บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ SME ที่บริษัทมีทั้งสายธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และสายที่ไม่ได้รับการส่งเสริมอยู่ในนิติบุคคลเดียวกัน

คุณจะได้เรียนรู้ว่าทำไมต้องแยกบัญชีรายได้-รายจ่ายให้ตรงสาย วิธีจำแนกต้นทุนตามรอยตรงกับต้นทุนร่วม

วิธีปันส่วนต้นทุนร่วมอย่างค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงานตามสัดส่วนรายได้พร้อมตัวอย่างตัวเลข ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียมและความเสี่ยงหากปันส่วนผิดพลาด

เพื่อไม่ให้เสียสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่รู้ตัว

โดยเนื้อหาเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของบัตรส่งเสริมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้จริง

สารบัญบทความ
  1. ทำไมกิจการที่มีทั้งสาย BOI และไม่ใช่ BOI ต้องแยกบัญชี
  2. ต้นทุนแยกตรง (Direct Cost) กับต้นทุนร่วม (Common Cost) ต่างกันอย่างไร
  3. วิธีปันส่วนต้นทุนร่วมตามสัดส่วนรายได้ พร้อมตัวอย่างค่าเสื่อมราคาโรงงาน
  4. เอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องสอดคล้องกัน
  5. ความเสี่ยงถ้าปันส่วนผิดพลาด และเช็กลิสต์ก่อนปิดบัญชีทุกปี
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมกิจการที่มีทั้งสาย BOI และไม่ใช่ BOI ต้องแยกบัญชี

สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ให้ยกเว้นเฉพาะ กำไรสุทธิที่เกิดจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ตามขอบเขตในบัตรส่งเสริมเท่านั้น

ไม่ครอบคลุมสายผลิตภัณฑ์อื่นที่บริษัทเดียวกันทำอยู่นอกเหนือขอบเขตนั้น เช่น โรงงานที่ได้รับ BOI สำหรับสายผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แต่บริษัทเดียวกันยังรับจ้างประกอบชิ้นงานทั่วไปที่ไม่อยู่ในบัตรส่งเสริมด้วย

เงื่อนไขทั่วไปที่แนบมากับบัตรส่งเสริมกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมที่ประกอบกิจการอื่นร่วมด้วย ต้องจัดทำบัญชีแยกต่างหากสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม

เพื่อคำนวณผลกำไรขาดทุนของแต่ละส่วนให้ชัดเจน หากรวมบัญชีเป็นก้อนเดียว

จะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ากำไรส่วนใดควรได้รับยกเว้นจริง กรมสรรพากรอาจปฏิเสธการยกเว้นทั้งก้อน หรือประเมินภาษีจากกำไรทั้งหมดในอัตราปกติ

ต้นทุนแยกตรง (Direct Cost) กับต้นทุนร่วม (Common Cost) ต่างกันอย่างไร

ก่อนปันส่วน ต้องแยกค่าใช้จ่ายก่อนว่าเป็น ต้นทุนตามรอยตรง (Direct Cost) หรือ ต้นทุนร่วม (Common Cost)

  • ต้นทุนตามรอยตรง เช่น วัตถุดิบและค่าแรงที่ใช้เฉพาะสายผลิตภัณฑ์ BOI หรือค่าคอมมิชชั่นพนักงานขายที่ดูแลลูกค้าเฉพาะสายนั้น ให้บันทึกเข้ารหัสบัญชีหรือ Cost Center ของแต่ละสายโดยตรง ไม่ต้องปันส่วน
  • ต้นทุนร่วม เช่น ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงานที่ใช้ผลิตทั้งสองสายในพื้นที่เดียวกัน ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง เงินเดือนฝ่ายบริหารและฝ่ายสนับสนุน ค่าเช่าที่ดิน ค่าเบี้ยประกันภัยโรงงาน รายการเหล่านี้ต้องใช้เกณฑ์ปันส่วนที่สมเหตุสมผลและสม่ำเสมอทุกปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือปล่อยให้ต้นทุนร่วมค้างอยู่ในบัญชีกลางโดยไม่ปันส่วน หรือปันส่วนแบบเดาสุ่มไม่สม่ำเสมอ ทำให้กำไรสุทธิของแต่ละสายที่รายงานต่อ BOI

และกรมสรรพากรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

วิธีปันส่วนต้นทุนร่วมตามสัดส่วนรายได้ พร้อมตัวอย่างค่าเสื่อมราคาโรงงาน

เกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายและอธิบายต่อกรมสรรพากรได้ง่ายที่สุดคือ สัดส่วนรายได้ของแต่ละสายต่อรายได้รวมทั้งบริษัทในรอบบัญชีนั้น คำนวณสัดส่วนใหม่ทุกรอบบัญชี

แล้วนำไปคูณกับยอดต้นทุนร่วมแต่ละรายการ ตัวอย่างเช่น

บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งมีสายที่ได้รับ BOI รายได้ 70 ล้านบาท และสายที่ไม่ได้รับ BOI รายได้ 30 ล้านบาทในรอบบัญชีเดียวกัน ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงานที่ใช้ร่วมกันทั้งปี

3,000,000 บาท ปันส่วนได้ดังนี้

รายการสายที่ได้รับ BOI (70%)สายที่ไม่ได้รับ BOI (30%)รวม
รายได้ทั้งปี70,000,00030,000,000100,000,000
ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงาน (ปันส่วนตามรายได้)2,100,000900,0003,000,000
ผลต่อการคำนวณภาษีลดกำไรสุทธิที่ได้รับยกเว้น (ไม่กระทบภาษี)เป็นรายจ่ายหักได้ ลดกำไรสุทธิที่ต้องเสีย CIT ในอัตรา 20% (อัตรานิติบุคคลทั่วไป)-

หากมีเกณฑ์ที่สะท้อนการใช้งานจริงชัดเจนกว่า เช่น พื้นที่ใช้สอยเป็นตารางเมตรหรือชั่วโมงเดินเครื่องจักร ก็ใช้แทนได้หากมีข้อมูลรองรับ แต่ไม่ว่าเลือกเกณฑ์ใด

ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันสม่ำเสมอทุกปี และระบุนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายที่ปันส่วนแล้วฝั่งที่ไม่ได้รับ BOI ยังต้องผ่านหลักเกณฑ์รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และการปรับปรุงกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ก่อนนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้

ข้อควรระวังคือตัวเลข 20% ในตัวอย่างข้างต้นเป็นอัตรา CIT ปกติสำหรับนิติบุคคลทั่วไป หากนิติบุคคลเข้าเกณฑ์ผู้ประกอบการ SME ตามที่กรมสรรพากรกำหนด (ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ณ

วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท

และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการในรอบบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันไดแทน คือ ยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 0-300,000 บาท อัตรา 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000

ถึง 3,000,000 บาท และอัตรา 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000

บาทขึ้นไป ทั้งนี้คุณสมบัติ SME พิจารณาจากทุนและรายได้รวมของทั้งนิติบุคคล ไม่ใช่เฉพาะรายได้ของสายที่ไม่ได้รับ BOI จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนประเมินภาระภาษีจริง

เอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องสอดคล้องกัน

เมื่อปันส่วนต้นทุนร่วมเสร็จแล้ว ต้องนำผลลัพธ์ไปจัดทำเอกสารประกอบการยื่นภาษีให้ครบถ้วน ได้แก่

  • งบกำไรขาดทุนแยกส่วน ระหว่างกิจการที่ได้รับและไม่ได้รับการส่งเสริม จัดทำเป็นส่วนหนึ่งของหมายเหตุประกอบงบการเงินประจำปีที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวเลขปันส่วนได้เมื่อถูกเรียกดู
  • แบบ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี (มาตรา 68, 69 ประมวลรัษฎากร) ต้องแสดงกำไรสุทธิที่ได้รับยกเว้นแยกจากกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีอัตราปกติ
  • แบบ ภ.ง.ด.51 ประมาณการกำไรครึ่งปี ยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี (มาตรา 67 ทวิ) ใช้หลักแยกกำไรแบบเดียวกับตอนสิ้นปี โดยต้องระวังไม่ให้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นอาจมีเบี้ยปรับจากการประมาณการคลาดเคลื่อน
  • ตารางคำนวณสัดส่วนการปันส่วนต้นทุนร่วม เก็บไว้เป็นเอกสารประกอบ พร้อมที่มาของตัวเลขรายได้แต่ละสาย

เอกสารเหล่านี้ควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

(อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้กิจการบางประเภทเก็บได้นานกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี)

และควรเก็บยาวกว่านั้นหากยังอยู่ในระยะเวลายกเว้น CIT ของบัตรส่งเสริม เพราะทั้ง BOI และกรมสรรพากรมีสิทธิเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้

ความเสี่ยงถ้าปันส่วนผิดพลาด และเช็กลิสต์ก่อนปิดบัญชีทุกปี

หากปันส่วนต้นทุนร่วมผิดพลาด ไม่ว่าจะโดยไม่ตั้งใจหรือจงใจโยกต้นทุนไปฝั่งที่ไม่ได้รับยกเว้นเพื่อลดกำไรที่ต้องเสียภาษี กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกำไรที่คำนวณผิด

พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาด (มาตรา 27

แห่งประมวลรัษฎากร) และเบี้ยปรับตามข้อเท็จจริง กล่าวคือ หากยื่นแบบไว้แล้วแต่คำนวณกำไรผิดจนภาษีขาด จะเข้าเกณฑ์เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 22

แต่หากไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาเลย จะเข้าเกณฑ์เบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าตามมาตรา 26

(เบี้ยปรับดังกล่าวสามารถขอลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์และดุลยพินิจที่กรมสรรพากรกำหนด) นอกจากนี้ BOI เองก็มีสิทธิ์ตรวจสอบและอาจเพิกถอนสิทธิยกเว้นในรอบบัญชีที่มีปัญหาได้เช่นกัน

ก่อนปิดบัญชีทุกปี ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้

  • ตั้งรหัสบัญชีหรือ Cost Center แยกตามบัตรส่งเสริม เพื่อบันทึกรายได้และต้นทุนตรงของแต่ละสายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปี
  • กำหนดนโยบายเกณฑ์ปันส่วนต้นทุนร่วมเป็นลายลักษณ์อักษร และใช้เกณฑ์เดียวกันทุกรอบบัญชี
  • คำนวณสัดส่วนรายได้ของแต่ละสายใหม่ทุกรอบบัญชี พร้อมเก็บที่มาของตัวเลข
  • จัดทำงบกำไรขาดทุนแยกส่วน BOI และไม่ใช่ BOI ให้พร้อมสำหรับใช้ประกอบการยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51
  • ตรวจสอบคุณสมบัติ SME ของนิติบุคคล (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วและรายได้รวม) ทุกปี เพราะมีผลต่ออัตราภาษีของกำไรฝั่งที่ไม่ได้รับ BOI
  • ทบทวนนโยบายปันส่วนกับผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีทุกปี โดยเฉพาะปีที่มีการลงทุนเพิ่มหรือปรับสัดส่วนธุรกิจ

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไปเท่านั้น รายละเอียดเงื่อนไขบัตรส่งเสริมและอัตราภาษีอาจแตกต่างกันตามประเภทกิจการ ขนาดทุน และรายได้ของแต่ละนิติบุคคล

ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินกรณีเฉพาะของกิจการก่อนตัดสินใจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง BOI แยกบัญชีกิจการที่ได้รับและไม่ได้รับส่งเสริมอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจมีทั้งสาย BOI และไม่ใช่ BOI จำเป็นต้องแยกบัญชีจริงหรือไม่ หรือรวมบัญชีเดียวได้?

จำเป็นต้องแยก เนื่องจากบัตรส่งเสริม BOI ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะกำไรสุทธิจากกิจการที่ระบุในบัตรส่งเสริมเท่านั้น ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

และเงื่อนไขทั่วไปที่แนบมากับบัตรส่งเสริมกำหนดให้จัดทำบัญชีแยกต่างหากสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม หากรวมบัญชีเป็นก้อนเดียวจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากำไรส่วนใดควรได้รับยกเว้น

กรมสรรพากรอาจปฏิเสธการยกเว้นทั้งหมดหรือประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกำไรทั้งก้อน

ต้นทุนร่วมที่แยกไม่ได้ตรง ๆ เช่น ค่าเสื่อมราคาอาคารโรงงาน ต้องปันส่วนด้วยเกณฑ์อะไร?

เกณฑ์ที่นิยมใช้และอธิบายต่อกรมสรรพากรได้ง่ายที่สุดคือสัดส่วนรายได้ของแต่ละสายธุรกิจต่อรายได้รวม แต่ถ้ามีเกณฑ์ที่สะท้อนการใช้งานจริงชัดเจนกว่า เช่น

พื้นที่ใช้สอยหรือชั่วโมงเดินเครื่องจักรของแต่ละสายการผลิต

ก็สามารถใช้แทนได้หากมีข้อมูลรองรับ ข้อสำคัญคือต้องใช้เกณฑ์เดียวกันอย่างสม่ำเสมอทุกปีและระบุนโยบายการปันส่วนไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ถ้าปันส่วนต้นทุนผิดพลาดหรือจงใจโยกต้นทุนไปฝั่งที่ไม่ได้รับยกเว้นเพื่อลดภาษี จะมีผลอย่างไร?

กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกำไรสุทธิที่คำนวณผิด พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร และเบี้ยปรับตามข้อเท็จจริง คือ 1

เท่าของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 22 หากยื่นแบบไว้แล้วแต่คำนวณผิด

หรือสูงสุด 2 เท่าตามมาตรา 26 หากไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเลย (ซึ่งอาจขอลดหรืองดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร) นอกจากนี้ BOI

ยังมีสิทธิ์ตรวจสอบและอาจเพิกถอนสิทธิยกเว้นในรอบบัญชีที่มีปัญหาได้ด้วย

ต้องยื่นเอกสารอะไรเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรเพื่อแสดงว่าคำนวณกำไรแยกส่วนถูกต้อง?

ควรจัดทำงบกำไรขาดทุนแยกตามกิจการที่ได้รับและไม่ได้รับการส่งเสริม เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินประจำปีที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร พร้อมใช้ประกอบการยื่นแบบ

ภ.ง.ด.50 (และ ภ.ง.ด.51 สำหรับประมาณการครึ่งปี)

รวมทั้งเก็บตารางคำนวณสัดส่วนการปันส่วนต้นทุนร่วมไว้เป็นเอกสารประกอบ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้หากถูกกรมสรรพากรหรือ BOI เรียกดูเอกสาร

เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น