เมื่อ SME ไทยเริ่มรับงานจากต่างประเทศหรือมีรายได้ข้ามพรมแดน คำถามด้านภาษีที่ตามมาคือ ต้องเสียภาษีที่ไทยและที่ต่างประเทศพร้อมกันหรือไม่ และมีวิธีป้องกันการเสียภาษีซ้ำซ้อนได้อย่างไร บทความนี้อธิบายบทบาทของอนุสัญญาภาษีซ้อนอย่างละเอียด
ปัญหาภาษีซ้ำซ้อนคืออะไร
เมื่อบริษัทไทยให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศ หรือมีรายได้จากแหล่งต่างประเทศ อาจเกิดกรณีที่ทั้งประเทศไทยและประเทศปลายทางต่างก็มีสิทธิ์เก็บภาษีจากรายได้เดียวกัน เรียกว่า ภาษีซ้ำซ้อน (Double Taxation) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
ตามประมวลรัษฎากรไทย มาตรา 41 กำหนดว่าบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากรายได้ทั่วโลก (Worldwide Income) ขณะเดียวกัน ประเทศที่จ่ายเงินให้บริษัทไทยก็อาจหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ออกก่อนโอนเงินมา ทำให้รายได้ก้อนเดียวถูกเก็บภาษีสองครั้ง
อนุสัญญาภาษีซ้อนคืออะไร และทำงานอย่างไร
อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Tax Agreement หรือ DTA) คือสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างสองประเทศที่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าประเทศใดมีสิทธิ์เก็บภาษี หรือแต่ละประเทศเก็บภาษีได้มากน้อยเพียงใด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีถูกเก็บภาษีสองครั้งจากรายได้เดียวกัน
กรมสรรพากร (rd.go.th) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านนี้ โดยไทยได้ลงนาม DTA กับประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศแล้ว รวมถึงประเทศในอาเซียน ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย
วิธีหลักที่ DTA ช่วยลดภาษีซ้ำซ้อน
1. การยกเว้นภาษี (Exemption Method)
รายได้บางประเภทที่ถูกเก็บภาษีในประเทศต้นทางแล้ว อาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในไทยอีก โดยเฉพาะกำไรจากการประกอบธุรกิจ (Business Profits) ตามมาตรา 7 ของ DTA ส่วนใหญ่
2. การให้เครดิตภาษี (Credit Method)
วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือการนำภาษีที่จ่ายในต่างประเทศมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระในไทย เช่น หากถูกหัก Withholding Tax 15% ที่ต่างประเทศ และภาษีที่ต้องจ่ายในไทยคิดเป็น 20% ก็จ่ายส่วนต่างเพียง 5% เพิ่มในไทย
3. การลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย
DTA มักกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสูงสุดสำหรับรายได้แต่ละประเภท เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ให้ต่ำกว่าอัตราในกฎหมายภายในของประเทศนั้น
ตัวอย่างการใช้ DTA สำหรับ SME ไทย
กรณีที่ 1: บริษัท IT ไทยรับพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าญี่ปุ่น
บริษัทไทยรับพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น โดยทำงานจากไทยทั้งหมด รายได้ดังกล่าวถือเป็น Business Profits ตาม DTA ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดว่าจะถูกเก็บภาษีเฉพาะในประเทศที่บริษัทมีถิ่นที่อยู่ (คือไทย) เท่านั้น เว้นแต่จะมี Permanent Establishment (PE) ในญี่ปุ่น ดังนั้น บริษัทญี่ปุ่นไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และบริษัทไทยเสียภาษีเฉพาะที่ไทยเท่านั้น
กรณีที่ 2: บริษัทไทยรับค่าสิทธิ (Royalty) จากสิงคโปร์
หากบริษัทไทยมีสิทธิบัตรและได้รับค่าสิทธิจากบริษัทสิงคโปร์ DTA ไทย-สิงคโปร์กำหนดให้สิงคโปร์หักภาษี ณ ที่จ่ายได้สูงสุด 10% (อัตราในกฎหมายปกติอาจสูงกว่า) ส่วนในไทย บริษัทนำรายได้รวมและนำภาษีที่จ่ายในสิงคโปร์มาขอเครดิตได้
ขั้นตอนการใช้สิทธิตาม DTA สำหรับ SME
- ขั้นที่ 1: ตรวจสอบว่าไทยมี DTA กับประเทศคู่ค้าหรือไม่ที่ rd.go.th
- ขั้นที่ 2: ระบุประเภทรายได้ (Business Profits, Royalties, Dividends, Interest, Services) เพื่อดูว่าบทบัญญัติใดของ DTA บังคับใช้
- ขั้นที่ 3: ขอใบรับรองถิ่นที่อยู่ (Certificate of Residency) จากกรมสรรพากรไทย เพื่อแสดงต่อหน่วยงานภาษีของประเทศปลายทาง
- ขั้นที่ 4: กรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) พร้อมขอเครดิตภาษีต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้อง
- ขั้นที่ 5: เก็บเอกสารประกอบอย่างครบถ้วน เช่น ใบเสร็จภาษีที่จ่ายในต่างประเทศ สัญญาให้บริการ และหลักฐานการโอนเงิน
ข้อควรระวังสำหรับ SME ไทยที่รับงานต่างประเทศ
แม้จะมี DTA ช่วย แต่ยังมีประเด็นที่ SME ต้องระมัดระวัง ได้แก่ แนวคิด Permanent Establishment (PE) ที่กำหนดว่าหากธุรกิจมีสถานที่ประกอบการถาวรในต่างประเทศ (เช่น สำนักงานสาขา คลังสินค้า หรือตัวแทนที่มีอำนาจทำสัญญา) กำไรที่เกิดจาก PE นั้นจะถูกเก็บภาษีในประเทศนั้นด้วย นอกจากนี้ SME ที่ให้บริการในลักษณะ Digital Services หรือ Remote Work ข้ามพรมแดน ควรติดตามกฎ Digital Economy Tax ที่หลายประเทศเริ่มบังคับใช้เพิ่มเติมจาก DTA ด้วย
การปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนเริ่มรับงานต่างประเทศถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะค่าปรึกษาหนึ่งครั้งอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าหลายเท่า
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีรายได้ต่างประเทศ: อนุสัญญาภาษีซ้อนช่วย SME ไทยอย่างไรเมื่อรับงานต่างแดน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศอะไรบ้าง
ประเทศไทยมี DTA บังคับใช้แล้วกับกว่า 60 ประเทศ รวมถึงอาเซียนทุกประเทศ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย และอีกหลายประเทศ สามารถตรวจสอบรายชื่อล่าสุดได้ที่ rd.go.th
SME ต้องทำอะไรเพื่อใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
ขั้นตอนหลักคือยื่นขอ Certificate of Residency จากกรมสรรพากรไทยเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นผู้เสียภาษีไทย จากนั้นส่งเอกสารดังกล่าวให้คู่ค้าต่างประเทศเพื่อขอลดหรือยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย และเก็บหลักฐานการจ่ายภาษีต่างประเทศไว้ขอเครดิตในไทย
Permanent Establishment (PE) คืออะไร และกระทบ SME ไทยอย่างไร
PE คือสถานที่ประกอบการถาวรในต่างประเทศ เช่น สาขา โรงงาน หรือตัวแทนที่มีอำนาจทำสัญญา หาก SME ไทยมี PE ในต่างประเทศ กำไรที่เกิดจาก PE จะถูกเก็บภาษีในประเทศนั้นด้วย แม้จะมี DTA ก็ตาม จึงต้องระวังเรื่องการส่งพนักงานไปประจำต่างประเทศเป็นเวลานาน
รายได้ค่าบริการ Freelance จากต่างประเทศต้องเสียภาษีที่ไหน
สำหรับบุคคลธรรมดาไทยที่ให้บริการจากในไทย รายได้ดังกล่าวต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย โดยตรวจสอบ DTA กับประเทศลูกค้าว่ามีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ หากมีก็สามารถขอเครดิตภาษีได้ตามเงื่อนไขของ DTA
ถ้าประเทศลูกค้าไม่มี DTA กับไทย ต้องทำอย่างไร
หากไม่มี DTA บริษัทไทยอาจต้องเสียภาษีทั้งสองประเทศตามกฎหมายภายในของแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตาม ประมวลรัษฎากรไทยยังคงอนุญาตให้นำภาษีที่จ่ายในต่างประเทศมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แม้จะไม่เท่ากับการขอเครดิตภาษีเต็มจำนวน
กรมสรรพากรไทยออก Certificate of Residency ใช้เวลานานแค่ไหน
โดยทั่วไปกรมสรรพากรจะออก Certificate of Residency ภายใน 15–30 วันทำการ นับจากวันที่ยื่นคำขอพร้อมเอกสารครบถ้วน ควรวางแผนขอล่วงหน้าก่อนที่จะต้องส่งให้คู่ค้าต่างประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบกระแสเงินสดจากการถูกหักภาษีในอัตราสูง