ถ้าบริษัทของคุณลงทุนอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกำลังจ้างผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัยชาวต่างชาติเข้ามาทำงาน

มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หลายคนยังไม่รู้จัก นั่นคือการเสียภาษีในอัตราคงที่ 17%

แทนการคำนวณตามอัตราขั้นบันไดปกติที่สูงสุดถึง 35% บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจและฝ่ายบัญชี/HR ที่ดูแลพนักงานต่างชาติกลุ่มนี้ อธิบายว่าใครมีสิทธิ

ต้องผ่านขั้นตอนขอใช้สิทธิ (รวมถึงวีซ่าที่เกี่ยวข้อง) อย่างไร

คำนวณภาษีต่างจากปกติแค่ไหน และนายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเก็บเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง ทั้งนี้ เงื่อนไขและหน่วยงานผู้อนุมัติอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ

ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดก่อนใช้สิทธิจริงเสมอ

สารบัญบทความ
  1. อัตราภาษีคงที่ 17% สำหรับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยต่างชาติใน EEC คืออะไร
  2. ใครมีสิทธิ: ตำแหน่งงาน วีซ่า และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้าเงื่อนไข
  3. คำนวณภาษี 17% เทียบกับอัตราขั้นบันได ประหยัดได้แค่ไหน
  4. ขั้นตอนขอใช้สิทธิ และหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายของนายจ้าง
  5. ข้อควรระวังสำหรับ SME และพนักงานต่างชาติ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

อัตราภาษีคงที่ 17% สำหรับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยต่างชาติใน EEC คืออะไร

ผู้ประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ควรรู้จักสิทธิเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ (flat rate) ร้อยละ 17

สำหรับเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร)

ของผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัยชาวต่างชาติที่ทำงานให้นิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Industry Business) ที่ตั้งอยู่ในเขต EEC

แทนการคำนวณตามอัตราขั้นบันไดปกติที่สูงสุดถึงร้อยละ 35

ฐานทางกฎหมายหลักของสิทธินี้คือพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 641) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นมา

ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

มีผลบังคับใช้ มาตรา 51 ของกฎหมายฉบับนี้ก็ให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกประกาศสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมแก่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติได้อีกทางหนึ่ง และล่าสุดในปี

2567 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ "EEC Visa"

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ให้สิทธิพำนักระยะยาวสูงสุด 10 ปี พร้อมสิทธิภาษีอัตราคงที่ 17% ในลักษณะเดียวกัน

เงินได้จากตำแหน่งงานที่ได้รับอนุมัติจะเสียภาษีในอัตราคงที่นี้แยกต่างหาก โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นตามวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติ

ส่วนเงินได้อื่นของพนักงานคนเดียวกัน เช่น ค่าตอบแทนกรรมการจากบริษัทอื่น

หรือรายได้จากทรัพย์สินในไทย ยังต้องเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดตามปกติ เพราะสิทธินี้ผูกกับตำแหน่งงาน วีซ่า และนายจ้างที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้น (หมายเหตุ:

รายละเอียดเงื่อนไขและหน่วยงานผู้อนุมัติอาจปรับปรุงเป็นระยะ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับ

BOI สกพอ. หรือกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิจริงทุกครั้ง)

ใครมีสิทธิ: ตำแหน่งงาน วีซ่า และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้าเงื่อนไข

สิทธินี้ไม่ได้ให้กับพนักงานต่างชาติทุกคนในเขต EEC แต่จำกัดเฉพาะผู้ที่เข้าเงื่อนไขครบทั้งตำแหน่งงาน วีซ่า ประเภทกิจการของนายจ้าง และการแจ้งสิทธิถูกต้อง ได้แก่

  • ตำแหน่งงาน: ต้องเป็น "ผู้บริหาร" "ผู้เชี่ยวชาญ" หรือ "นักวิจัย" ตามคุณสมบัติที่หน่วยงานผู้อนุมัติกำหนด ไม่ใช่พนักงานทั่วไป
  • วีซ่า: โดยทั่วไปผู้เชี่ยวชาญต่างชาติต้องถือวีซ่าประเภทที่รองรับสิทธินี้ เช่น SMART Visa (กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ/Talent) ที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือ EEC Visa ที่เริ่มเปิดใช้ตั้งแต่ปี 2567 ผ่าน สกพอ. ไม่ใช่เพียงถือใบอนุญาตทำงานทั่วไป
  • นายจ้าง: ต้องเป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Industry Business) ตามที่กำหนด และมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC
  • การแจ้งสิทธิ: นายจ้างต้องแจ้งกรมสรรพากรตามแบบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนเริ่มจ่ายเงินได้ในอัตราคงที่ให้พนักงาน ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นอัตโนมัติเพียงเพราะทำงานอยู่ในพื้นที่ EEC

นอกจากนี้กฎหมายยังมีเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญต้องทำงาน/พำนักอยู่ในไทยของแต่ละปีภาษี ซึ่งมีรายละเอียดเฉพาะกรณี

ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนวางแผน ในทางปฏิบัติ สิทธินี้มักใช้กับผู้บริหารระดับสูง วิศวกร

นักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัยต่างชาติที่มีทักษะเฉพาะทาง ซึ่งบริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรือดิจิทัล

ดึงตัวเข้ามาถ่ายทอดความรู้ให้ทีมงานไทย

โดยทั้งตัวพนักงานและนายจ้างต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะเริ่มใช้สิทธิได้

คำนวณภาษี 17% เทียบกับอัตราขั้นบันได ประหยัดได้แค่ไหน

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติของไทยเป็นแบบขั้นบันได (progressive) ตามเงินได้สุทธิดังนี้

เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี)อัตราภาษี
0 - 150,000ยกเว้นภาษี
150,001 - 300,0005%
300,001 - 500,00010%
500,001 - 750,00015%
750,001 - 1,000,00020%
1,000,001 - 2,000,00025%
2,000,001 - 5,000,00030%
เกิน 5,000,00035%

ตัวอย่างสมมติเพื่อเปรียบเทียบโครงสร้างอัตราภาษีเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย: หากผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมีเงินได้พึงประเมินจากการจ้างแรงงานปีละ 3,000,000 บาท

และสมมติให้ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนใด ๆ เพื่อเปรียบเทียบบนฐานเดียวกัน

การคำนวณตามอัตราขั้นบันไดปกติจะเสียภาษีรวมประมาณ 665,000 บาท หรือคิดเป็นอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 22 ของเงินได้ ขณะที่หากได้รับอนุมัติให้ใช้สิทธิอัตราคงที่ 17% จะเสียภาษี 510,000

บาท หรือประหยัดได้ประมาณ 155,000 บาทในกรณีสมมตินี้

ในความเป็นจริง ฐานภาษีของอัตราคงที่ 17% คือเงินได้พึงประเมินจากตำแหน่งงานที่ได้รับอนุมัติโดยตรง ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อน ขณะที่วิธีขั้นบันไดปกติคำนวณจากเงินได้สุทธิ

คือเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิของแต่ละบุคคลแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้ฐานภาษีต่ำกว่าเงินได้พึงประเมิน

ดังนั้นส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้จริงในแต่ละกรณีจะไม่เท่ากับตัวอย่างข้างต้นเสมอไป

และขึ้นอยู่กับค่าลดหย่อนของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ยังคงคุ้มค่าชัดเจนสำหรับผู้มีเงินได้ระดับสูงที่ตามปกติจะตกอยู่ในช่วงอัตราขั้นบันได 25-35% อยู่แล้ว

ส่วนผู้มีเงินได้ไม่สูงมากควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

ขั้นตอนขอใช้สิทธิ และหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายของนายจ้าง

สิทธินี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ นายจ้างในเขต EEC ที่ต้องการให้พนักงานได้ใช้สิทธิอัตราคงที่ 17% ควรดำเนินการดังนี้

  • ตรวจสอบว่ากิจการของบริษัทจัดอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Industry Business) และมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC จริง
  • ช่วยพนักงานเตรียมเอกสารขอวีซ่าที่รองรับสิทธินี้ เช่น SMART Visa ผ่าน BOI หรือ EEC Visa ผ่าน สกพอ. พร้อมสัญญาจ้างที่ระบุตำแหน่งและขอบเขตงานชัดเจน
  • เมื่อพนักงานได้รับวีซ่าที่รองรับสิทธิแล้ว นายจ้างต้องแจ้งกรมสรรพากรตามแบบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนเริ่มจ่ายเงินได้งวดแรกให้พนักงานคนนั้นในอัตราคงที่ 17%
  • เมื่อดำเนินการแจ้งเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายบัญชี/เงินเดือนปรับวิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายของพนักงานกลุ่มนี้เป็นอัตราคงที่ 17% แทนตารางอัตราก้าวหน้าปกติ และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ตรงกับอัตราที่ใช้จริง
  • เก็บเอกสารวีซ่า หลักฐานการแจ้งกรมสรรพากร สัญญาจ้าง และหลักฐานการหักภาษีไว้เป็นระบบ เผื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง

พนักงานต่างชาติเองยังต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 แล้วแต่ประเภทเงินได้ ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

โดยการยื่นแบบทางออนไลน์มักได้รับขยายเวลาเพิ่มอีกช่วงสั้น ๆ ตามประกาศของกรมสรรพากรในแต่ละปี)

แต่ต้องแยกเงินได้ส่วนที่ใช้สิทธิ 17% ออกจากเงินได้อื่นที่คำนวณตามอัตราขั้นบันได

ข้อควรระวังสำหรับ SME และพนักงานต่างชาติ

แม้สิทธินี้จะช่วยลดภาระภาษีได้มาก แต่มีจุดที่ต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาษีย้อนหลัง

  • ห้ามใช้สิทธิเองก่อนแจ้งกรมสรรพากรหรือก่อนพนักงานมีวีซ่าที่รองรับ: หากหักภาษี 17% ให้พนักงานที่ยังไม่มีวีซ่าที่เข้าเงื่อนไข หรือยังไม่ได้แจ้งกรมสรรพากร อาจถือว่าหักภาษีไม่ครบ ทำให้ทั้งนายจ้างและพนักงานเสี่ยงถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ
  • ตำแหน่งงานหรือวีซ่าเปลี่ยน สิทธิอาจหมดไปด้วย: หากพนักงานเปลี่ยนตำแหน่งจนไม่ตรงกับที่ได้รับอนุมัติ หรือวีซ่าหมดอายุ/เปลี่ยนประเภท ต้องแจ้งปรับปรุงสถานะ ไม่ควรใช้สิทธิเดิมต่อโดยไม่ตรวจสอบ
  • แยกเงินได้ให้ชัดเจน: เงินได้อื่นนอกเหนือจากตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติยังต้องเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดปกติ ไม่สามารถใช้อัตรา 17% ครอบคลุมเงินได้ทุกประเภทได้
  • เอกสารต้องครบและพร้อมตรวจสอบเสมอ: เก็บเอกสารวีซ่า หลักฐานการแจ้งกรมสรรพากร สัญญาจ้าง และหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้เป็นระบบ เพราะกรมสรรพากรมีสิทธิตรวจสอบย้อนหลัง

SME ที่เพิ่งลงทุนในพื้นที่ EEC และมีแผนจ้างผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีหรือสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ด้าน EEC ตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนจ้างงาน

เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของบริษัทและตัวพนักงานให้ชัดเจนก่อนเริ่มใช้สิทธิ

ช่วยลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังและวางแผนต้นทุนแรงงานได้แม่นยำขึ้น

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษี EEC ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ 17% ไม่ใช้ขั้นบันได ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สิทธิภาษี EEC อัตราคงที่ 17% ใช้ได้กับพนักงานต่างชาติทุกคนหรือไม่

ไม่ใช่ทุกคน สิทธินี้จำกัดเฉพาะผู้ที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัยของนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC

โดยทั่วไปต้องถือวีซ่าที่รองรับสิทธินี้ เช่น SMART Visa ของ BOI หรือ EEC Visa

ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และนายจ้างต้องแจ้งกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อน จึงจะเริ่มใช้สิทธิได้

อัตราคงที่ 17% คำนวณจากฐานเดียวกับอัตราขั้นบันไดหรือไม่

ไม่ใช่ฐานเดียวกัน อัตราคงที่ 17% คำนวณจากเงินได้พึงประเมินจากตำแหน่งงานที่ได้รับอนุมัติโดยตรง ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อน

ขณะที่อัตราขั้นบันไดคำนวณจากเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว

ผู้ที่มีเงินได้สูงมักได้ประโยชน์ชัดเจนกว่า เพราะอัตราขั้นบันไดปกติในช่วงเงินได้สูงอยู่ที่ 25-35% อยู่แล้ว แต่ส่วนต่างที่ประหยัดได้จริงขึ้นอยู่กับค่าลดหย่อนของแต่ละคน

นายจ้างต้องทำอะไรก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 17%

นายจ้างต้องตรวจสอบว่าพนักงานถือวีซ่าที่รองรับสิทธิ (เช่น SMART Visa หรือ EEC Visa) และต้องแจ้งกรมสรรพากรตามแบบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนเริ่มจ่ายเงินได้ในอัตราคงที่

หากยังไม่ได้ดำเนินการแล้วหักภาษีในอัตรา 17% ไปก่อน

อาจถือว่าหักภาษีไว้ไม่ครบ ทำให้ทั้งนายจ้างและพนักงานเสี่ยงถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ

เงินได้อื่นนอกเหนือจากเงินเดือนตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติ ต้องเสียภาษีอัตรา 17% ด้วยหรือไม่

ไม่ต้อง สิทธิอัตราคงที่ 17% ใช้ได้เฉพาะเงินได้จากการจ้างแรงงานในตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น เงินได้ประเภทอื่นของบุคคลเดียวกัน เช่น

ค่าตอบแทนกรรมการจากบริษัทอื่นหรือรายได้จากทรัพย์สินในไทย

ยังต้องคำนวณและยื่นภาษีตามอัตราขั้นบันไดปกติแยกต่างหาก

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน