เจ้าของธุรกิจหลายรายที่บริษัทถือครองที่ดิน หุ้นในบริษัทอื่น หรือสินค้าคงเหลือจำนวนมาก อาจเคยคิดว่าการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นไม่จำเป็นต้องโอนเป็นเงินสดเสมอไป

แต่การจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สินมีรายละเอียดทางภาษีที่ซับซ้อนกว่าปันผลเงินสดมาก

ทั้งการตีราคาตามมูลค่าตลาด ณ วันจ่าย ผลกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทผู้จ่าย ความเสี่ยงเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(8) และภาระภาษีหัก ณ

ที่จ่ายของผู้ถือหุ้นที่ยังคงมีอยู่แม้จะไม่ได้รับเงินสด บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญให้เจ้าของ

SME เข้าใจภาพรวมก่อนตัดสินใจ

สารบัญบทความ
  1. จ่ายปันผลเป็นทรัพย์สินแทนเงินสด ทำได้จริงหรือไม่
  2. หัวใจสำคัญ: ต้องตีราคาตามมูลค่าตลาด ไม่ใช่ราคาทุน
  3. VAT และภาษีอื่นที่แตกต่างกันตามชนิดทรัพย์สิน
  4. ภาระหัก ณ ที่จ่ายของผู้ถือหุ้น เมื่อได้รับทรัพย์สินแทนเงินสด
  5. เอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบก่อนจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สิน
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

จ่ายปันผลเป็นทรัพย์สินแทนเงินสด ทำได้จริงหรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 กำหนดเพียงว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ต้องมาจากกำไรเท่านั้น ไม่ได้บังคับว่าต้องจ่ายเป็นเงินสดเสมอไป ในทางปฏิบัติจึงมีบริษัทบางแห่งเลือก

"จ่ายปันผลเป็นทรัพย์สิน" (Dividend In-kind) เช่น

โอนที่ดินที่ไม่ได้ใช้ในกิจการ โอนหุ้นบริษัทในเครือที่ถืออยู่ หรือแบ่งสินค้าคงเหลือให้ผู้ถือหุ้นแทนเงินสด

แต่การทำเช่นนี้ต้องมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นระบุให้ชัดเจนว่าจ่ายเป็นทรัพย์สินชนิดใด มูลค่าเท่าใด

และผู้ถือหุ้นแต่ละรายได้รับเท่าไรตามสัดส่วนหุ้น เพราะหากการบันทึกบัญชีและการยื่นภาษีไม่สอดคล้องกับมติที่ประชุม กรมสรรพากรมีสิทธิตั้งประเด็นตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้ทันที

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือขั้นตอนตามกฎหมายยังเหมือนการจ่ายเงินปันผลปกติทุกประการ ทั้งการตั้งสำรองตามกฎหมาย การจัดประชุมและมติอนุมัติ

เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบสิ่งที่โอนให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น

หัวใจสำคัญ: ต้องตีราคาตามมูลค่าตลาด ไม่ใช่ราคาทุน

จุดที่เจ้าของธุรกิจพลาดบ่อยที่สุดคือการบันทึกมูลค่าทรัพย์สินที่จ่ายปันผลด้วย "ราคาทุน" หรือ "ราคาตามบัญชี" ทั้งที่หลักการบัญชีและภาษีกำหนดให้ใช้ มูลค่ายุติธรรม (Fair Value)

หรือราคาตลาด ณ วันที่จ่ายจริง เท่านั้น

กิจการที่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับเต็มต้องปฏิบัติตามการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่องการจ่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสดให้เจ้าของ (TFRIC 17)

ซึ่งกำหนดให้บันทึกหนี้สินเงินปันผลค้างจ่ายด้วยมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สินและรับรู้ผลต่างระหว่างมูลค่ายุติธรรมกับมูลค่าตามบัญชีเป็นกำไรหรือขาดทุนในงบกำไรขาดทุน ส่วน SME ที่ใช้

TFRS for NPAEs แม้ไม่มีข้อกำหนดละเอียดเท่ากัน

แต่หลักการที่ผู้สอบบัญชีและสรรพากรยึดถือก็คือใช้ราคาตลาด ไม่ใช่ราคาทุนเช่นกัน

ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคล การโอนทรัพย์สินโดยไม่ได้รับเงินสดตอบแทน (แต่ใช้หักหนี้เงินปันผลค้างจ่ายแทน) เข้าข่ายมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตีราคาตามราคาตลาดในวันที่โอน

หากราคาตลาดสูงกว่าราคาตามบัญชีของทรัพย์สิน ผลต่างถือเป็นรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่บริษัทต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแบบ ภ.ง.ด.50

ของรอบบัญชีนั้น ดังนั้นก่อนจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สิน

ควรมีรายงานประเมินราคาจากผู้ประเมินอิสระ ราคาประเมินราชการ หรือใบเสนอราคาตลาดที่อ้างอิงได้ เพื่อป้องกันการถูกประเมินย้อนหลัง

VAT และภาษีอื่นที่แตกต่างกันตามชนิดทรัพย์สิน

มาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากรนิยาม "ขาย" ไว้กว้างมาก โดยรวมถึง "จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่"

ดังนั้นหากบริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และทรัพย์สินที่นำมาจ่ายปันผลเข้าข่าย "สินค้า" ตามกฎหมาย VAT

เช่น สินค้าคงเหลือหรือวัตถุดิบ การจ่ายปันผลเป็นสินค้านั้นถือเป็น "การขาย" ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทันที แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่ได้จ่ายเงินสดกลับมาก็ตาม

บริษัทต้องคำนวณภาษีขายจากราคาตลาดของสินค้า ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

ออกใบกำกับภาษีบันทึกมูลค่าตามราคาตลาด บันทึกในรายงานภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

แต่ไม่ใช่ทุกทรัพย์สินจะเข้าเกณฑ์ VAT เหมือนกัน แต่ละประเภทมีภาระภาษีต่างกันดังนี้

ประเภททรัพย์สินที่จ่ายปันผลภาษีที่ต้องพิจารณาสาระสำคัญ
สินค้าคงเหลือ/วัตถุดิบ (กิจการจด VAT)ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)เข้าข่ายการขายตามมาตรา 77/1(8) เสีย VAT 7% จากราคาตลาด ต้องออกใบกำกับภาษีขาย
หุ้นบริษัทอื่น (หลักทรัพย์)ไม่อยู่ในข่าย VAT + อากรแสตมป์หลักทรัพย์ไม่ถือเป็น "สินค้า" ตามบทนิยามของประมวลรัษฎากร การโอน/จ่ายหุ้นจึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ตราสารโอนหุ้นต้องติดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยผู้โอนเป็นผู้มีหน้าที่เสีย
ที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์ไม่เข้า VAT อาจเข้าภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)หากเข้าเกณฑ์ "ขายเป็นทางค้าหรือหากำไร" ตามมาตรา 91/2(6) ต้องเสีย SBT ในอัตรารวมประมาณ 3.3% ของราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาตลาดแล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า พร้อมค่าธรรมเนียมโอนที่กรมที่ดิน

กรณีที่ดินมีรายละเอียดเงื่อนไขยกเว้น SBT ปลีกย่อยหลายจุด (เช่น ระยะเวลาการถือครอง วัตถุประสงค์การได้มา ที่ดินนั้นใช้ในกิจการหรือไม่)

จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีก่อนโอนกรรมสิทธิ์จริงที่กรมที่ดิน

เพื่อไม่ให้ประเมินภาษีผิดพลาด

ภาระหัก ณ ที่จ่ายของผู้ถือหุ้น เมื่อได้รับทรัพย์สินแทนเงินสด

แม้จะจ่ายเป็นทรัพย์สิน แต่ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร "เงินได้พึงประเมิน" หมายรวมถึงทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย

เงินปันผลที่จ่ายเป็นทรัพย์สินจึงยังคงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) เช่นเดียวกับปันผลเงินสดทุกประการ

บริษัทผู้จ่ายยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของมูลค่าตลาดของทรัพย์สินที่จ่าย (สำหรับผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา) และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

ให้ผู้ถือหุ้นไว้ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี

ปัญหาที่พบบ่อยในทางปฏิบัติคือ "ผู้ถือหุ้นได้รับที่ดินหรือหุ้น แต่ไม่ได้รับเงินสดสักบาท" บริษัทจึงต้องหาเงินสดมาสำรองนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้ถือหุ้นไปก่อน

หรือกำหนดในมติที่ประชุมให้ผู้ถือหุ้นนำเงินสดส่วนหนึ่งมาชำระภาษีให้บริษัทก่อนรับมอบทรัพย์สิน มิฉะนั้นบริษัทจะมีความเสี่ยงถูกเรียกให้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในภาษีที่ไม่ได้นำส่ง

สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็น

นิติบุคคลไทยที่เข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผลระหว่างบริษัท โดยหลักการสิทธิยกเว้นนี้ยังคงใช้ได้แม้ปันผลจะจ่ายเป็นทรัพย์สินแทนเงินสด เพราะกฎหมายพิจารณาที่ลักษณะของเงินได้

ไม่ใช่รูปแบบการชำระ

แต่ควรให้ผู้ตรวจสอบบัญชี/ที่ปรึกษาภาษียืนยันเงื่อนไขครบถ้วนเป็นรายกรณีก่อนดำเนินการ

เอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบก่อนจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สิน

เพราะการจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับภาษีหลายประเภทพร้อมกัน บริษัทจึงควรเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ให้ครบก่อนดำเนินการจริง

  • รายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินจากผู้ประเมินอิสระ หรือหลักฐานราคาตลาดที่น่าเชื่อถือ ณ วันที่จ่าย
  • มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น/กรรมการที่ระบุชนิดทรัพย์สิน มูลค่า และสัดส่วนที่ผู้ถือหุ้นแต่ละรายได้รับอย่างชัดเจน
  • เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ตามประเภททรัพย์สิน เช่นสัญญาโอนหุ้น หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ณ กรมที่ดิน หรือใบส่งมอบสินค้า
  • ใบกำกับภาษีขายและแบบ ภ.พ.30 หากทรัพย์สินเข้าเกณฑ์ VAT
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และแบบ ภ.ง.ด.2 พร้อมหลักฐานการนำส่งภาษี
  • บันทึกบัญชีรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์สินให้ตรงกับมูลค่าตลาดที่ใช้จริง

หากเตรียมเอกสารครบและตีราคาทรัพย์สินตามหลักฐานที่น่าเชื่อถือตั้งแต่ต้น การจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สินก็สามารถทำได้อย่างถูกต้องและตรวจสอบได้

ลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังในอนาคต บทความนี้เป็นข้อมูลให้ความรู้ทั่วไป

กรณีจริงของแต่ละบริษัทควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินข้อเท็จจริงเฉพาะราย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ปันผลเป็นทรัพย์สินแทนเงินสด เสียภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง

เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทจำกัดจ่ายปันผลเป็นทรัพย์สินแทนเงินสดได้หรือไม่

ได้ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าเงินปันผลต้องจ่ายเป็นเงินสดเสมอไป แต่ต้องมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นระบุชัดเจนว่าจ่ายเป็นทรัพย์สินชนิดใด มูลค่าเท่าใด

และยังต้องทำตามขั้นตอนตามกฎหมายเหมือนปันผลเงินสดทุกประการ เช่น

การตั้งสำรองตามกฎหมายและการจัดประชุมอนุมัติ

ต้องตีราคาทรัพย์สินที่จ่ายปันผลอย่างไร ใช้ราคาทุนได้หรือไม่

ต้องใช้ราคาตลาด (มูลค่ายุติธรรม) ณ วันที่จ่ายจริง ไม่ใช่ราคาทุนหรือราคาตามบัญชี เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (4)

ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตีราคาตามราคาตลาดหากพบว่าโอนทรัพย์สินโดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นเงินสด

ผลต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาตามบัญชีต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

จ่ายปันผลเป็นหุ้นบริษัทอื่นหรือสินค้าคงเหลือ ต้องเสีย VAT หรือไม่

ขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์สิน หากเป็นสินค้าคงเหลือของกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) ต้องเสีย VAT 7% จากราคาตลาดและยื่นแบบ ภ.พ.30

แต่หากเป็นหุ้นของบริษัทอื่น หลักทรัพย์ไม่ถือเป็นสินค้าตามประมวลรัษฎากร

การโอนหุ้นจึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ต้องเสียอากรแสตมป์บนตราสารโอนหุ้นแทน ส่วนที่ดินไม่เข้าระบบ VAT แต่อาจเข้าภาษีธุรกิจเฉพาะหากเข้าเกณฑ์ขายเป็นทางค้าหรือหากำไร

ผู้ถือหุ้นที่ได้รับทรัพย์สินแทนเงินสด ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่าไร และใครนำส่งเงินภาษี

ยังคงถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของมูลค่าตลาดทรัพย์สินเช่นเดียวกับปันผลเงินสด บริษัทผู้จ่ายมีหน้าที่นำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

เนื่องจากผู้ถือหุ้นไม่ได้รับเงินสด บริษัทจึงต้องสำรองเงินสดนำส่งภาษีแทนไปก่อน

หรือกำหนดให้ผู้ถือหุ้นนำเงินสดมาชำระภาษีส่วนนี้ก่อนรับมอบทรัพย์สินจริง

สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแบบไหนเหมาะกับตัวเอง สามารถปรึกษาทีมจดทะเบียนธุรกิจของ A Plus Me เพื่อวางแผนโครงสร้างและเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น