ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) ในประเทศไทย เช่น โรงงานผลิตเครื่องสำอาง อาหารเสริม บรรจุภัณฑ์ หรือชิ้นส่วนพลาสติก

เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูง ทว่าในแง่ของงานบัญชีและภาษี ธุรกิจ OEM

มีความท้าทายอย่างมากในเรื่องของการคุม "ต้นทุนการผลิต" และการแบ่งแยกสัญญาระหว่างการขายสินค้าและการจ้างทำของ ซึ่งมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่เท่ากัน

สารบัญบทความ
  1. 1. สัญญาซื้อขายสินค้า vs สัญญาจ้างทำของ (ต่างกันอย่างไร?)
  2. 2. โครงสร้างและการบันทึกต้นทุนการผลิต (Costing Structure)
  3. 3. การจัดการสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. สัญญาซื้อขายสินค้า vs สัญญาจ้างทำของ (ต่างกันอย่างไร?)

ผู้ประกอบการโรงงาน OEM มักพบปัญหาว่าลูกค้าขอกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่ส่งมอบงาน ซึ่งสรรพากรมีแนวพิจารณาดังนี้:

  • กรณีจ้างทำของ (หัก ณ ที่จ่าย 3%): เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าเป็นฝ่ายจัดหา "วัตถุดิบหรือส่วนผสมหลัก" มาให้โรงงาน และโรงงานทำหน้าที่เพียงใช้เครื่องจักรและแรงงานในการผลิตแปรสภาพเท่านั้น ยอดจ่ายเงินส่วนนี้ถือเป็นค่าจ้างทำของ ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% และจุดเสีย VAT เกิดเมื่อส่งมอบงานบริการหรือได้รับชำระเงิน
  • กรณีซื้อขายสินค้า (ไม่มีหัก ณ ที่จ่าย): เกิดขึ้นเมื่อโรงงาน OEM เป็นผู้จัดหา "วัตถุดิบหลักทั้งหมดเอง" ตั้งแต่แรก (เช่น ซื้อเคมี ซื้อขวด บรรจุภัณฑ์เองทั้งหมด) และขายสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จแล้วให้ลูกค้า ยอดจ่ายเงินส่วนนี้ถือเป็นค่าซื้อขายสินค้า ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% และจุดเสีย VAT เกิดเมื่อส่งมอบสินค้า

การร่างสัญญาจะซื้อจะขายและจัดทำใบเสนอราคาให้ชัดเจนตั้งแต่แรกจึงสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาข้อโต้แย้งเรื่องหัก ณ ที่จ่าย

2. โครงสร้างและการบันทึกต้นทุนการผลิต (Costing Structure)

การบันทึกบัญชีของโรงงาน OEM ต้องปันส่วนต้นทุนออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก เพื่อหาราคาทุนสินค้าต่อหน่วย (Unit Cost) ที่แท้จริง:

3 องค์ประกอบของต้นทุนการผลิต:
1. วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials): มูลค่าสารเคมี สมุนไพร บรรจุภัณฑ์ กล่อง ฉลาก ที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้น ๆ จริง

2. ค่าแรงงานทางตรง (Direct Labor):

ค่าจ้างของพนักงานฝ่ายผลิตที่คุมเครื่องจักรผสมหรือบรรจุขวดโดยตรง
3. ค่าใช้จ่ายการผลิต (Manufacturing Overhead): ค่าเช่าโรงงาน ค่าน้ำไฟโรงงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร

ซึ่งต้องนำมาปันส่วนเข้าหาสินค้าแต่ละล็อตตามสัดส่วนที่เหมาะสม (เช่น ตามชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร)

3. การจัดการสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

ธุรกิจ OEM มักมีวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์หลายรายการที่ลูกค้านำมาฝากไว้เพื่อรอการผลิต โรงงานต้องแยกแยะบัญชีสต๊อกให้ดีระหว่าง "วัตถุดิบของบริษัท" กับ "วัตถุดิบที่ลูกค้านำมาฝาก"

(ซึ่งจะไม่ถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ของโรงงานแต่ต้องทำบัญชีคุมแยกต่างหากเพื่อการตรวจสอบ)

นอกจากนี้ การกระทบยอดสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นงวดบัญชี เป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องรายงานให้ตรงกับความเป็นจริง เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องสินค้าขาด/เกินในรายงานสต๊อกของกรมสรรพากร

สรุป

ระบบบัญชีของธุรกิจ OEM จำเป็นต้องมีโครงสร้างการบันทึกต้นทุนที่ละเอียดและโปร่งใส เพื่อให้ทราบอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่แท้จริงของแต่ละโครงการรับผลิต

และการออกแบบสัญญาขายที่ชัดเจนจะช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทถูกหักภาษี ณ

ที่จ่ายล่วงหน้าเกินความจำเป็น ช่วยให้โรงงานบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง บัญชีธุรกิจรับผลิตสินค้า OEM: การบันทึกต้นทุนและประเด็นภาษี ควรตรวจคู่กับรายงานสินค้า รายการรับ-จ่ายจริง และต้นทุนที่บันทึกบัญชี เพราะสต๊อกที่ไม่ตรงมักทำให้กำไร

ภาษีซื้อ และภาษีขายคลาดเคลื่อนพร้อมกัน

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • จัดทำรหัสสินค้า หน่วยนับ และรายงานรับ-จ่ายให้ตรงกับเอกสารซื้อขายจริง
  • กระทบยอดสต๊อกปลายงวดกับยอดบัญชี ต้นทุนขาย และรายงานสินค้าคงเหลือ
  • เก็บเอกสารนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าให้ครบในต้นทุน

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • บันทึกต้นทุนสินค้าไม่รวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่แยกสินค้าชำรุด สูญหาย หรือหมดอายุออกจากสินค้าพร้อมขาย
  • ใช้วิธีตีราคาสต๊อกไม่สม่ำเสมอ ทำให้กำไรแต่ละงวดเปรียบเทียบกันยาก

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. สัญญาซื้อขายสินค้า vs สัญญาจ้างทำของ (ต่างกันอย่างไร?)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. โครงสร้างและการบันทึกต้นทุนการผลิต (Costing Structure)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. การจัดการสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ระบบการบริหารจัดการสต๊อกสินค้ามีความสำคัญอย่างไรต่อโครงสร้างภาษีของนิติบุคคล?

มูลค่าของสินค้าคงเหลือปลายงวดและรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Card) เป็นตัวกำหนดต้นทุนขายและกำไรสุทธิทางบัญชีและภาษี หากระบบคลังสินค้าไม่ตรงกับเอกสารซื้อขาย

สรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีขายย้อนหลังและคิดเบี้ยปรับในกรณีสินค้าขาดจากรายงานคลังสินค้าได้

เอกสารสำคัญที่แผนกคลังสินค้าและแผนกบัญชีต้องใช้ตรวจสอบร่วมกันมีอะไรบ้าง?

ต้องใช้ใบสั่งซื้อ (PO), ใบรับสินค้า (GRN), ใบกำกับภาษีซื้อ/ขาย, รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Card), ใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออก (สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก),

และรายงานผลการตรวจนับสินค้าคงคลังประจำปี

หากพบผลต่างระหว่างสินค้าคงเหลือในระบบบัญชีกับผลการตรวจนับจริง ควรดำเนินการอย่างไร?

ต้องหาสาเหตุของผลต่างว่าเกิดจากการบันทึกเอกสารล่าช้า สินค้าชำรุดสูญหาย หรือมีการทุจริต จากนั้นจัดทำรายงานขออนุมัติปรับปรุงยอดสต๊อกเสนอกรรมการ

และให้สำนักงานบัญชีบันทึกปรับปรุงบัญชีพร้อมประเมินภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียย้อนหลัง

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง บัญชีธุรกิจรับผลิตสินค้า OEM: การบันทึกต้นทุนและประเด็นภาษี

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ บัญชีธุรกิจรับผลิตสินค้า OEM: การบันทึกต้นทุนและประเด็นภาษี

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม