บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจส่งออก-นำเข้า ฝ่ายจัดซื้อ หรือฝ่ายบัญชีที่ต้องจ่ายค่าระวางเรือให้สายเดินเรือต่างชาติ หรือจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินธุรกิจให้สายการบินต่างชาติโดยตรง
แล้วสงสัยว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 70
เหมือนการจ่ายเงินไปต่างประเทศทั่วไปหรือไม่ คุณจะได้เข้าใจว่าทำไมค่าระวาง-ค่าโดยสารส่วนนี้จึงไม่ต้องหักภาษี เพราะมีมาตรา 67
แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้สายเรือ-สายการบินต่างชาติเสียภาษีเองในอัตรา 3% ของรายรับผ่านตัวแทนในประเทศไทยอยู่แล้ว
พร้อมรู้ว่ารายการใดในใบแจ้งหนี้ยังต้องหักภาษีตามปกติ และควรเก็บเอกสารอะไรไว้ยืนยันกับกรมสรรพากร
สารบัญบทความ
- ทำไมหลายบริษัทเข้าใจผิดว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
- มาตรา 67 คืออะไร ใครเสียภาษี และฐานภาษี 3% คำนวณจากอะไร
- มาตรา 67 กับมาตรา 70 ต่างกันตรงไหน ทำไมไม่ต้องหักซ้ำอีกชั้น
- สิ่งที่บริษัทผู้จ่ายค่าระวาง-ค่าตั๋วเครื่องบินต้องทำให้ถูกต้อง
- บันทึกบัญชีและเตรียมเอกสารอย่างไรให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมหลายบริษัทเข้าใจผิดว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
เวลาบริษัทส่งออก-นำเข้าต้องจ่ายค่าระวางเรือให้สายเดินเรือต่างชาติ หรือฝ่ายจัดซื้อ/ฝ่ายบุคคลต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินธุรกิจให้สายการบินต่างชาติโดยตรง
นักบัญชีหลายคนจะนึกถึงหลักทั่วไปทันทีว่า "จ่ายเงินได้ประเภทต่าง ๆ
ให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน"
ซึ่งเป็นหลักที่ถูกต้องสำหรับเงินได้หลายประเภท เช่น
ค่าที่ปรึกษา ค่าลิขสิทธิ์ หรือดอกเบี้ย
แต่พอเป็นค่าระวางเรือ (freight) และค่าโดยสารเครื่องบิน (fare) ที่จ่ายให้สายเดินเรือหรือสายการบินต่างชาติโดยตรง กลับไม่ต้องหัก 15% เลย ไม่ใช่เพราะรายได้นี้ได้รับยกเว้นภาษี
แต่เพราะกฎหมายมีบทบัญญัติเฉพาะที่ตัดหน้ามาตรา 70 ไปแล้ว นั่นคือ
มาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดวิธีเก็บภาษีจากกิจการขนส่งระหว่างประเทศไว้เป็นการเฉพาะ SME ที่เข้าใจกลไกนี้ผิดมักหักภาษีเกินโดยไม่จำเป็น
จนสายเรือ/สายการบินทวงเงินส่วนต่างคืน หรือเกิดข้อโต้แย้งกับคู่ค้าต่างประเทศโดยใช่เหตุ
มาตรา 67 คืออะไร ใครเสียภาษี และฐานภาษี 3% คำนวณจากอะไร
มาตรา 67 ใช้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศ (สายเดินเรือทะเลหรือสายการบิน) ที่มีเส้นทางผ่านหรือแวะประเทศไทย
กฎหมายไม่ได้ให้เสียภาษีจากกำไรสุทธิตามวิธีปกติในมาตรา 65
เพราะการพิสูจน์ต้นทุน-กำไรของกิจการขนส่งระดับโลกทำได้ยากมาก จึงกำหนด "ฐานภาษีแบบเหมา" ไว้แทน โดยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ แยกเป็น 2 กรณีตามมาตรา 67
คือ (1) กรณีขนส่งคนโดยสาร คิดจากค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม
และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทย และ (2) กรณีขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทย คิดจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย
ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เช่นกัน
จุดสำคัญคือ ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบและชำระภาษี 3% นี้ ไม่ใช่บริษัทไทยที่จ่ายค่าระวาง/ค่าตั๋ว แต่เป็น "ตัวแทน" ของสายเรือหรือสายการบินต่างชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (เช่น ตัวแทนเรือ
หรือ General Sales Agent ของสายการบิน) ซึ่งตามมาตรา 76 ทวิ
กฎหมายให้ถือว่าตัวแทนนี้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีแทนสายเรือ/สายการบินเจ้าของรายได้ โดยยื่นแบบเฉพาะสำหรับกิจการขนส่งตามมาตรา 67 คือแบบ ภ.ง.ด.52 ปีละ 1
ครั้ง ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
แยกต่างหากจากแบบ ภ.ง.ด.50 ของนิติบุคคลทั่วไป
มาตรา 67 กับมาตรา 70 ต่างกันตรงไหน ทำไมไม่ต้องหักซ้ำอีกชั้น
เหตุผลที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 70 ซ้ำอีกชั้น เพราะมาตรา 70 ใช้บังคับเฉพาะกรณีจ่ายเงินได้ให้บริษัทต่างประเทศที่ "ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย" เท่านั้น
แต่สายเรือ/สายการบินต่างชาติที่มีตัวแทนดำเนินกิจการอยู่ในไทย
กฎหมายตามมาตรา 76 ทวิ ให้ถือว่ากิจการนั้น "ประกอบกิจการในประเทศไทย" ผ่านตัวแทนแล้ว จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 70 ตั้งแต่ต้น และต้องเสียภาษีตามกลไกเฉพาะของมาตรา 67 ผ่านตัวแทนแทน
มิใช่ให้บริษัทไทยผู้จ่ายเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำอีกชั้นหนึ่ง
เพราะจะกลายเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากรายได้ก้อนเดียวกันโดยไม่จำเป็น
| ประเด็น | มาตรา 67 (สายเรือ/สายการบินต่างชาติ) | มาตรา 70 (จ่ายเงินได้ให้บริษัทต่างประเทศทั่วไป) |
|---|---|---|
| ฐานภาษี | 3% ของค่าโดยสารที่เก็บในไทย (กรณีคนโดยสาร) หรือค่าระวางที่เก็บทั้งในและนอกไทย (กรณีสินค้าออกจากไทย) ก่อนหักรายจ่าย | 15% ของเงินได้ที่จ่ายจริง (อาจลดตามอนุสัญญาภาษีซ้อน) |
| ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษี | ตัวแทนของสายเรือ/สายการบินในไทย | บริษัทไทยผู้จ่ายเงินเป็นผู้หักและนำส่ง |
| แบบที่ใช้ยื่น | ภ.ง.ด.52 ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี | ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย |
| ผู้รับภาระภาษีจริง | สายเรือ/สายการบินเจ้าของรายได้ | บริษัทต่างประเทศผู้รับเงิน (ถูกหักจากยอดจ่าย) |
สิ่งที่บริษัทผู้จ่ายค่าระวาง-ค่าตั๋วเครื่องบินต้องทำให้ถูกต้อง
แม้ค่าระวาง/ค่าโดยสารส่วนที่เป็นการขนส่งระหว่างประเทศจริงจะไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ได้แปลว่าทุกรายการในใบแจ้งหนี้จะได้รับการยกเว้นไปด้วย
บริษัทควรตรวจสอบและแยกรายการให้ชัดก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง
- จ่ายตรงให้สายเรือ/สายการบิน หรือตัวแทนในนามสายเรือ/สายการบิน: ค่าระวาง ค่าโดยสาร และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการขนส่งโดยตรง ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะเข้าเงื่อนไขมาตรา 67
- ค่าบริการอื่นที่แยกเรียกเก็บต่างหาก: เช่น ค่าดำเนินเอกสาร (documentation fee) ค่าดำเนินการปลายทาง (handling charge) หรือค่าคอมมิชชั่นของตัวแทน/ฟอร์เวิร์ดเดอร์ในไทย รายการเหล่านี้เป็นค่าบริการของผู้ให้บริการในไทย จึงต้องพิจารณาหักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ปกติของค่าบริการ (โดยทั่วไป 3% หากผู้รับเงินเป็นนิติบุคคลไทย)
- ขอใบแจ้งหนี้ที่แยกรายการชัดเจน: ให้ฟอร์เวิร์ดเดอร์หรือตัวแทนขายตั๋วระบุแยกว่าส่วนใดคือค่าระวาง/ค่าโดยสารที่ส่งต่อให้สายเรือ/สายการบิน และส่วนใดคือค่าบริการของตัวเอง เพื่อให้ฝ่ายบัญชีลงบันทึกและพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้องเป็นรายรายการ
- เก็บเอกสารยืนยันความเป็นค่าระวาง/ค่าโดยสารระหว่างประเทศ: ใบตราส่งสินค้าทางเรือ (Bill of Lading) ใบตราส่งทางอากาศ (Air Waybill) หรือบัตรโดยสาร/e-Ticket พร้อมใบแจ้งหนี้ที่ระบุชื่อสายเรือ/สายการบินต่างชาติชัดเจน เพื่อพิสูจน์กับสรรพากรได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เข้าเงื่อนไขมาตรา 67 จริง ไม่ใช่ค่าบริการประเภทอื่นที่ต้องหักภาษี
บันทึกบัญชีและเตรียมเอกสารอย่างไรให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
ในทางบัญชี ค่าระวางเรือและค่าตั๋วเครื่องบินธุรกิจที่จ่ายให้สายเรือ/สายการบินต่างชาติยังคงบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีที่หักได้ตามปกติ
หากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริงและมีหลักฐานพิสูจน์ผู้รับเงินครบถ้วนตามหลักเกณฑ์รายจ่ายต้องห้ามในมาตรา 65 ตรี เพียงแต่ไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ
ที่จ่ายให้คู่ค้า เพราะไม่มีการหักภาษีเกิดขึ้น เพื่อความรอบคอบ
แนะนำให้แนบบันทึกช่วยจำสั้น ๆ ไว้กับใบแจ้งหนี้แต่ละใบ ระบุเหตุผลว่า "ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 67" พร้อมแนบ Bill of Lading หรือ e-Ticket ประกอบ เพื่อให้ผู้ตรวจสอบบัญชี
เจ้าหน้าที่สรรพากร หรือแม้แต่นักบัญชีที่มารับงานต่อในอนาคต
เข้าใจที่มาได้ทันทีโดยไม่ต้องสอบถามซ้ำ หากไม่แน่ใจว่ารายการใดเป็นค่าระวาง-ค่าโดยสารแท้ หรือเป็นค่าบริการที่ต้องหักภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจโอนเงิน
เพราะการหักภาษีผิดพลาด (ไม่ว่าจะหักขาดหรือหักเกิน)
ล้วนสร้างภาระตามมาทั้งสิ้น
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีค่าระวางสายเรือต่างชาติ มาตรา 67 ทำไมไม่หัก 15% ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าจ่ายค่าระวางเรือผ่านตัวแทนเรือในไทย (ไม่ได้จ่ายตรงให้สายเรือต่างชาติ) ยังไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายใช่หรือไม่?
ถ้าตัวแทนเรือในไทยเรียกเก็บค่าระวางในนามและแทนสายเรือต่างชาติสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ ค่าระวางส่วนนี้ยังเข้าเงื่อนไขมาตรา 67 จึงไม่ต้องหัก 15% เช่นเดิม
แต่ถ้าตัวแทนแยกเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าคอมมิชชั่นของตัวเองต่างหาก
ค่าบริการส่วนนั้นต้องพิจารณาหักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ปกติสำหรับผู้รับเงินที่เป็นนิติบุคคลไทย (โดยทั่วไป 3%)
ซื้อตั๋วเครื่องบินธุรกิจจากสายการบินต่างชาติผ่านตัวแทนขายตั๋วในไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?
ค่าโดยสารเครื่องบินระหว่างประเทศที่จ่ายให้สายการบินต่างชาติ ไม่ว่าจะซื้อผ่านเว็บไซต์สายการบินเองหรือผ่านตัวแทนขายตั๋วในไทย เข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 67 เช่นเดียวกับค่าระวางเรือ
จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จากยอดค่าตั๋ว
บริษัทควรเก็บเอกสารอะไรไว้เป็นหลักฐานว่าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าระวาง-ค่าตั๋ว?
ควรเก็บใบตราส่งสินค้าทางเรือ (Bill of Lading) หรือบัตรโดยสาร/e-Ticket พร้อมใบแจ้งหนี้ที่ระบุชื่อสายเรือหรือสายการบินต่างชาติชัดเจน และหลักฐานการชำระเงิน
เพื่อพิสูจน์ว่ารายจ่ายนั้นเป็นค่าระวางหรือค่าโดยสารขนส่งระหว่างประเทศจริงตามเงื่อนไขมาตรา 67 ไม่ใช่ค่าบริการประเภทอื่นที่ต้องหักภาษี
ถ้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จากค่าระวางเรือไปแล้วโดยเข้าใจผิด ต้องแก้ไขอย่างไร?
หากหักและนำส่งภาษีไปแล้วทั้งที่รายการนั้นเข้าเงื่อนไขมาตรา 67 ไม่ต้องหัก บริษัทสามารถดำเนินการขอคืนภาษีที่หักและนำส่งเกินจากกรมสรรพากรได้
แต่ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อตรวจสอบเงื่อนไขและเตรียมเอกสารประกอบการขอคืนให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด
ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน