คำตอบสั้น ๆ คือ เมื่อบริษัทตกลงจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้ซัพพลายเออร์ด้วยหุ้นของบริษัทแทนเงินสด ธุรกรรมนี้ถือเป็น "การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์" (Share-based Payment)

ประเภทหนึ่ง

ซึ่งต้องบันทึกค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ตามมูลค่ายุติธรรมของสินค้า/บริการที่ได้รับ หรือมูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่ออกให้ แล้วแต่ว่ามูลค่าใดวัดได้น่าเชื่อถือกว่า

พร้อมกับพิจารณาผลกระทบทางภาษีและกฎหมายบริษัทมหาชน/จำกัดที่เกี่ยวข้องกับการออกหุ้นใหม่ บทความนี้อธิบายหลักการบันทึกบัญชีและข้อควรระวังสำหรับ SME

สารบัญบทความ
  1. จ่ายซัพพลายเออร์เป็นหุ้นบริษัทคืออะไร เกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง
  2. หลักการบันทึกบัญชีตามมูลค่ายุติธรรม
  3. ตัวอย่างการบันทึกบัญชี
  4. ขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน
  5. ผลกระทบทางภาษีที่ต้องพิจารณา
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

จ่ายซัพพลายเออร์เป็นหุ้นบริษัทคืออะไร เกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง

ในธุรกิจสตาร์ทอัพหรือบริษัทที่กำลังเติบโตแต่ยังมีกระแสเงินสดจำกัด บางครั้งเจ้าของกิจการจะเจรจากับซัพพลายเออร์หรือผู้ให้บริการ เช่น ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี นักออกแบบ

หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ให้ยอมรับ "หุ้นของบริษัท"

เป็นการตอบแทนค่าสินค้าหรือบริการแทนการจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมดหรือบางส่วน ธุรกรรมลักษณะนี้ในทางบัญชีถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ Share-based Payment ที่ชำระด้วยตราสารทุน (Equity-settled)

แทนที่จะชำระด้วยเงินสด

ธุรกรรมนี้แตกต่างจากการซื้อขายทั่วไปตรงที่ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินสด แต่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทให้กับซัพพลายเออร์แทน ทำให้เกิดคำถามสำคัญทางบัญชีคือ

ควรบันทึกค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ที่ได้รับด้วยมูลค่าเท่าใด

และจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างทุนของบริษัทอย่างไร

หลักการบันทึกบัญชีตามมูลค่ายุติธรรม

ตามหลักการบัญชีเรื่องการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ที่ชำระให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่พนักงาน (เช่น ซัพพลายเออร์หรือผู้ให้บริการ) หลักการวัดมูลค่าโดยทั่วไปมีลำดับความสำคัญดังนี้

  • ลำดับที่ 1: ใช้มูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับ หากสามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น มีใบเสนอราคาตลาดของสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกันชัดเจน ให้บันทึกสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายตามมูลค่านั้น
  • ลำดับที่ 2: ใช้มูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่ออกให้ ณ วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ ในกรณีที่ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น เป็นบริการเฉพาะทางที่ไม่มีราคาตลาดเปรียบเทียบ

ไม่ว่าจะใช้มูลค่าใดเป็นฐาน ด้านเครดิตของรายการนี้จะบันทึกเข้าบัญชี "ทุนเรือนหุ้น" และ "ส่วนเกินมูลค่าหุ้น" (หากราคาที่ตกลงสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้)

เสมือนเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนตามปกติ

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

รายการเดบิตเครดิต
รับบริการที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี มูลค่ายุติธรรม 500,000 บาท ชำระด้วยหุ้นเพิ่มทุนค่าใช้จ่ายบริการวิชาชีพ 500,000 บาททุนเรือนหุ้น + ส่วนเกินมูลค่าหุ้น รวม 500,000 บาท
รับเครื่องจักรจากซัพพลายเออร์ มูลค่ายุติธรรม 1,200,000 บาท ชำระด้วยหุ้นบางส่วนและเงินสดบางส่วนสินทรัพย์-เครื่องจักร 1,200,000 บาทเงินสด + ทุนเรือนหุ้น/ส่วนเกินมูลค่าหุ้น รวม 1,200,000 บาท

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างประกอบหลักการเท่านั้น การกำหนดมูลค่ายุติธรรมที่ถูกต้องต้องอาศัยการประเมินตามข้อเท็จจริงของแต่ละธุรกรรมและควรตรวจสอบกับผู้สอบบัญชี*

ขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน

1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น

การออกหุ้นใหม่ให้บุคคลภายนอกต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายและข้อบังคับบริษัทกำหนด รวมถึงต้องพิจารณาสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นก่อน (Preemptive Right)

ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนหรือผู้ถือหุ้น

เมื่อออกหุ้นใหม่แล้ว ต้องจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและ/หรือทุนจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

3. จัดทำสัญญาหรือข้อตกลงการชำระด้วยหุ้นให้ชัดเจน

ควรมีเอกสารสัญญาระบุมูลค่ายุติธรรมที่ตกลงกัน จำนวนหุ้น เงื่อนไขการโอน และวันที่มีผลบังคับใช้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและการยื่นภาษี

ผลกระทบทางภาษีที่ต้องพิจารณา

  • ฝั่งบริษัทผู้ออกหุ้น: มูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับอาจถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามปกติ หากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานมูลค่ายุติธรรมที่น่าเชื่อถือรองรับ
  • ฝั่งซัพพลายเออร์ผู้รับหุ้น: มูลค่าหุ้นที่ได้รับถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตามสถานะของตน โดยรายละเอียดวิธีรับรู้รายได้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เนื่องจากมีความซับซ้อนกว่าการรับชำระเป็นเงินสด
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ประเด็นว่าบริษัทผู้ออกหุ้นมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากมูลค่าที่ชำระเป็นหุ้นหรือไม่ และอัตราที่ถูกต้อง ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรโดยตรงก่อนดำเนินการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตกลงมูลค่าหุ้นแบบไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน: หลายบริษัทกำหนดมูลค่าหุ้นตามใจโดยไม่มีวิธีประเมินที่อ้างอิงได้ ทำให้เมื่อผู้สอบบัญชีตรวจสอบ อาจต้องปรับปรุงมูลค่าใหม่และกระทบงบการเงิน
  • ลืมดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: ทำให้ธุรกรรมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายแม้จะบันทึกบัญชีไปแล้ว
  • ไม่พิจารณาสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมก่อนออกหุ้นใหม่: อาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นในภายหลังหากไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับบริษัทให้ถูกต้อง
  • ไม่แจ้งซัพพลายเออร์ล่วงหน้าเรื่องภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น: ทำให้เกิดความเข้าใจผิดภายหลังเมื่อซัพพลายเออร์ต้องนำมูลค่าหุ้นไปคำนวณภาษีเงินได้ของตน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการเงินแห่งหนึ่งต้องการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์หลักแต่มีเงินสดจำกัด จึงเจรจากับบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รับค่าบริการพัฒนาระบบมูลค่า 2,000,000 บาท

เป็นหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทแทนเงินสดทั้งจำนวน

ทั้งสองฝ่ายตกลงมูลค่ายุติธรรมของบริการโดยอ้างอิงจากใบเสนอราคาบริการลักษณะเดียวกันในตลาด และดำเนินการผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อออกหุ้นใหม่ให้บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์

พร้อมจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ถูกต้อง ฝ่ายบัญชีของสตาร์ทอัพบันทึกรายการเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ซอฟต์แวร์) มูลค่า 2,000,000 บาท

พร้อมเครดิตบัญชีทุนเรือนหุ้นและส่วนเกินมูลค่าหุ้นตามจำนวนที่ตกลง

ส่วนบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับไปพิจารณารวมเป็นรายได้ทางภาษีของตนตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญภาษี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการที่พิจารณาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้ซัพพลายเออร์เป็นหุ้นบริษัทแทนเงินสด ควรเริ่มจากการตกลงวิธีประเมินมูลค่ายุติธรรมให้ชัดเจนและมีเอกสารรองรับ

พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายการออกหุ้นให้ครบถ้วนตั้งแต่มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นจนถึงการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

และควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาบัญชีเพื่อบันทึกรายการให้ถูกต้องตามมาตรฐาน

รวมถึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีเพื่อประเมินผลกระทบทางภาษีทั้งฝั่งบริษัทผู้ออกหุ้นและฝั่งซัพพลายเออร์ผู้รับหุ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจากการตรวจสอบบัญชีหรือภาษี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมบริษัทถึงเลือกจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเป็นหุ้นแทนเงินสด

ส่วนใหญ่เกิดจากบริษัทต้องการรักษากระแสเงินสดในช่วงที่ยังไม่มีรายได้มากพอ เช่น

สตาร์ทอัพที่ต้องการบริการที่ปรึกษาหรือซัพพลายเออร์บางรายที่เต็มใจรับหุ้นแทนเงินสดเพื่อแลกกับโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นในอนาคตหากบริษัทเติบโต

อย่างไรก็ตามควรพิจารณาข้อดีข้อเสียและผลกระทบต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

มูลค่าที่ใช้บันทึกบัญชีควรใช้มูลค่ายุติธรรมของสินค้า/บริการ หรือมูลค่ายุติธรรมของหุ้น

โดยหลักการทั่วไป หากสามารถวัดมูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้ใช้มูลค่านั้นเป็นหลักในการบันทึกบัญชี แต่หากไม่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น

เป็นบริการที่ไม่มีราคาตลาดชัดเจน

ให้ใช้มูลค่ายุติธรรมของหุ้นที่ออกให้แทน ซึ่งการประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้นบริษัทที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีความซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การออกหุ้นใหม่ให้ซัพพลายเออร์ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายอะไรบ้าง

บริษัทจำกัดที่ต้องการออกหุ้นใหม่ต้องพิจารณามติที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายและข้อบังคับบริษัทกำหนด

รวมถึงต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนหรือผู้ถือหุ้นกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ถูกต้อง

ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเพื่อจัดทำเอกสารและมติที่ประชุมให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการ

ซัพพลายเออร์ที่ได้รับหุ้นแทนเงินสด ต้องเสียภาษีจากมูลค่าหุ้นที่ได้รับหรือไม่

โดยหลักการทั่วไป มูลค่าหุ้นที่ได้รับถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการของซัพพลายเออร์ ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตามสถานะของตน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

แต่รายละเอียดการรับรู้รายได้และมูลค่าที่ใช้คำนวณควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญภาษีเนื่องจากมีความซับซ้อนกว่าการรับชำระเป็นเงินสดทั่วไป

บริษัทที่จ่ายค่าสินค้าเป็นหุ้น มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ประเด็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับธุรกรรมที่ชำระเป็นทรัพย์สินแทนเงินสดมีความซับซ้อนและอัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรโดยตรง

เนื่องจากต้องพิจารณาประเภทเงินได้ของซัพพลายเออร์และมูลค่าที่ใช้เป็นฐานคำนวณให้ถูกต้องก่อนดำเนินการ

หากมูลค่าหุ้นบริษัทเปลี่ยนแปลงหลังจากตกลงราคากับซัพพลายเออร์แล้ว ต้องปรับปรุงบัญชีอย่างไร

โดยทั่วไป มูลค่ายุติธรรมที่ใช้บันทึกบัญชีจะกำหนด ณ วันที่ตกลงธุรกรรมหรือวันที่ได้รับสินค้า/บริการตามเงื่อนไขของแต่ละกรณี

ไม่ต้องปรับปรุงย้อนหลังตามมูลค่าตลาดที่เปลี่ยนแปลงในภายหลัง อย่างไรก็ตามหากมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น

การส่งมอบหุ้นล่าช้าหรือมีเงื่อนไขผูกพันเพิ่มเติม ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินรายละเอียดเป็นกรณีไป

SME ที่ยังไม่มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จะประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้นได้อย่างไร

สำหรับบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้นมักใช้วิธีการประเมินมูลค่ากิจการ เช่น วิธีคิดลดกระแสเงินสด

หรืออ้างอิงราคาที่นักลงทุนรายล่าสุดตกลงซื้อหุ้นบริษัท

ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่ากิจการมาช่วยดำเนินการเพื่อให้ได้มูลค่าที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้

เพื่อไม่ให้งานเฉพาะเรื่องต่าง ๆ กลายเป็นภาระสะสม ทีมงานแนะนำให้ศึกษาหน้าบริการเสริมสำหรับธุรกิจไว้เป็นแนวทางเริ่มต้น