ธุรกิจแฟกเตอริง (Factoring) หรือการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าสินค้าหรือบริการเพื่อแลกกับกระแสเงินสดทันที เป็นเครื่องมือทางการเงินยอดนิยมสำหรับ SME

ที่ต้องการบริหารเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ในแง่การบันทึกบัญชีและภาษีอากร

มีประเด็นที่ค่อนข้างซับซ้อนเกี่ยวกับการโอนความเสี่ยงและภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) ที่ฝ่ายบัญชีต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. 1. การบันทึกบัญชีการขายลดลูกหนี้การค้า (Factoring)
  2. 2. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)
  3. 3. อากรแสตมป์ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. การบันทึกบัญชีการขายลดลูกหนี้การค้า (Factoring)

การโอนสิทธิเรียกร้องหรือขายลดลูกหนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ซึ่งส่งผลต่อการลงบัญชีดังนี้:

  • กรณีโอนความเสี่ยงทั้งหมด (With Without Recourse): หากผู้รับซื้อลด (Factor) รับความเสี่ยงหนี้สูญทั้งหมด ผู้ขายสามารถตัดลูกหนี้การค้านั้นออกจากบัญชีได้ทันที โดยรับรู้ผลต่างระหว่างมูลค่าลูกหนี้การค้ากับเงินสดที่ได้รับเป็น "ขาดทุนจากการโอนสินทรัพย์ทางการเงิน" หรือค่าใช้จ่ายทางการเงินในงวดนั้น
  • กรณีไม่โอนความเสี่ยง (With Recourse): หากผู้ขายยังคงต้องรับผิดชอบหากลูกหนี้ไม่ชำระเงิน จะไม่สามารถตัดลูกหนี้ออกจากบัญชีได้ แต่ต้องบันทึกเป็น "เงินกู้ยืมจากสถาบันแฟกเตอริง" ควบคู่ไปกับลูกหนี้การค้าเดิม และรับรู้ส่วนลดหรือดอกเบี้ยจ่ายตามเกณฑ์สิทธิ์คงเหลือ

2. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)

ค่าธรรมเนียมและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในธุกรรมแฟกเตอริงของสถาบันการเงินที่ให้บริการ มีแนวทางพิจารณาทางภาษีดังนี้:

ประเภทรายได้และหน้าที่ทางภาษี:
1. ส่วนต่างดอกเบี้ยหรือส่วนลดตั๋วเงิน (Discount/Interest): ถือเป็นการให้บริการทางการเงินที่มีลักษณะคล้ายการให้กู้ยืม

เข้าลักษณะต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) อัตรา 3% (บวกภาษีท้องถิ่นเป็น

3.3%) ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
2. ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการหนี้ (Management/Collection Fee): ถือเป็นการให้บริการจัดการหนี้สิน เข้าลักษณะต้องเสีย

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7%

ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลจะต้องทำการ หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่มีการจ่ายชำระค่าธรรมเนียมบริการส่วนนี้

3. อากรแสตมป์ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง

สัญญาแฟกเตอริงมีผลเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สิน ซึ่งต้องจัดทำตราสารโอนสิทธิเรียกร้องและเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร:

  • การเสียอากรแสตมป์: ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ในอัตราทุกๆ 1,000 บาท เสียอากร 1 บาท (หรือ 0.1%) ของมูลค่าสิทธิที่โอน โดยผู้โอนหรือผู้รับโอนต้องตกลงกันตามสัญญาว่าใครจะเป็นผู้รับภาระ

สรุป

การบันทึกบัญชีแฟกเตอริงต้องพิจารณาเงื่อนไขในสัญญาเป็นหลักว่าเป็นการโอนลูกหนี้แบบเด็ดขาดหรือเป็นการกู้ยืมเงิน และต้องแยกแยะโครงสร้างรายจ่ายระหว่างดอกเบี้ยรับซื้อลด (ไม่มี VAT)

กับค่าธรรมเนียมการจัดการหนี้ (มี VAT 7% และหัก ณ ที่จ่าย 3%)

เพื่อให้การยื่นภาษีและจัดทำงบการเงินสะท้อนข้อเท็จจริงทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง บัญชีธุรกิจแฟกเตอริง: การบันทึกส่วนลดตั๋วเงินและประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรใช้ตรวจทั้งจุดเกิดภาษี เอกสารขาย เอกสารซื้อ และรายงาน ภ.พ.30 เพราะข้อผิดพลาด VAT

มักกระทบหลายเดือนต่อเนื่องและแก้ยากเมื่อปิดรอบภาษีไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • ตรวจว่าธุรกิจอยู่ในกิจการที่ต้องจด VAT หรือเป็นกิจการยกเว้น VAT
  • แยกใบกำกับภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จ และหลักฐานรับชำระเงินให้ตรงรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานภาษีซื้อ-ขายกับ ภ.พ.30 รายได้ และรายการเดินบัญชีธนาคารก่อนยื่นแบบ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • เคลมภาษีซื้อจากเอกสารที่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง
  • ออกใบกำกับภาษีผิดเดือนหรือไม่สัมพันธ์กับวันที่รับเงิน ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการ
  • ปล่อยให้รายได้เกินเกณฑ์จด VAT โดยไม่มีแผนจดทะเบียนและปรับระบบเอกสาร

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. การบันทึกบัญชีการขายลดลูกหนี้การค้า (Factoring)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. อากรแสตมป์ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การวางแผนและตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีจุดใดที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก?

ต้องพิจารณาว่าธุรกิจของเราอยู่ในขอบข่ายกิจการที่ต้องเสีย VAT หรือได้รับยกเว้นตามกฎหมาย จากนั้นตรวจสอบจุดความรับผิดในการเสียภาษี (Tax Point) ของธุรกรรม

เพื่อออกใบกำกับภาษีขายและนำส่งภาษีได้อย่างถูกต้องตรงตามงวดเดือน

เอกสารและหลักฐานสำคัญที่ต้องจัดเก็บเพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง?

ต้องจัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อที่ได้รับจากคู่ค้า (ตัวจริง), สำเนาใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน, รายงานภาษีซื้อ, รายงานภาษีขาย, และหลักฐานการชำระเงินที่สัมพันธ์กับบิลแต่ละใบ

เพื่อให้สามารถกระทบยอดและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

หากพบว่ายื่นแบบ ภ.พ.30 หรือแสดงยอดภาษีมูลค่าเพิ่มผิดพลาดไปแล้ว ควรดำเนินการแก้ไขอย่างไร?

ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบยอดต่างของภาษีซื้อหรือภาษีขายในเดือนนั้นๆ แล้วจัดทำแบบยื่นเพิ่มเติม (ภ.พ.30 เพิ่มเติม) เพื่อนำส่งภาษีที่ขาดพร้อมชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ถ้ามี)

โดยเร็วที่สุดเพื่อลดภาระค่าปรับที่อาจสะสมเพิ่มขึ้น

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง บัญชีธุรกิจแฟกเตอริง: การบันทึกส่วนลดตั๋วเงินและประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ บัญชีธุรกิจแฟกเตอริง: การบันทึกส่วนลดตั๋วเงินและประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น