พนักงานต่างชาติที่ทำงานในไทยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่เกิดจากงานในประเทศไทย โดยหลักเกณฑ์การคำนวณจะขึ้นอยู่กับว่าพนักงานอยู่ในไทยครบ 180 วันในปีภาษีหรือไม่ ซึ่งกำหนดสิทธิ์ลดหย่อนและวิธีคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน
หลักการพื้นฐาน: ภาษีเงินได้ของพนักงานต่างชาติในไทย
เมื่อบริษัทไทยจ้างพนักงานชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง (Expat) วิศวกร โปรแกรมเมอร์ หรือแรงงานทั่วไปที่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เงินได้ที่พนักงานเหล่านี้ได้รับจากการทำงานในประเทศไทยถือเป็น เงินได้พึงประเมิน ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากรไทย ไม่ว่าพนักงานผู้นั้นจะมีสัญชาติใดหรือรับเงินเดือนจากบัญชีต่างประเทศก็ตาม หลักการสำคัญคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยพิจารณาจาก แหล่งที่มาของเงินได้ เป็นหลัก หากงานนั้นทำในประเทศไทย เงินได้จากงานนั้นต้องเสียภาษีในไทย
สิ่งที่ทำให้การคำนวณภาษีพนักงานต่างชาติซับซ้อนกว่าพนักงานไทยทั่วไปคือ ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าพนักงานผู้นั้นเป็น "ผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี" (Tax Resident) หรือไม่ เพราะส่งผลต่ออัตราภาษีและสิทธิลดหย่อนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เกณฑ์ 180 วัน: ผู้อยู่ในไทยทางภาษี
กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์การพิจารณาสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีจากจำนวนวันที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยจริงในรอบปีภาษี (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) ดังนี้
- อยู่ในไทยครบ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น: ถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี (Resident) เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดเหมือนคนไทยทุกประการ และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรสหรือบุตร (หากเข้าเงื่อนไข) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเบี้ยประกันชีวิต
- อยู่ในไทยน้อยกว่า 180 วันในปีภาษีนั้น: ถือเป็นผู้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี (Non-Resident) ยังคงต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากงานในไทย แต่สิทธิลดหย่อนบางประเภทอาจถูกจำกัด และเงินได้บางประเภทอาจมีวิธีคำนวณหรืออัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายที่แตกต่างจากผู้อยู่ในไทยทางภาษี ซึ่งควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง เนื่องจากมีเงื่อนไขเฉพาะตามประเภทเงินได้และอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต้นทางของพนักงาน
*จำนวนวันไม่จำเป็นต้องนับติดต่อกัน สามารถนับรวมทุกช่วงเวลาที่พักอาศัยในไทยตลอดปีภาษีนั้น
ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้พนักงานต่างชาติ
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
|---|---|
| 1. ตรวจสอบสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษี | นับจำนวนวันที่พำนักในไทยจริงตามหนังสือเดินทางและตราประทับตรวจคนเข้าเมือง |
| 2. รวมเงินได้ที่เกิดจากงานในไทย | เงินเดือน โบนัส ค่าเบี้ยเลี้ยง และประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) เช่น ที่พักหรือรถยนต์ที่บริษัทจัดให้ |
| 3. หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ | ผู้อยู่ในไทยทางภาษีมีสิทธิลดหย่อนครบถ้วน ส่วน Non-Resident อาจมีข้อจำกัดบางรายการ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ |
| 4. คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าหรืออัตราที่กฎหมายกำหนด | นำเงินได้สุทธิไปเทียบตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน |
| 5. หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน | นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนทุกเดือนและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 |
| 6. ยื่นแบบภาษีประจำปี | พนักงานต่างชาติที่มีเงินได้ในไทยต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 หรือ ภ.ง.ด.90 ตามประเภทเงินได้ |
*อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนคำนวณจริงทุกครั้ง เนื่องจากอัตราและเกณฑ์ลดหย่อนอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ
ประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) ที่มักถูกมองข้าม
จุดที่ HR และฝ่ายบัญชีมักพลาดคือการไม่นำ ประโยชน์เพิ่มพูน ที่บริษัทจัดให้พนักงานต่างชาตินอกเหนือจากเงินเดือนมารวมคำนวณภาษี เช่น ค่าเช่าที่พักที่บริษัทออกให้ ค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติ ค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศเพื่อพักผ่อนประจำปี หรือรถยนต์พร้อมคนขับที่บริษัทจัดให้ใช้ส่วนตัว รายการเหล่านี้แม้ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดเข้าบัญชีพนักงานโดยตรง แต่สรรพากรถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานผู้นั้นด้วย หากบริษัทไม่นำมารวมคำนวณ อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มเมื่อถูกตรวจสอบ
อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) มีผลต่อการคำนวณอย่างไร
ประเทศไทยมีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement - DTA) กับหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อสิทธิการยกเว้นภาษีบางกรณี เช่น พนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยระยะสั้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของ DTA อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ในไทยหากเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อที่อนุสัญญากำหนด อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของ DTA แต่ละฉบับมีรายละเอียดแตกต่างกันตามประเทศคู่สัญญา และการตีความมีความซับซ้อนสูง จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนสรุปว่าพนักงานรายใดเข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีตาม DTA
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณภาษีพนักงานต่างชาติ
- ไม่นับจำนวนวันพำนักในไทยอย่างเป็นระบบ: ทำให้ประเมินสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีผิดพลาด ส่งผลต่ออัตราภาษีและสิทธิลดหย่อนทั้งปี
- ลืมนำประโยชน์เพิ่มพูนมารวมคำนวณภาษี: เช่น ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร หรือรถยนต์ที่บริษัทจัดให้ ทำให้ฐานภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง
- ใช้อัตราภาษีของผู้อยู่ในไทยทางภาษีกับพนักงานที่ยังไม่ครบ 180 วัน: อาจทำให้คำนวณภาษีผิดทั้งฝ่ายนายจ้างและพนักงาน
- ไม่ตรวจสอบสิทธิตาม DTA ก่อนยื่นภาษี: ทำให้พนักงานเสียภาษีเกินสิทธิที่ควรได้รับ หรือในทางกลับกันอาจใช้สิทธิผิดเงื่อนไขจนถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
- ไม่แยกเงินได้จากงานในไทยกับเงินได้จากต่างประเทศให้ชัดเจน: โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศในปีเดียวกัน
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติบริษัทไทยจ้างวิศวกรชาวต่างชาติเข้ามาทำงานตั้งแต่เดือนมีนาคม และพนักงานผู้นี้พำนักอยู่ในไทยต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี รวมจำนวนวันที่อยู่ในไทยเกิน 180 วัน พนักงานรายนี้จึงถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษี เงินเดือนที่ได้รับทั้งปีต้องนำมาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าเช่นเดียวกับพนักงานไทย และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้เต็มที่ นอกจากนี้บริษัทยังจัดที่พักในคอนโดมิเนียมให้พนักงานผู้นี้ใช้ฟรีตลอดสัญญาจ้าง ซึ่งมูลค่าค่าเช่าที่พักดังกล่าวต้องนำมารวมเป็นเงินได้ของพนักงานเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ฝ่ายบัญชีจึงต้องประสานกับ HR เพื่อประเมินมูลค่าตลาดของสวัสดิการนี้และนำมารวมในฐานภาษีทุกเดือน
บทบาทของฝ่ายบัญชีและ HR ในการจัดการภาษีพนักงานต่างชาติ
เนื่องจากภาษีพนักงานต่างชาติมีรายละเอียดเฉพาะที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่น จำนวนวันพำนักที่เปลี่ยนแปลงทุกเดือน สวัสดิการที่บริษัทจัดให้ และสัญญาจ้างที่อาจมีเงื่อนไขพิเศษ ฝ่ายบัญชีและ HR ควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยจัดทำทะเบียนพนักงานต่างชาติที่บันทึกวันเดินทางเข้า-ออกประเทศ ประเภทวีซ่าและ Work Permit สวัสดิการที่ได้รับ และสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีที่อัปเดตทุกไตรมาส เพื่อให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือนใกล้เคียงกับภาษีที่ต้องเสียจริงมากที่สุด ลดปัญหาภาษีขาดหรือเกินจำนวนมากตอนสิ้นปี
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME ที่จ้างพนักงานต่างชาติ
ผู้ประกอบการ SME ที่มีแผนจ้างพนักงานต่างชาติควรเริ่มต้นด้วยการวางระบบติดตามวันพำนักในไทยของพนักงานแต่ละคนตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน ระบุในสัญญาจ้างให้ชัดเจนว่าสวัสดิการใดที่บริษัทออกให้และใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีในส่วนนั้น และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนสรุปว่าพนักงานรายใดเข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิยกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน การวางระบบที่รัดกุมตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังทั้งฝ่ายบริษัทและตัวพนักงานเอง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีเงินได้พนักงานต่างชาติในไทย คำนวณอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
พนักงานต่างชาติต้องอยู่ในไทยกี่วันจึงจะเสียภาษีแบบผู้อยู่ในไทยทางภาษี
ต้องพำนักอยู่ในประเทศไทยรวมกันครบ 180 วันขึ้นไปในรอบปีภาษีเดียวกัน (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ติดต่อกัน จึงจะถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยทางภาษีและได้สิทธิลดหย่อนเต็มที่เหมือนคนไทย
พนักงานต่างชาติที่อยู่ในไทยไม่ถึง 180 วันต้องเสียภาษีหรือไม่
ยังคงต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากงานในประเทศไทย แม้จะถือเป็นผู้ไม่ได้อยู่ในไทยทางภาษี แต่สิทธิลดหย่อนบางประเภทอาจถูกจำกัด ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตามลักษณะเงินได้และสัญญาจ้าง
ค่าที่พักที่บริษัทจัดให้พนักงานต่างชาติต้องเสียภาษีด้วยหรือไม่
ต้องนำมารวมคำนวณภาษี เพราะถือเป็นประโยชน์เพิ่มพูน (Perquisite) แม้จะไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดให้พนักงานโดยตรง สรรพากรถือว่าเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงานผู้นั้น
อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ช่วยพนักงานต่างชาติได้อย่างไร
DTA อาจช่วยยกเว้นหรือลดภาษีซ้ำซ้อนในบางกรณี เช่น พนักงานที่ทำงานระยะสั้นตามเงื่อนไขเฉพาะ แต่รายละเอียดซับซ้อนและแตกต่างตามประเทศคู่สัญญา จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนใช้สิทธิ
นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายพนักงานต่างชาติทุกเดือนหรือไม่
ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนเช่นเดียวกับพนักงานไทย และนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 โดยควรประเมินสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษีให้ใกล้เคียงความจริงที่สุดเพื่อลดภาษีขาดหรือเกินตอนสิ้นปี
พนักงานต่างชาติที่ทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศต้องคำนวณภาษีอย่างไร
ต้องแยกเงินได้ที่เกิดจากงานในประเทศไทยออกจากเงินได้ที่เกิดจากงานต่างประเทศให้ชัดเจน เฉพาะเงินได้ที่เกิดจากงานในไทยเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากรไทย
บริษัทควรเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับพนักงานต่างชาติ
ควรเก็บสำเนาหนังสือเดินทางพร้อมตราประทับตรวจคนเข้าเมือง วีซ่าและ Work Permit สัญญาจ้างงาน และทะเบียนติดตามวันพำนักในไทยของพนักงานแต่ละคนเพื่อใช้ประเมินสถานะผู้อยู่ในไทยทางภาษี