บทความนี้โฟกัสที่ภาพรวมของระบบ e-Service VAT (VES) จากมุมมองผู้ซื้อ SME โดยเฉพาะ ต่างจากบทความภาษีนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ต่างประเทศที่ลงรายละเอียดกลไกการยื่นแบบ ภ.พ.36

และ ภ.ง.ด.54 ทีละขั้นตอน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า VES

คืออะไร ผู้ให้บริการต่างประเทศรายไหนต้องจดทะเบียน วิธีตรวจสอบสถานะผู้ให้บริการแต่ละราย

และสิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อคุณเป็นผู้ซื้อแบบบุคคลทั่วไปเทียบกับผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน VAT ซึ่งเป็นจุดที่ SME จำนวนมากยังเข้าใจผิด (ข้อมูล ณ ปี

2569)

สารบัญบทความ
  1. e-Service VAT (VES) คืออะไร ครอบคลุมบริการอะไรบ้าง
  2. ใครต้องจดทะเบียน VES และมีหน้าที่อะไรบ้าง
  3. วิธีตรวจสอบว่าผู้ให้บริการต่างประเทศจดทะเบียน VES แล้วหรือยัง
  4. บริการที่ซื้อแบบบุคคลทั่วไป (B2C): ภาระ VAT อยู่ที่แพลตฟอร์ม
  5. กับดักของผู้ซื้อ B2B ที่จดทะเบียน VAT: ใบเสร็จจากแพลตฟอร์ม ≠ ใบกำกับภาษีไทย
  6. ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อยในชีวิตจริง
  7. การเก็บเอกสารให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ
  8. เช็กลิสต์ e-Service VAT สำหรับ SME
  9. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

e-Service VAT (VES) คืออะไร ครอบคลุมบริการอะไรบ้าง

e-Service VAT หรือชื่อระบบปฏิบัติงานของกรมสรรพากรว่า VES (VAT for Electronic Service) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร

(ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 กฎหมายให้นิยามไว้สองคำหลัก คือ

"บริการอิเล็กทรอนิกส์" (e-Service) หมายถึงบริการที่เป็นทรัพย์สินไม่มีรูปร่างซึ่งส่งมอบผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์อื่น มีลักษณะให้บริการโดยอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่

และไม่สามารถให้บริการได้หากปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และ

"อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม" (e-Platform) หมายถึงตลาด ช่องทาง หรือกระบวนการใด ๆ ที่ผู้ให้บริการหลายรายใช้ร่วมกันในการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์แก่ลูกค้า

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ SME ไทยเจอบ่อยและเข้าข่ายบริการอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

  • ค่าโฆษณาออนไลน์ เช่น Google Ads, Meta Ads (Facebook/Instagram)
  • ค่าสมัครใช้งานซอฟต์แวร์ (SaaS) เช่น Zoom, Canva, Notion, Microsoft 365, Slack
  • ค่าบริการคลาวด์โฮสติ้ง เช่น AWS, Google Cloud, Microsoft Azure
  • ค่าคอมมิชชัน/ค่าธรรมเนียมร้านค้าแอป เช่น Apple App Store, Google Play
  • ค่าสตรีมมิงและคอนเทนต์ดิจิทัลอื่น ๆ ที่ใช้ในกิจการ

สำหรับกรณี e-Platform เช่น App Store หรือ Google Play กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้มีหน้าที่เสีย VAT แทนผู้ให้บริการรายย่อยที่ขายผ่านแพลตฟอร์มนั้นด้วย

โดยไม่ต้องแยกรายละเอียดเป็นรายผู้ให้บริการ

ใครต้องจดทะเบียน VES และมีหน้าที่อะไรบ้าง

ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์หรือผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่มีรายได้จากการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิน 1,800,000

บาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนเข้าระบบ VES กับกรมสรรพากร

(เปิดระบบลงทะเบียนตั้งแต่ 16 สิงหาคม 2564) และเรียกเก็บ-นำส่ง VAT ในอัตรา 7% เอง (ปัจจุบัน 7% ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 ก.ย. 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ

ปีที่จ่ายเงินกับกรมสรรพากรทุกครั้ง)

  • ยื่นแบบ ภ.พ.30.9 เป็นรายเดือนผ่านระบบ VES ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้จากไทยก็ยังต้องยื่นแบบ
  • ดำเนินการแบบ "pay-only" คือนำส่ง VAT จากรายได้ (ภาษีขาย) เท่านั้น ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อของตัวเองมาหักออก และไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามกฎหมายไทยให้ผู้ซื้อ — ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับผู้ซื้อที่จดทะเบียน VAT อ่านรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

วิธีตรวจสอบว่าผู้ให้บริการต่างประเทศจดทะเบียน VES แล้วหรือยัง

ก่อนจะรู้ว่าธุรกิจต้องจัดการภาษีฝั่งไหน ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้ให้บริการต่างประเทศรายนั้นจดทะเบียน VES กับกรมสรรพากรแล้วหรือไม่

กรมสรรพากรเปิดระบบค้นหารายชื่อผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VES ให้สาธารณะตรวจสอบได้ที่

eservice.rd.go.th/rd-ves-web/search/company ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่มีผู้ใช้จำนวนมาก เช่น Google, Meta, Microsoft, Amazon Web Services ส่วนใหญ่จดทะเบียนแล้ว

แต่ผู้ให้บริการรายเล็กที่รายได้จากไทยยังไม่ถึงเกณฑ์ หรือยังไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย

อาจไม่อยู่ในระบบ VES — กรณีนี้ภาระ VAT ยังตกอยู่ที่ผู้จ่ายเงินฝั่งไทยตามกลไก ภ.พ.36 แบบเดิม (ดูขั้นตอนละเอียดในบทความภาษีนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ต่างประเทศ)

รายชื่อในระบบมีการอัปเดตเพิ่มเติมอยู่เสมอ

จึงควรตรวจสอบสถานะของผู้ให้บริการแต่ละรายเป็นระยะ ไม่ใช่ตรวจครั้งเดียวแล้วจบ

บริการที่ซื้อแบบบุคคลทั่วไป (B2C): ภาระ VAT อยู่ที่แพลตฟอร์ม

ผู้ใช้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของกฎหมาย VES เมื่อซื้อบริการจากผู้ให้บริการที่จดทะเบียน VES แล้ว

แพลตฟอร์มจะคิด VAT 7% รวมในใบแจ้งหนี้ให้อัตโนมัติ

และเป็นผู้นำส่งภาษีให้กรมสรรพากรเอง ผู้ซื้อกลุ่มนี้จึงไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ด้วยตนเองสำหรับบริการจากผู้ให้บริการที่จดทะเบียน VES แล้ว ต่างจากก่อนปี 2564

ที่ภาระนี้ตกอยู่กับผู้จ่ายเงินฝั่งไทยทั้งหมด

กับดักของผู้ซื้อ B2B ที่จดทะเบียน VAT: ใบเสร็จจากแพลตฟอร์ม ≠ ใบกำกับภาษีไทย

จุดที่ SME จำนวนมากเข้าใจผิดที่สุดคือคิดว่าเมื่อแพลตฟอร์มจดทะเบียน VES แล้ว ธุรกิจของตัวเองไม่ต้องยุ่งกับภาษีตัวนี้อีกเลย ความจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ทำไมแพลตฟอร์มมักคิด VAT ให้ ทั้งที่ธุรกิจจดทะเบียน VAT แล้ว

ตามหลักเกณฑ์ VES ผู้ให้บริการต่างประเทศต้องถือว่าผู้ใช้บริการทุกรายเป็นผู้ไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทยไว้ก่อน เว้นแต่จะมีข้อมูลยืนยันว่าผู้ใช้บริการรายนั้นจดทะเบียน VAT แล้ว

ในทางปฏิบัติหมายถึงธุรกิจต้องกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13

หลักไว้ในโปรไฟล์การเรียกเก็บเงินของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ให้ครบก่อน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Google Ads ซึ่งประกาศเรียกเก็บ VAT 7% กับลูกค้าที่มีที่อยู่เรียกเก็บเงินในไทยทุกราย

เว้นแต่จะเพิ่มเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13

หลักเข้าไปในโปรไฟล์การชำระเงินแล้ว หากธุรกิจไม่ได้ลงทะเบียนเลขผู้เสียภาษีไว้กับแพลตฟอร์ม ก็จะถูกเรียกเก็บ VAT ในใบแจ้งหนี้เหมือนผู้บริโภคทั่วไป

ทำไม VAT ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ อาจนำมาหักภาษีซื้อไม่ได้

ผู้ให้บริการที่จดทะเบียน VES ดำเนินการแบบ pay-only และไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากรไทย

ใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จที่แพลตฟอร์มออกให้จึงไม่ใช่ใบกำกับภาษีที่ใช้ขอคืนหรือหักภาษีซื้อได้ ดังนั้นแม้ธุรกิจจะถูกเรียกเก็บ VAT

ไปแล้วในใบแจ้งหนี้ของแพลตฟอร์ม นิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT และต้องการนำภาษีนั้นไปหักภาษีขาย ยังต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ด้วยตนเอง

เพื่อรับใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีที่กรมสรรพากรออกให้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ (รายละเอียดตามคำถามที่พบบ่อยด้านล่างของบทความนี้)

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับผู้ซื้อ B2B

  • เพิ่มเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทในโปรไฟล์การเรียกเก็บเงินของทุกแพลตฟอร์มที่ใช้งานประจำ (เช่น Google Ads, Meta Business, AWS) หากแพลตฟอร์มมีช่องให้กรอก เพื่อลดโอกาสถูกเรียกเก็บ VAT ที่นำไปใช้สิทธิไม่ได้
  • ตรวจสอบใบแจ้งหนี้ทุกใบว่ามี VAT รวมอยู่หรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าต้องยื่น ภ.พ.36 เพิ่มหรือไม่
  • หากต้องการใช้สิทธิภาษีซื้อให้ครบถ้วน แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือยื่น ภ.พ.36 เองตามกำหนดเวลาปกติ (ภายในวันที่ 7 หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต) แล้วใช้ใบเสร็จที่กรมสรรพากรออกให้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ
  • หากไม่แน่ใจว่าค่าบริการนั้นจัดเป็นค่าสิทธิที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ให้ตรวจสอบเพิ่มเติมตามประเภทรายได้ (ดูรายละเอียดในบทความภาษีนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ต่างประเทศ)

ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อยในชีวิตจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ต่อไปนี้คือตัวอย่างค่าใช้จ่ายต่างประเทศที่ SME ไทยเจอบ่อยที่สุด และสิ่งที่ควรเช็กในแต่ละกรณี

  • ค่าโฆษณา Google Ads / Meta Ads: ทั้งสองรายจดทะเบียน VES แล้ว หากไม่ได้ผูกเลขผู้เสียภาษีในบัญชีโฆษณา จะถูกคิด VAT 7% ในใบแจ้งหนี้ทุกเดือน ธุรกิจที่จดทะเบียน VAT ควรผูกเลขผู้เสียภาษีให้เรียบร้อยแล้วยื่น ภ.พ.36 เองตามปกติเพื่อใช้สิทธิภาษีซื้อ
  • ค่าสมัครใช้งาน SaaS รายเดือน/รายปี (Zoom, Canva, Notion, Microsoft 365): ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการจดทะเบียน VES หรือไม่ผ่านระบบค้นหาของกรมสรรพากร หากยังไม่จดทะเบียน ภาระ ภ.พ.36 ยังอยู่ที่ผู้จ่ายเงินฝั่งไทยเหมือนเดิม
  • ค่าคลาวด์โฮสติ้ง (AWS, Google Cloud, Microsoft Azure): ผู้ให้บริการรายใหญ่เหล่านี้ส่วนใหญ่จดทะเบียน VES แล้ว แต่ธุรกิจที่มีการใช้งานหลายบัญชีย่อยควรตรวจสอบว่าผูกเลขผู้เสียภาษีไว้ครบทุกบัญชีย่อยหรือไม่
  • ค่าคอมมิชชัน/ค่าธรรมเนียมร้านค้าแอป (Apple App Store, Google Play): กรณีธุรกิจขายแอปหรือสินค้าดิจิทัลผ่านร้านค้าแอป ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบ VAT แทนนักพัฒนารายย่อยตามกลไก e-Platform แต่ค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขายอาจมีภาระภาษีอีกชั้นที่ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาภาษีเป็นรายกรณี

สำหรับค่าบริการที่จัดเป็นค่าสิทธิ (royalty) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บางประเภท อาจมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายแยกต่างหากจาก VAT ด้วย รายละเอียดอัตราและการจำแนกประเภทรายได้ดูได้ใน

บทความภาษีนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ต่างประเทศ

การเก็บเอกสารให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ

ไม่ว่าผู้ให้บริการจะจดทะเบียน VES หรือไม่ กรมสรรพากรมีสิทธิขอตรวจเอกสารย้อนหลังได้ ธุรกิจจึงควรเก็บเอกสารต่อไปนี้ให้ครบสำหรับทุกรายการจ่ายเงินค่าบริการต่างประเทศ

  • ใบแจ้งหนี้ (Invoice) จากผู้ให้บริการ ระบุว่ามี VAT รวมอยู่หรือไม่
  • หลักฐานว่าได้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักในโปรไฟล์บิลลิ่งของแพลตฟอร์มแล้ว (สำหรับผู้จดทะเบียน VAT)
  • หลักฐานการชำระเงิน เช่น ใบแจ้งยอดบัตรเครดิตธุรกิจ หรือ Bank Transfer Advice
  • แบบ ภ.พ.36 พร้อมใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีที่กรมสรรพากรออกให้ (กรณีต้องยื่นเอง)
  • ผลการตรวจสอบสถานะ VES ของผู้ให้บริการแต่ละราย ณ วันที่ทำรายการ (เก็บภาพหน้าจอจากระบบค้นหาของกรมสรรพากรไว้เป็นหลักฐาน)

เช็กลิสต์ e-Service VAT สำหรับ SME

ใช้รายการต่อไปนี้ตรวจสอบทุกครั้งที่ธุรกิจสมัครใช้งานหรือชำระเงินค่าบริการอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ให้บริการต่างประเทศ

ก่อนสมัคร/ชำระเงินกับผู้ให้บริการต่างประเทศ

  • ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการรายนั้นจดทะเบียน VES กับกรมสรรพากรแล้วหรือไม่ ผ่านระบบค้นหาออนไลน์
  • กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักในโปรไฟล์บิลลิ่งของแพลตฟอร์ม หากธุรกิจจดทะเบียน VAT แล้ว
  • แยกประเภทค่าบริการว่าเป็น B2C หรือ B2B และเป็นค่าสิทธิ (royalty) หรือค่าบริการ เพื่อประเมินภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่อาจเกิดร่วมด้วย

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • เข้าใจว่ากฎหมาย e-Service ทำให้ธุรกิจไม่ต้องยุ่งกับ ภ.พ.36 อีกต่อไปเลย ทั้งที่ยังต้องยื่นเองในหลายกรณี
  • ลืมกรอกเลขผู้เสียภาษีในโปรไฟล์แพลตฟอร์ม ทำให้ถูกเรียกเก็บ VAT ที่นำไปหักภาษีซื้อไม่ได้
  • ใช้ใบเสร็จจากแพลตฟอร์ม e-Service เป็นใบกำกับภาษีซื้อโดยตรง ทั้งที่ผู้ให้บริการ VES ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีไทย
  • ไม่ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการซ้ำเป็นระยะ ทำให้พลาดว่าผู้ให้บริการบางรายเพิ่งจดทะเบียนหรือยกเลิกทะเบียน VES

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
e-Service VAT (VES) คืออะไร ครอบคลุมบริการอะไรบ้างตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ใครต้องจดทะเบียน VES และมีหน้าที่อะไรบ้างตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
วิธีตรวจสอบว่าผู้ให้บริการต่างประเทศจดทะเบียน VES แล้วหรือยังตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ภาษี e-Service สำหรับการใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

ธุรกิจที่จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36 เองทุกครั้งหรือไม่?

ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการต่างประเทศจดทะเบียนในระบบ VES (VAT for Electronic Service) กับกรมสรรพากรไทยแล้วหรือไม่ ตั้งแต่ 1 กันยายน 2564

ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศที่มีรายได้จากผู้ใช้บริการในไทยเกิน 1,800,000 บาทต่อปี

ต้องจดทะเบียน VES และเรียกเก็บ-นำส่ง VAT 7% เองในใบแจ้งหนี้ (ปัจจุบัน 7% ตามพระราชกฤษฎีกาที่มีผลถึง 30 ก.ย. 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่จ่ายเงิน)

กรณีนี้ผู้ใช้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ได้จดทะเบียน VAT ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36

เอง แต่สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT ใบเสร็จจากแพลตฟอร์ม e-Service ไม่ถือเป็นใบกำกับภาษีตามกฎหมายไทย จึงยังต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 ด้วยตนเองหากต้องการนำ VAT

ที่นำส่งไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายในเดือนเดียวกัน

ส่วนกรณีผู้ให้บริการต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียน VES ผู้จ่ายเงินในไทยยังมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 นำส่ง VAT แทนเช่นเดิม ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15

หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต)

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มข้ามพรมแดน (e-Service VAT) สำหรับ SME ที่ใช้บริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มข้ามพรมแดน (e-Service VAT) สำหรับ SME ที่ใช้บริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มข้ามพรมแดน (e-Service VAT) สำหรับ SME ที่ใช้บริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มข้ามพรมแดน (e-Service VAT) สำหรับ SME ที่ใช้บริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มข้ามพรมแดน (e-Service VAT) สำหรับ SME ที่ใช้บริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มข้ามพรมแดน (e-Service VAT) สำหรับ SME ที่ใช้บริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน