บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการและฝ่ายบัญชีของบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ และกำลังจะจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกหรือกำลังวางแผนโครงสร้างผู้ถือหุ้นข้ามประเทศ
คุณจะเข้าใจว่าทำไมกฎหมายไทยกำหนดอัตราภาษีหัก ณ
ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลไว้ที่ 10% เป็นการเฉพาะ ต่างจากเงินได้ประเภทอื่นที่หักถึง 15% เหตุผลที่การขอใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนมักไม่ช่วยลดภาระภาษีในกรณีนี้
ต่างจากดอกเบี้ยหรือค่าลิขสิทธิ์ที่คุ้มค่ากว่ามาก
พร้อมขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อผิดพลาดที่ธุรกิจ SME ควรหลีกเลี่ยงเมื่อจ่ายปันผลข้ามพรมแดน
สารบัญบทความ
ทำไมเงินปันผลจ่ายต่างประเทศต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
เมื่อบริษัทไทยจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ซึ่งจัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในไทย เงินได้นี้เข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข)
และอยู่ภายใต้มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายในไทยหักภาษี
ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินออกนอกประเทศ แล้วนำส่งด้วยแบบภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย (ขยายเป็น 15 วัน หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร)
อัตราภาษีตามมาตรา 70 ไม่เท่ากันทุกประเภทเงินได้ ค่าบริการ ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ค่าเช่า และค่าวิชาชีพส่วนใหญ่หักที่ 15% แต่เงินปันผลถูกกำหนดเป็นกรณีพิเศษที่ 10%
เพราะกำไรที่นำมาจ่ายปันผลนั้นบริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้วชั้นหนึ่ง (อัตรา
20% หรืออัตราลดหย่อนสำหรับ SME ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด) การหักภาษีปันผลจึงเป็นภาษีชั้นที่สองจากการโอนกำไรออกไปสู่ผู้ถือหุ้น
ตัวอย่าง: บริษัท A จำกัด มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทโฮลดิ้งในสิงคโปร์ถือหุ้น 100% ที่ประชุมอนุมัติจ่ายปันผล 5,000,000 บาท บริษัทหักภาษี 10% เท่ากับ 500,000 บาท โอนเงินสุทธิ
4,500,000 บาท และนำส่งภาษี 500,000 บาท ด้วยแบบ ภ.ง.ด.54
ข้อควรระวัง: อัตรา 10% นี้ใช้เมื่อผู้ถือหุ้นต่างประเทศไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย หากผู้ถือหุ้นดำเนินกิจการผ่านสาขาในไทย การโอนกำไรจากสาขากลับสำนักงานใหญ่จะเข้าเงื่อนไข
"ภาษีส่งกำไรออกนอกประเทศ" ตามมาตรา 70 ทวิ
ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกับเงินปันผล แม้อัตราภาษีทั้งสองกรณีจะเท่ากันที่ 10% ก็ตาม
ทำไมอนุสัญญาภาษีซ้อนมักไม่ช่วยลดภาษีปันผล
อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กำหนด "เพดาน" อัตราภาษีสูงสุดที่ประเทศแหล่งเงินได้เรียกเก็บได้ ไม่ใช่การบังคับให้ใช้อัตรานั้นเสมอ
กรมสรรพากรให้เลือกใช้อัตราที่ต่ำกว่าระหว่างกฎหมายภายในกับอนุสัญญา
ปัญหาคืออนุสัญญาส่วนใหญ่ที่ไทยทำไว้กำหนดเพดานภาษีปันผลไว้ที่ 10% พอดี ซึ่งเท่ากับอัตราตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว บางฉบับกำหนดเป็นสองระดับ เช่น 10%
สำหรับผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นสัดส่วนสูงพอ (มักกำหนดขั้นต่ำ เช่น ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป) และ 15-20%
สำหรับผู้ถือหุ้นทั่วไปที่ถือหุ้นสัดส่วนน้อย ซึ่งสูงกว่าอัตราภายในเสียอีก มีอนุสัญญาส่วนน้อยเท่านั้นที่กำหนดเงื่อนไขสัดส่วนถือหุ้นสูงเป็นพิเศษจนอาจให้เพดานต่ำกว่า 10% ได้
จึงต้องตรวจสอบข้อความอนุสัญญาฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเทศของผู้ถือหุ้นเป็นรายกรณีก่อนสรุป
ผลคือ ในทางปฏิบัติมีกรณีไม่มากที่ผู้ถือหุ้นต่างชาติได้ประโยชน์จากการขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) เพื่อใช้สิทธิอนุสัญญาสำหรับเงินปันผล
ต่างจากดอกเบี้ยและค่าลิขสิทธิ์ที่กฎหมายภายในหักสูงถึง 15%
ขณะที่หลายอนุสัญญาให้เพดานต่ำกว่ามาก (ดอกเบี้ยมักเหลือ 10-15% และบางกรณีต่ำถึง 0% สำหรับดอกเบี้ยที่จ่ายให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ค่าลิขสิทธิ์บางประเภทเหลือ
5%) จึงคุ้มค่าที่จะขอใช้สิทธิมากกว่า
| ประเภทเงินได้ | อัตรากฎหมายไทย (ม.70) | เพดานอนุสัญญาส่วนใหญ่ | คุ้มขอใช้สิทธิอนุสัญญา? |
|---|---|---|---|
| เงินปันผล | 10% | ส่วนใหญ่ 10% (บางฉบับ 5-20% ขึ้นกับสัดส่วนหุ้น) | ส่วนใหญ่ไม่คุ้ม |
| ดอกเบี้ย | 15% | 0-15% | มักคุ้ม |
| ค่าลิขสิทธิ์ | 15% | 0-15% | มักคุ้มมาก |
ก่อนสรุปว่าไม่ต้องขอใช้สิทธิอนุสัญญา ควรตรวจสอบข้อความในสัญญาฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเทศของผู้ถือหุ้นผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนเสมอ โดยเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นถืออยู่
เพราะบางฉบับกำหนดเพดานต่ำกว่า 10% หากถือหุ้นในสัดส่วนสูงมากพอ
และแม้อัตราภาษีในไทยจะไม่เปลี่ยน หนังสือรับรองการหักภาษี 10% ที่ถูกต้องก็ยังมีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น เพราะโดยทั่วไปนำไปใช้ประกอบการขอเครดิตภาษีต่างประเทศ (Foreign Tax Credit)
กับประเทศถิ่นที่อยู่ของตนเองได้ เพื่อไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน
ทั้งนี้เงื่อนไขและวิธีการให้เครดิตขึ้นอยู่กับกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศ ผู้ถือหุ้นควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาภาษีในประเทศของตนเองประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ถูกต้องเมื่อจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ
ก่อนคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย บริษัทต้องผ่านเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ครบก่อน มิเช่นนั้นการจ่ายปันผลอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ตรวจกำไรสะสม: ตามมาตรา 1201 ห้ามจ่ายปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไร หากมีขาดทุนสะสมต้องล้างให้หมดก่อน
- จัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย: กันกำไรสุทธิอย่างน้อย 5% จนกว่าจะครบ 10% ของทุนจดทะเบียน (มาตรา 1202)
- มติกรรมการและผู้ถือหุ้น: กรรมการเสนอ ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ (หรือกรรมการอนุมัติปันผลระหว่างกาลได้ โดยรายงานที่ประชุมครั้งถัดไป)
- หักภาษี 10% จากยอดเต็ม (gross) ไม่ใช่จากยอดที่ต้องการโอนสุทธิ
- โอนเงินสุทธิภายใน 1 เดือน นับจากวันมีมติ
- ยื่น ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วัน (หรือ 15 วัน e-Filing) นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย
- เก็บเอกสาร: รายงานประชุม หลักฐานโอนเงิน แบบ ภ.ง.ด.54 และใบเสร็จสรรพากร อย่างน้อย 5 ปีตามกฎหมายบัญชี
ข้อผิดพลาดที่ SME พบบ่อยเมื่อจ่ายปันผลข้ามพรมแดน
จากประสบการณ์ให้คำปรึกษาธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ข้อผิดพลาดที่พบซ้ำมีดังนี้
- ใช้แบบยื่นผิด: ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยใช้ ภ.ง.ด.2 แต่นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทยต้องใช้ ภ.ง.ด.54
- สับสนกับภาษีส่งกำไรออกนอกประเทศ: อัตรา 10% เหมือนกัน แต่ฐานกฎหมายต่างกัน ปันผลผูกกับมติผู้ถือหุ้น ส่วนภาษีส่งกำไร (มาตรา 70 ทวิ) เกิดเมื่อสาขาต่างชาติโอนกำไรกลับสำนักงานใหญ่ ไม่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น
- โอนเต็มจำนวนก่อนแล้วค่อยคำนวณภาษี: เสี่ยงถูกคำนวณฐานภาษีแบบ gross-up ทำให้ต้นทุนภาษีสูงกว่าที่คิด
- จ่ายปันผลจากขาดทุนสะสม เพื่อรีบโอนเงินให้ผู้ถือหุ้น ผิดกฎหมายและอาจทำให้กรรมการรับผิดส่วนตัว
- คิดว่าต้องขอ COR ทุกครั้งเมื่อมีอนุสัญญา: ควรประเมินก่อนว่าเพดานอนุสัญญาต่ำกว่า 10% จริงหรือไม่ เพื่อไม่เสียเวลาเตรียมเอกสารที่ไม่ช่วยลดภาษี
หากบริษัทของคุณมีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลต่างประเทศและกำลังจะประกาศจ่ายปันผลรอบแรก ให้ทีมวางแผนภาษีตรวจสอบเงื่อนไขทางกฎหมายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่วงหน้า
เพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและไม่มีปัญหาเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ปันผลจ่ายผู้ถือหุ้นต่างประเทศ อัตราภาษี 10% ไม่ใช้อนุสัญญา ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าผู้ถือหุ้นต่างชาติส่งหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (COR) มาให้ บริษัทต้องหักภาษีปันผลต่ำกว่า 10% หรือไม่
โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะอนุสัญญาภาษีซ้อนส่วนใหญ่ที่ไทยทำไว้กำหนดเพดานภาษีเงินปันผลไว้ที่ 10% พอดี ซึ่งเท่ากับอัตราตามกฎหมายไทยตามมาตรา 70 อยู่แล้ว
บางฉบับกำหนดเพดานสูงกว่านั้นสำหรับผู้ถือหุ้นทั่วไปที่ถือหุ้นสัดส่วนน้อย (เช่น 15-20%)
บริษัทจึงมักหักภาษีที่ 10% ตามกฎหมายภายในได้เลยโดยไม่ต้องรอเอกสาร COR อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาบางฉบับที่มีเงื่อนไขสัดส่วนถือหุ้นสูงเป็นพิเศษ (เช่น ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 25%)
อาจกำหนดเพดานต่ำกว่า 10% ได้
จึงควรตรวจสอบข้อความอนุสัญญาฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเทศของผู้ถือหุ้นโดยตรงผ่านกรมสรรพากรก่อนทุกครั้ง
จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ ต้องยื่นแบบภาษีอะไร และภายในกี่วัน
หากผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ตามมาตรา 70 และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน
หรือขยายเป็น 15 วันหากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
ส่วนกรณีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยจะใช้แบบ ภ.ง.ด.2 แทน จึงควรตรวจสอบสถานะผู้ถือหุ้นให้ชัดก่อนยื่นแบบทุกครั้ง
ภาษีปันผล 10% กับภาษีส่งกำไรออกนอกประเทศของสาขาบริษัทต่างชาติ (มาตรา 70 ทวิ) เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้อัตราภาษีทั้งสองกรณีจะเท่ากันที่ 10% เงินปันผลตามมาตรา 70 เกิดจากมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายกำไรของบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจน
ส่วนภาษีส่งกำไรออกนอกประเทศตามมาตรา 70 ทวิ
ใช้กับกรณีสาขาของบริษัทต่างชาติในไทยโอนกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ซึ่งไม่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือมติปันผลแบบบริษัทจำกัด
ธุรกิจควรแยกแยะให้ถูกเพราะเงื่อนไขและเอกสารประกอบต่างกัน
บริษัทจะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติได้เมื่อไหร่ มีเงื่อนไขอะไรก่อนหักภาษี
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทต้องมีกำไรสะสมเท่านั้นจึงจะจ่ายปันผลได้ หากมีขาดทุนสะสมต้องนำกำไรไปล้างให้หมดก่อน นอกจากนี้ต้องจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายอย่างน้อย
5% ของกำไรสุทธิจนกว่าจะครบ 10% ของทุนจดทะเบียนตามมาตรา 1202
และต้องผ่านมติคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติก่อน จากนั้นจึงคำนวณและหักภาษี 10% แล้วโอนเงินสุทธิให้ผู้ถือหุ้นภายใน 1 เดือนนับจากวันที่มีมติ