เมื่อธุรกิจเจอน้ำท่วมหรือไฟไหม้จนเอกสารบัญชีเสียหาย หลายเจ้าของกิจการมักเข้าใจว่าเหตุสุดวิสัยแบบนี้จะได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ แต่ในทางกฎหมายไม่เป็นเช่นนั้น
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
ยังกำหนดให้ต้องแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในเวลาที่กำหนด และหากเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่กรมสรรพากรกำลังตรวจสอบภาษีอยู่พอดี ธุรกิจยังมีความเสี่ยงถูกประเมินภาษีตามมาตรา 71(1)
แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งคิดภาษีจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายในอัตราร้อยละ 5 และแม้กฎหมายจะยังให้สิทธิอุทธรณ์ได้ แต่ในทางปฏิบัติพิสูจน์ตัวเลขให้ลดลงภายหลังได้ยากมากหากไม่มีเอกสารสนับสนุน
บทความนี้สรุปหน้าที่ตามกฎหมายและขั้นตอนที่เจ้าของ SME
ต้องทำทันทีเพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด
สารบัญบทความ
- ทำไมเหตุสุดวิสัยไม่ใช่ข้ออ้างที่ไม่ต้องทำอะไรทางกฎหมาย
- หน้าที่แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 15 วัน
- เมื่อเอกสารหายระหว่างถูกตรวจสอบภาษี ความเสี่ยงตามมาตรา 71(1)
- ขั้นตอนที่ควรทำทันทีเพื่อลดความเสี่ยง
- ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ระบบสำรองเอกสารที่ SME ควรมี
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมเหตุสุดวิสัยไม่ใช่ข้ออ้างที่ไม่ต้องทำอะไรทางกฎหมาย
เมื่อโกดังสินค้าถูกน้ำท่วมหรือสำนักงานไฟไหม้จนเอกสารบัญชีเสียหายทั้งตู้ เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่านี่คือ "เหตุสุดวิสัย" ที่กฎหมายจะยกเว้นให้โดยอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริง
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
ไม่ได้มีข้อยกเว้นให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี (ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลอื่นตามที่กฎหมายกำหนด) หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที กลับกัน
กฎหมายกำหนดให้ต้อง "แจ้ง" ความเสียหายต่อทางราชการภายในเวลาที่กำหนด
และยังต้องพิสูจน์รายการทางบัญชีต่อกรมสรรพากรเหมือนเดิม เพียงแต่ใช้หลักฐานทดแทนแทนต้นฉบับที่หายไป
ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ธุรกิจต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี หมายความว่าเอกสารของ 3-4
ปีก่อนหน้ายังอยู่ในช่วงที่ต้องเก็บรักษาและอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
หากไฟไหม้หรือน้ำท่วมทำลายเอกสารของปีเหล่านั้น ความเสี่ยงจึงไม่ได้จบลงพร้อมเหตุการณ์ แต่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นจากจุดนั้น
หน้าที่แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 15 วัน
มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดว่า เมื่อบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี (เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เป็นหนังสือภายใน 15
วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายนั้น หนังสือแจ้งควรระบุช่วงเวลาของเอกสารที่หาย ประเภทเอกสาร สาเหตุ (น้ำท่วมหรือไฟไหม้) พร้อมแนบหลักฐาน เช่น ใบแจ้งความ
รายงานจากหน่วยดับเพลิงหรือหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ภาพถ่ายความเสียหาย หรือประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยจากหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น
การแจ้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้อ้างอิงภายหลัง ทั้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเองและกับกรมสรรพากรหากมีการตรวจสอบภาษีตามมา
เพราะเป็นหลักฐานแสดงว่าเอกสารหายจากเหตุสุดวิสัยจริง ไม่ใช่การจงใจทำลายหรือปกปิดรายการ
การละเลยไม่แจ้งภายในกำหนดอาจทำให้เสียโอกาสอ้างเหตุสุดวิสัยอย่างเป็นทางการ และยังอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
ซึ่งมีบทกำหนดโทษไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชบัญญัติ
โดยเฉพาะกรณีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการสูญหายหรือเสียหายของเอกสาร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 33)
จึงควรแจ้งข้อมูลตามความเป็นจริงและภายในกำหนดเวลาเสมอ
เมื่อเอกสารหายระหว่างถูกตรวจสอบภาษี ความเสี่ยงตามมาตรา 71(1)
สถานการณ์ที่อันตรายที่สุดคือเอกสารสูญหายขณะกรมสรรพากรกำลังตรวจสอบอยู่พอดี เช่น มีหมายเรียกตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร
ให้นำส่งบัญชีและเอกสารประกอบเพื่อตรวจความถูกต้องของแบบ ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด.51 ที่ยื่นไว้
หรือกระทบยอดรายงานภาษีซื้อ-ขายกับแบบ ภ.พ.30 ที่เคยยื่นแต่ละเดือน หากนำเอกสารมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินใช้มาตรา 71(1)
แห่งประมวลรัษฎากรได้ทันที
ภายใต้มาตรา 71(1) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบบัญชีนั้น
แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า
นั่นหมายความว่าต้องเสียภาษีจากยอดรายได้ทั้งก้อนโดยไม่มีสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายเลย ต่างจากการคำนวณภาษีปกติที่เสียจากกำไรสุทธิ
แม้กฎหมายจะยังเปิดช่องให้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งประเมินตามมาตรา 71(1) ได้ตามมาตรา 71 วรรคสาม
แต่ในทางปฏิบัติการอุทธรณ์ให้ประสบผลสำเร็จมักต้องอาศัยบัญชีและเอกสารหลักฐานมายืนยันตัวเลขรายได้และรายจ่ายที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องยากมากหากเอกสารต้นฉบับสูญหายไปแล้วจริง
ความเสี่ยงนี้จึงยังคงรุนแรงในทางปฏิบัติ
แม้จะไม่ได้ถูกตัดสิทธิอุทธรณ์โดยเด็ดขาดก็ตาม
ขั้นตอนที่ควรทำทันทีเพื่อลดความเสี่ยง
เมื่อรู้ว่าเอกสารบัญชีเสียหายจากน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ไม่ว่าจะมีการตรวจสอบภาษีค้างอยู่หรือไม่ ควรดำเนินการดังนี้ทันที
- แจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากรผู้ดูแลหมายเรียก (ถ้ามีการตรวจสอบอยู่) เป็นหนังสือทันที พร้อมแนบหลักฐานเหตุสุดวิสัย และขอขยายระยะเวลานำส่งเอกสารหรือเข้าไต่สวนอย่างเป็นทางการ
- แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 15 วันตามมาตรา 15 พร้อมเก็บใบตอบรับการแจ้งไว้เป็นหลักฐาน
- รวบรวมหลักฐานทดแทนจากภายนอกให้มากที่สุด เช่น bank statement สำเนาใบกำกับภาษีและใบเสร็จจากคู่ค้า หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่คู่ค้าเก็บสำเนาไว้ และสำเนาแบบ ภ.พ.30 หรือ ภ.ง.ด.50 ที่เคยยื่นไว้กับกรมสรรพากร
- จัดทำบันทึกสรุปเหตุการณ์ ระบุวันที่เกิดเหตุ รายการเอกสารที่เสียหาย ช่วงเวลา และมูลค่าโดยประมาณ พร้อมลงลายมือชื่อผู้รับผิดชอบ
- ปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีทันที เพื่อประเมินผลกระทบต่องบการเงินและความเสี่ยงทางภาษีก่อนสรุปตัวเลขใดๆ กับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากรายละเอียดขั้นตอนอาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
| ต้องแจ้งใคร | ต้องทำอะไร | กรอบเวลา |
|---|---|---|
| กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สารวัตรใหญ่บัญชี/สารวัตรบัญชี) | แจ้งเป็นหนังสือว่าบัญชีหรือเอกสารสูญหายหรือเสียหาย พร้อมหลักฐานเหตุสุดวิสัย | ภายใน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ (มาตรา 15) |
| เจ้าหน้าที่สรรพากรผู้ออกหมายเรียก (ถ้ามีคดีตรวจสอบอยู่) | แจ้งเหตุสุดวิสัยและขอขยายเวลานำส่งเอกสารหรือเข้าไต่สวน | ทันทีที่ทราบเหตุ ก่อนครบกำหนดในหมายเรียก |
| หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น/หน่วยดับเพลิง | ขอหนังสือรับรองพื้นที่ประสบภัยหรือรายงานเหตุไฟไหม้เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบ | ตามรอบเวลาที่หน่วยงานออกเอกสารให้ |
ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ระบบสำรองเอกสารที่ SME ควรมี
วิธีที่ลดความเสียหายได้ดีที่สุดคือการไม่ให้เอกสารต้นฉบับเป็นสำเนาเดียวที่มีอยู่ในโลก ธุรกิจควรสแกนเอกสารสำคัญเก็บขึ้นระบบคลาวด์หรือระบบบัญชีออนไลน์ทุกเดือน
แยกไฟล์สำรองไว้คนละสถานที่กับต้นฉบับกระดาษ และพิจารณาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
(e-Tax Invoice) กับคู่ค้าที่รองรับ เพื่อให้มีสำเนาอยู่ในระบบของกรมสรรพากรควบคู่ไปด้วย ไม่ต้องพึ่งเอกสารกระดาษเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
สุดท้าย การส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีตรวจและบันทึกทุกเดือนแทนการกองเก็บไว้รอสิ้นปี ก็เป็นเกราะป้องกันสำคัญ เพราะถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นจริง
อย่างน้อยที่สุดยังมีข้อมูลบันทึกไว้ในระบบบัญชีที่กระทบยอดไว้แล้ว
ไม่ต้องเริ่มต้นกู้หลักฐานจากศูนย์เพียงลำพัง บทความนี้เป็นข้อมูลให้ความรู้ทั่วไป แต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงต่างกัน จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี
หรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินสถานการณ์เฉพาะของกิจการก่อนตัดสินใจ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง เอกสารบัญชีสูญหายน้ำท่วมไฟไหม้ระหว่างตรวจสอบภาษี ทำอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เอกสารบัญชีถูกไฟไหม้หรือน้ำท่วมเสียหาย ต้องแจ้งหน่วยงานไหนก่อน
ต้องแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี) เป็นหนังสือภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
และหากขณะนั้นมีหมายเรียกตรวจสอบภาษีค้างอยู่
ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากรผู้รับผิดชอบคดีเป็นหนังสือทันทีด้วยเช่นกัน
ถ้าพิสูจน์เอกสารไม่ได้ระหว่างถูกตรวจสอบภาษี จะถูกประเมินภาษีอย่างไร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจใช้มาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบบัญชีนั้น
แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า ซึ่งรุนแรงกว่าการเสียภาษีจากกำไรสุทธิตามปกติมาก
แม้กฎหมายจะยังให้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งประเมินนี้ได้ตามมาตรา 71 วรรคสาม แต่การอุทธรณ์ให้เป็นผลสำเร็จก็ยังต้องใช้หลักฐานทางบัญชีมาพิสูจน์ตัวเลขที่แท้จริง
ซึ่งยากมากหากเอกสารต้นฉบับสูญหายไปแล้ว
เหตุสุดวิสัยอย่างน้ำท่วมไฟไหม้ทำให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องพิสูจน์เอกสารเลยหรือไม่
ไม่ กฎหมายภาษีไม่มีข้อยกเว้นอัตโนมัติให้เหตุสุดวิสัย ผู้เสียภาษียังมีภาระต้องพิสูจน์รายการด้วยหลักฐานทดแทนเท่าที่ทำได้ เช่น bank statement สำเนาใบกำกับภาษีจากคู่ค้า
และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่และขอขยายเวลาอย่างเป็นทางการ เพื่อลดโอกาสถูกประเมินตามมาตรา 71(1)
ไม่แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อเอกสารบัญชีสูญหาย มีความผิดหรือไม่
มี พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดหน้าที่ต้องแจ้งการสูญหายหรือเสียหายของบัญชีต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายใน 15 วันตามมาตรา 15
หากแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการสูญหายหรือเสียหายนั้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 33 ส่วนกรณีไม่แจ้งหรือแจ้งล่าช้าเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ได้เช่นกัน
จึงควรรีบแจ้งตามข้อเท็จจริงทันทีที่ทราบเหตุ
แม้ยังไม่มีการตรวจสอบภาษีเกิดขึ้นในขณะนั้นก็ตาม
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน