บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ SME ที่บริษัทมีทั้งสายธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และสายที่ไม่ได้รับการส่งเสริมอยู่ในนิติบุคคลเดียวกัน
คุณจะได้เรียนรู้ว่าทำไมต้องแยกบัญชีรายได้-รายจ่ายให้ตรงสาย วิธีจำแนกต้นทุนตามรอยตรงกับต้นทุนร่วม
วิธีปันส่วนต้นทุนร่วมอย่างค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงานตามสัดส่วนรายได้พร้อมตัวอย่างตัวเลข ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียมและความเสี่ยงหากปันส่วนผิดพลาด
เพื่อไม่ให้เสียสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่รู้ตัว
โดยเนื้อหาเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของบัตรส่งเสริมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้จริง
สารบัญบทความ
- ทำไมกิจการที่มีทั้งสาย BOI และไม่ใช่ BOI ต้องแยกบัญชี
- ต้นทุนแยกตรง (Direct Cost) กับต้นทุนร่วม (Common Cost) ต่างกันอย่างไร
- วิธีปันส่วนต้นทุนร่วมตามสัดส่วนรายได้ พร้อมตัวอย่างค่าเสื่อมราคาโรงงาน
- เอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องสอดคล้องกัน
- ความเสี่ยงถ้าปันส่วนผิดพลาด และเช็กลิสต์ก่อนปิดบัญชีทุกปี
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมกิจการที่มีทั้งสาย BOI และไม่ใช่ BOI ต้องแยกบัญชี
สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ให้ยกเว้นเฉพาะ กำไรสุทธิที่เกิดจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ตามขอบเขตในบัตรส่งเสริมเท่านั้น
ไม่ครอบคลุมสายผลิตภัณฑ์อื่นที่บริษัทเดียวกันทำอยู่นอกเหนือขอบเขตนั้น เช่น โรงงานที่ได้รับ BOI สำหรับสายผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
แต่บริษัทเดียวกันยังรับจ้างประกอบชิ้นงานทั่วไปที่ไม่อยู่ในบัตรส่งเสริมด้วย
เงื่อนไขทั่วไปที่แนบมากับบัตรส่งเสริมกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมที่ประกอบกิจการอื่นร่วมด้วย ต้องจัดทำบัญชีแยกต่างหากสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
เพื่อคำนวณผลกำไรขาดทุนของแต่ละส่วนให้ชัดเจน หากรวมบัญชีเป็นก้อนเดียว
จะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ากำไรส่วนใดควรได้รับยกเว้นจริง กรมสรรพากรอาจปฏิเสธการยกเว้นทั้งก้อน หรือประเมินภาษีจากกำไรทั้งหมดในอัตราปกติ
ต้นทุนแยกตรง (Direct Cost) กับต้นทุนร่วม (Common Cost) ต่างกันอย่างไร
ก่อนปันส่วน ต้องแยกค่าใช้จ่ายก่อนว่าเป็น ต้นทุนตามรอยตรง (Direct Cost) หรือ ต้นทุนร่วม (Common Cost)
- ต้นทุนตามรอยตรง เช่น วัตถุดิบและค่าแรงที่ใช้เฉพาะสายผลิตภัณฑ์ BOI หรือค่าคอมมิชชั่นพนักงานขายที่ดูแลลูกค้าเฉพาะสายนั้น ให้บันทึกเข้ารหัสบัญชีหรือ Cost Center ของแต่ละสายโดยตรง ไม่ต้องปันส่วน
- ต้นทุนร่วม เช่น ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงานที่ใช้ผลิตทั้งสองสายในพื้นที่เดียวกัน ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง เงินเดือนฝ่ายบริหารและฝ่ายสนับสนุน ค่าเช่าที่ดิน ค่าเบี้ยประกันภัยโรงงาน รายการเหล่านี้ต้องใช้เกณฑ์ปันส่วนที่สมเหตุสมผลและสม่ำเสมอทุกปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือปล่อยให้ต้นทุนร่วมค้างอยู่ในบัญชีกลางโดยไม่ปันส่วน หรือปันส่วนแบบเดาสุ่มไม่สม่ำเสมอ ทำให้กำไรสุทธิของแต่ละสายที่รายงานต่อ BOI
และกรมสรรพากรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
วิธีปันส่วนต้นทุนร่วมตามสัดส่วนรายได้ พร้อมตัวอย่างค่าเสื่อมราคาโรงงาน
เกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายและอธิบายต่อกรมสรรพากรได้ง่ายที่สุดคือ สัดส่วนรายได้ของแต่ละสายต่อรายได้รวมทั้งบริษัทในรอบบัญชีนั้น คำนวณสัดส่วนใหม่ทุกรอบบัญชี
แล้วนำไปคูณกับยอดต้นทุนร่วมแต่ละรายการ ตัวอย่างเช่น
บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งมีสายที่ได้รับ BOI รายได้ 70 ล้านบาท และสายที่ไม่ได้รับ BOI รายได้ 30 ล้านบาทในรอบบัญชีเดียวกัน ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงานที่ใช้ร่วมกันทั้งปี
3,000,000 บาท ปันส่วนได้ดังนี้
| รายการ | สายที่ได้รับ BOI (70%) | สายที่ไม่ได้รับ BOI (30%) | รวม |
|---|---|---|---|
| รายได้ทั้งปี | 70,000,000 | 30,000,000 | 100,000,000 |
| ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงาน (ปันส่วนตามรายได้) | 2,100,000 | 900,000 | 3,000,000 |
| ผลต่อการคำนวณภาษี | ลดกำไรสุทธิที่ได้รับยกเว้น (ไม่กระทบภาษี) | เป็นรายจ่ายหักได้ ลดกำไรสุทธิที่ต้องเสีย CIT ในอัตรา 20% (อัตรานิติบุคคลทั่วไป) | - |
หากมีเกณฑ์ที่สะท้อนการใช้งานจริงชัดเจนกว่า เช่น พื้นที่ใช้สอยเป็นตารางเมตรหรือชั่วโมงเดินเครื่องจักร ก็ใช้แทนได้หากมีข้อมูลรองรับ แต่ไม่ว่าเลือกเกณฑ์ใด
ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันสม่ำเสมอทุกปี และระบุนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายที่ปันส่วนแล้วฝั่งที่ไม่ได้รับ BOI ยังต้องผ่านหลักเกณฑ์รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และการปรับปรุงกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
ก่อนนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
ข้อควรระวังคือตัวเลข 20% ในตัวอย่างข้างต้นเป็นอัตรา CIT ปกติสำหรับนิติบุคคลทั่วไป หากนิติบุคคลเข้าเกณฑ์ผู้ประกอบการ SME ตามที่กรมสรรพากรกำหนด (ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ณ
วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท
และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการในรอบบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันไดแทน คือ ยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 0-300,000 บาท อัตรา 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000
ถึง 3,000,000 บาท และอัตรา 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000
บาทขึ้นไป ทั้งนี้คุณสมบัติ SME พิจารณาจากทุนและรายได้รวมของทั้งนิติบุคคล ไม่ใช่เฉพาะรายได้ของสายที่ไม่ได้รับ BOI จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนประเมินภาระภาษีจริง
เอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องสอดคล้องกัน
เมื่อปันส่วนต้นทุนร่วมเสร็จแล้ว ต้องนำผลลัพธ์ไปจัดทำเอกสารประกอบการยื่นภาษีให้ครบถ้วน ได้แก่
- งบกำไรขาดทุนแยกส่วน ระหว่างกิจการที่ได้รับและไม่ได้รับการส่งเสริม จัดทำเป็นส่วนหนึ่งของหมายเหตุประกอบงบการเงินประจำปีที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวเลขปันส่วนได้เมื่อถูกเรียกดู
- แบบ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี (มาตรา 68, 69 ประมวลรัษฎากร) ต้องแสดงกำไรสุทธิที่ได้รับยกเว้นแยกจากกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีอัตราปกติ
- แบบ ภ.ง.ด.51 ประมาณการกำไรครึ่งปี ยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี (มาตรา 67 ทวิ) ใช้หลักแยกกำไรแบบเดียวกับตอนสิ้นปี โดยต้องระวังไม่ให้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นอาจมีเบี้ยปรับจากการประมาณการคลาดเคลื่อน
- ตารางคำนวณสัดส่วนการปันส่วนต้นทุนร่วม เก็บไว้เป็นเอกสารประกอบ พร้อมที่มาของตัวเลขรายได้แต่ละสาย
เอกสารเหล่านี้ควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
(อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้กิจการบางประเภทเก็บได้นานกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี)
และควรเก็บยาวกว่านั้นหากยังอยู่ในระยะเวลายกเว้น CIT ของบัตรส่งเสริม เพราะทั้ง BOI และกรมสรรพากรมีสิทธิเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้
ความเสี่ยงถ้าปันส่วนผิดพลาด และเช็กลิสต์ก่อนปิดบัญชีทุกปี
หากปันส่วนต้นทุนร่วมผิดพลาด ไม่ว่าจะโดยไม่ตั้งใจหรือจงใจโยกต้นทุนไปฝั่งที่ไม่ได้รับยกเว้นเพื่อลดกำไรที่ต้องเสียภาษี กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกำไรที่คำนวณผิด
พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาด (มาตรา 27
แห่งประมวลรัษฎากร) และเบี้ยปรับตามข้อเท็จจริง กล่าวคือ หากยื่นแบบไว้แล้วแต่คำนวณกำไรผิดจนภาษีขาด จะเข้าเกณฑ์เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 22
แต่หากไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาเลย จะเข้าเกณฑ์เบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าตามมาตรา 26
(เบี้ยปรับดังกล่าวสามารถขอลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์และดุลยพินิจที่กรมสรรพากรกำหนด) นอกจากนี้ BOI เองก็มีสิทธิ์ตรวจสอบและอาจเพิกถอนสิทธิยกเว้นในรอบบัญชีที่มีปัญหาได้เช่นกัน
ก่อนปิดบัญชีทุกปี ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้
- ตั้งรหัสบัญชีหรือ Cost Center แยกตามบัตรส่งเสริม เพื่อบันทึกรายได้และต้นทุนตรงของแต่ละสายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปี
- กำหนดนโยบายเกณฑ์ปันส่วนต้นทุนร่วมเป็นลายลักษณ์อักษร และใช้เกณฑ์เดียวกันทุกรอบบัญชี
- คำนวณสัดส่วนรายได้ของแต่ละสายใหม่ทุกรอบบัญชี พร้อมเก็บที่มาของตัวเลข
- จัดทำงบกำไรขาดทุนแยกส่วน BOI และไม่ใช่ BOI ให้พร้อมสำหรับใช้ประกอบการยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51
- ตรวจสอบคุณสมบัติ SME ของนิติบุคคล (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วและรายได้รวม) ทุกปี เพราะมีผลต่ออัตราภาษีของกำไรฝั่งที่ไม่ได้รับ BOI
- ทบทวนนโยบายปันส่วนกับผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีทุกปี โดยเฉพาะปีที่มีการลงทุนเพิ่มหรือปรับสัดส่วนธุรกิจ
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไปเท่านั้น รายละเอียดเงื่อนไขบัตรส่งเสริมและอัตราภาษีอาจแตกต่างกันตามประเภทกิจการ ขนาดทุน และรายได้ของแต่ละนิติบุคคล
ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินกรณีเฉพาะของกิจการก่อนตัดสินใจ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง BOI แยกบัญชีกิจการที่ได้รับและไม่ได้รับส่งเสริมอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจมีทั้งสาย BOI และไม่ใช่ BOI จำเป็นต้องแยกบัญชีจริงหรือไม่ หรือรวมบัญชีเดียวได้?
จำเป็นต้องแยก เนื่องจากบัตรส่งเสริม BOI ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะกำไรสุทธิจากกิจการที่ระบุในบัตรส่งเสริมเท่านั้น ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน
และเงื่อนไขทั่วไปที่แนบมากับบัตรส่งเสริมกำหนดให้จัดทำบัญชีแยกต่างหากสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม หากรวมบัญชีเป็นก้อนเดียวจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากำไรส่วนใดควรได้รับยกเว้น
กรมสรรพากรอาจปฏิเสธการยกเว้นทั้งหมดหรือประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกำไรทั้งก้อน
ต้นทุนร่วมที่แยกไม่ได้ตรง ๆ เช่น ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงาน ต้องปันส่วนด้วยเกณฑ์อะไร?
เกณฑ์ที่นิยมใช้และอธิบายต่อกรมสรรพากรได้ง่ายที่สุดคือสัดส่วนรายได้ของแต่ละสายธุรกิจต่อรายได้รวม แต่ถ้ามีเกณฑ์ที่สะท้อนการใช้งานจริงชัดเจนกว่า เช่น
พื้นที่ใช้สอยหรือชั่วโมงเดินเครื่องจักรของแต่ละสายการผลิต
ก็สามารถใช้แทนได้หากมีข้อมูลรองรับ ข้อสำคัญคือต้องใช้เกณฑ์เดียวกันอย่างสม่ำเสมอทุกปีและระบุนโยบายการปันส่วนไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
ถ้าปันส่วนต้นทุนผิดพลาดหรือจงใจโยกต้นทุนไปฝั่งที่ไม่ได้รับยกเว้นเพื่อลดภาษี จะมีผลอย่างไร?
กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกำไรสุทธิที่คำนวณผิด พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร และเบี้ยปรับตามข้อเท็จจริง คือ 1
เท่าของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 22 หากยื่นแบบไว้แล้วแต่คำนวณผิด
หรือสูงสุด 2 เท่าตามมาตรา 26 หากไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเลย (ซึ่งอาจขอลดหรืองดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร) นอกจากนี้ BOI
ยังมีสิทธิ์ตรวจสอบและอาจเพิกถอนสิทธิยกเว้นในรอบบัญชีที่มีปัญหาได้ด้วย
ต้องยื่นเอกสารอะไรเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรเพื่อแสดงว่าคำนวณกำไรแยกส่วนถูกต้อง?
ควรจัดทำงบกำไรขาดทุนแยกตามกิจการที่ได้รับและไม่ได้รับการส่งเสริม เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินประจำปีที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร พร้อมใช้ประกอบการยื่นแบบ
ภ.ง.ด.50 (และ ภ.ง.ด.51 สำหรับประมาณการครึ่งปี)
รวมทั้งเก็บตารางคำนวณสัดส่วนการปันส่วนต้นทุนร่วมไว้เป็นเอกสารประกอบ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้หากถูกกรมสรรพากรหรือ BOI เรียกดูเอกสาร
เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น