เมื่อธุรกิจขยายตัวหรือมีความจำเป็นต้องนำเข้าระบบไอที ซอฟต์แวร์ หรือวัตถุดิบจากต่างประเทศ SME ต้องทำรายการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบธนาคาร คำถามสำคัญคือ "เงินที่เราโอนออกไปนี้ ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในไทยหรือไม่?" และต้องทำเอกสารอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ประมวลรัษฎากร
1. การจำแนกประเภทรายการจ่ายเงินไปต่างประเทศ
การโอนเงินออกไปต่างประเทศจะถูกจัดประเภทภาษีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตามลักษณะเงินได้:
- การจ่ายค่าสินค้า (Import Goods): การโอนชำระเงินค่าสินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบไปต่างประเทศ ได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 100% เนื่องจากเป็นคู่ค้าต่างประเทศที่ไม่ได้เข้าข่ายทำกิจการในไทย
- การจ่ายค่าบริการ / ค่าวิชาชีพ (Services): การจ้างโปรแกรมเมอร์ต่างประเทศ บริการคลาวด์ หรือโฆษณาออนไลน์ เข้าข่ายมาตรา 70 ซึ่งมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายปกติ 15% (ส่งแบบ ภ.ง.ด.54)
- การจ่ายค่าสิทธิ (Royalty Fee): การซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ เครื่องหมายการค้า หรือสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เสียอัตราหัก ณ ที่จ่าย 15%
2. สัญญายกเว้นภาษีซ้อน (Double Tax Agreement - DTA)
ประเทศไทยมีข้อตกลงสัญญายกเว้นภาษีซ้อนกับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ซึ่งสามารถช่วยลดหย่อนภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายของ SME ได้:
ตัวอย่างการลดหย่อนสิทธิ DTA:
- หากประเทศต้นทางมี DTA กับไทย และเราโอนชำระค่าบริการที่เป็นประเภท "กำไรจากธุรกิจ" (Business Profits) โดยบริษัทต่างประเทศไม่ได้เข้ามามีสถานประกอบการถาวรในไทย รายการจ่ายค่าบริการนั้นมักได้รับ สิทธิ์ลดหย่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายเหลือ 0% (จากปกติ 15%)
3. หน้าที่ยื่นแบบนำส่งนำเข้า VAT (ภ.พ.36)
นอกเหนือจากเรื่องหัก ณ ที่จ่ายแล้ว นิติบุคคลไทยผู้จ่ายเงินค่าบริการหรือค่าสิทธิให้แก่ต่างประเทศ มีหน้าที่ต้อง นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แทนบริษัทต่างประเทศ นั้นๆ เสมอผ่านแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (โดยสามารถนำใบเสร็จสรรพากร ภ.พ.36 นั้นมาใช้เคลมเป็นภาษีซื้อในไทยเดือนถัดไปได้)
สรุป
SME ที่ทำธุรกรรมระหว่างประเทศควรร่างเอกสารคำสั่งซื้อ สัญญา และตรวจสอบใบถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residency) ของซัพพลายเออร์ต่างประเทศให้ดี เพื่อใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายตาม DTA ได้อย่างถูกต้อง ไม่โดนสรรพากรปรับข้อหาขาดการหัก ณ ที่จ่ายย้อนหลัง
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีเงินโอนต่างประเทศชำระค่าสินค้าและบริการ: ขอบเขตการหัก ณ ที่จ่ายและสัญญายกเว้นภาษีซ้อน ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
- ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
- ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
- ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กรณีใดบ้างที่ธุรกิจนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงิน?
นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือเงินเดือน ตามอัตราที่ประมวลรัษฎากรกำหนด โดยยอดเงินที่จ่ายในแต่ละครั้งหรือตามสัญญารวมกันต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป
เอกสารหลักฐานที่ต้องจัดทำและส่งมอบให้แก่คู่สัญญาเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายคืออะไร?
ต้องจัดทำและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จำนวน 2 ฉบับ (สำหรับผู้ถูกหักเก็บไว้เป็นหลักฐาน และสำหรับนำไปยื่นแสดงรายการภาษี) โดยข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่ายต้องถูกต้องครบถ้วน
หากคำนวณหรือหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หรือนำส่งภาษีไม่ตรงรอบเดือน ต้องแก้ไขอย่างไร?
ให้ทำการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องส่งให้คู่สัญญา และให้ผู้ทำบัญชีจัดทำแบบยื่นภาษีเพิ่มเติม (เช่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม) นำส่งกรมสรรพากรพร้อมชำระเงินภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน