีเงื่อนไขพิเศษ

ฝ่ายบัญชีและ HR ควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

โดยจัดทำทะเบียนพนักงานต่างชาติที่บันทึกวันเดินทางเข้า-ออกประเทศ ประเภทวีซ่าและ Work Permit สวัสดิการที่ได้รับ และสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีที่อัปเดตทุกไตรมาส เพื่อให้การหักภาษี ณ

ที่จ่ายในแต่ละเดือนใกล้เคียงกับภาษีที่ต้องเสียจริงมากที่สุด

ลดปัญหาภาษีขาดหรือเกินจำนวนมากตอนสิ้นปี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME ที่จ้างพนักงานต่างชาติ

ผู้ประกอบการ SME ที่มีแผนจ้างพนักงานต่างชาติควรเริ่มต้นด้วยการวางระบบติดตามวันพำนักในไทยของพนักงานแต่ละคนตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน

ระบุในสัญญาจ้างให้ชัดเจนว่าสวัสดิการใดที่บริษัทออกให้และใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีในส่วนนั้น

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนสรุปว่าพนักงานรายใดเข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิยกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

การวางระบบที่รัดกุมตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังทั้งฝ่ายบริษัทและตัวพนักงานเอง

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พนักงานต่างชาติต้องอยู่ในไทยกี่วันจึงจะเสียภาษีแบบผู้อยู่ในไทยทางภาษี

ต้องพำนักอยู่ในประเทศไทยรวมกันครบ 180 วันขึ้นไปในรอบปีภาษีเดียวกัน (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ติดต่อกัน

จึงจะถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษีและได้สิทธิลดหย่อนเต็มที่เหมือนคนไทย

พนักงานต่างชาติที่อยู่ในไทยไม่ถึง 180 วันต้องเสียภาษีหรือไม่

ยังคงต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากงานในประเทศไทย แม้จะถือเป็นผู้ไม่ได้อยู่ในไทยทางภาษี แต่สิทธิลดหย่อนบางประเภทอาจถูกจำกัด

ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตามลักษณะเงินได้และสัญญาจ้าง

ค่าที่พักที่บริษัทจัดให้พนักงานต่างชาติต้องเสียภาษีด้วยหรือไม่

ต้องนำมารวมคำนวณภาษี เพราะถือเป็นประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) แม้จะไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดให้พนักงานโดยตรง

สรรพากรถือว่าเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานผู้นั้น

อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ช่วยพนักงานต่างชาติได้อย่างไร

DTA อาจช่วยยกเว้นหรือลดภาษีซ้ำซ้อนในบางกรณี เช่น พนักงานที่ทำงานระยะสั้นตามเงื่อนไขเฉพาะ แต่รายละเอียดซับซ้อนและแตกต่างตามประเทศคู่สัญญา

จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนใช้สิทธิ

นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายพนักงานต่างชาติทุกเดือนหรือไม่

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนเช่นเดียวกับพนักงานไทย และนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.1

โดยควรประเมินสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีให้ใกล้เคียงความจริงที่สุดเพื่อลดภาษีขาดหรือเกินตอนสิ้นปี

พนักงานต่างชาติที่ทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศต้องคำนวณภาษีอย่างไร

ต้องแยกเงินได้ที่เกิดจากงานในประเทศไทยออกจากเงินได้ที่เกิดจากงานต่างประเทศให้ชัดเจน เฉพาะเงินได้ที่เกิดจากงานในไทยเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากรไทย

บริษัทควรเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับพนักงานต่างชาติ

ควรเก็บสำเนาหนังสือเดินทางพร้อมตราประทับตรวจคนเข้าเมือง วีซ่าและ Work Permit สัญญาจ้างงาน และทะเบียนติดตามวันพำนักในไทยของพนักงานแต่ละคนเพื่อใช้ประเมินสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษี

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้