บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของ SME ที่บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สำหรับกิจการบางส่วนเท่านั้น เช่น มีทั้งสายการผลิตที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบัตรส่งเสริม

และมีรายได้จากกิจกรรมอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไข BOI

อยู่ในบริษัทเดียวกัน คุณจะได้เรียนรู้ว่าทำไมต้องแยกกำไรสุทธิเป็นสองก้อนก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี ขั้นตอนปันส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายร่วมอย่างถูกต้อง

ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ต้องชำระจริง และข้อผิดพลาดที่ทำให้กิจการ BOI

บางส่วนมักถูกกรมสรรพากรเรียกเงินเพิ่ม 20%

สารบัญบทความ
  1. กิจการ BOI บางส่วนคืออะไร และทำไมต้องแยกกำไรก่อนยื่น ภ.ง.ด.51
  2. ขั้นตอนแยกกำไรสุทธิ 2 ส่วน สำหรับประมาณการ ภ.ง.ด.51
  3. ตัวอย่างคำนวณภาษีที่ต้องชำระผ่าน ภ.ง.ด.51 เมื่อมีกำไรทั้งสองส่วน
  4. ข้อผิดพลาดที่ทำให้กิจการ BOI บางส่วนเสี่ยงโดนเงินเพิ่ม 20%
  5. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

กิจการ BOI บางส่วนคืออะไร และทำไมต้องแยกกำไรก่อนยื่น ภ.ง.ด.51

"กิจการ BOI บางส่วน" หมายถึงบริษัทนิติบุคคลเดียวที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เฉพาะบางกิจกรรมหรือบางสายผลิตภัณฑ์

ขณะที่ยังมีรายได้จากกิจกรรมอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขส่งเสริมอยู่ในบริษัทเดียวกัน เช่น

โรงงานที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนเฉพาะไลน์ผลิตสินค้าประเภทหนึ่ง

แต่ยังมีไลน์ผลิตสินค้าอีกประเภทหรือรายได้รับจ้างผลิตทั่วไปที่ไม่ได้ยื่นขอส่งเสริมรวมอยู่ด้วย

สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ครอบคลุมเฉพาะกำไรสุทธิที่เกิดจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมเท่านั้น

ไม่ได้ทำให้ทั้งบริษัทพ้นภาระภาษี บริษัทจึงยังต้องยื่น ภ.ง.ด.51

ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีเหมือนบริษัททั่วไป แต่กำไรสุทธิที่นำมาคำนวณภาษีต้องเป็นเฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นเท่านั้น ไม่ใช่กำไรสุทธิรวมทั้งบริษัท

ปัญหาที่พบบ่อยคือฝ่ายบัญชีนำกำไรสุทธิทางบัญชีรวมทั้งบริษัทมาหารสองแล้วคำนวณภาษีตรง ๆ โดยไม่แยกส่วน BOI ออกก่อน ทำให้ตัวเลขกำไรที่ต้องเสียภาษีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

และเมื่อถึงสิ้นปีที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงินที่แยกส่วน BOI

ตามที่กำหนด ตัวเลขที่ประมาณการไว้ใน ภ.ง.ด.51 อาจคลาดเคลื่อนจนกระทบเกณฑ์ 25% ตามมาตรา 67 ตรี

ขั้นตอนแยกกำไรสุทธิ 2 ส่วน สำหรับประมาณการ ภ.ง.ด.51

การแยกกำไรสุทธิ 2 ส่วนสำหรับ ภ.ง.ด.51 ควรใช้หลักการเดียวกับที่บริษัทใช้จัดทำงบการเงินประจำปีและรายงานต่อ BOI อยู่แล้ว เพียงแต่ทำในช่วงครึ่งปีแทนที่จะรอถึงสิ้นปี

มีขั้นตอนหลักดังนี้

  • ตั้งรหัสบัญชีรายได้แยกกันตั้งแต่ต้น ระหว่างรายได้จากกิจกรรมที่ได้รับ BOI และรายได้จากกิจกรรมที่ไม่ได้รับ เพื่อดึงยอดรายได้ 6 เดือนแรกของแต่ละส่วนได้ทันที
  • จับคู่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแต่ละส่วน เช่น วัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในไลน์ผลิตที่ได้รับ BOI ให้บันทึกเข้าส่วน BOI โดยตรง
  • ปันส่วนค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้โดยตรง เช่น เงินเดือนผู้บริหาร ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค ตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละส่วน และใช้สัดส่วนเดียวกันอย่างสม่ำเสมอทุกงวด ไม่เปลี่ยนวิธีปันส่วนไปมาระหว่างรอบครึ่งปีกับรอบเต็มปี
  • นำกำไรสุทธิทางบัญชีของแต่ละส่วนมาปรับปรุงตามหลักภาษี โดยบวกกลับรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี เพื่อให้ได้กำไรสุทธิทางภาษีของแต่ละส่วนที่แท้จริง
  • นำกำไรสุทธิทางภาษีส่วนที่ไม่ได้รับ BOI มาประมาณการเต็มปีเพื่อคำนวณภาษีที่ต้องชำระผ่าน ภ.ง.ด.51 ส่วนกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับ BOI ให้แสดงเป็นรายการหักออกในขั้นตอนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เพราะได้รับยกเว้นตามบัตรส่งเสริม

ข้อควรระวังสำคัญคือ กำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับ BOI และกิจการที่ไม่ได้รับ BOI ต้องคำนวณแยกจากกันก่อนเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิงในทุกกรณี

ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง

การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 กำหนดว่า หากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษี (BOI)

มีผลขาดทุนประจำปีในระหว่างระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี

ขณะที่กิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นมีกำไรสุทธิในปีเดียวกัน บริษัทมีสิทธินำผลขาดทุนของกิจการ BOI มาหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับ BOI ก่อนคำนวณภาษีได้ (หากกิจการที่ไม่ได้รับ

BOI มีผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนอยู่ด้วย

ต้องนำผลขาดทุนสะสมนั้นมาหักออกจากกำไรก่อน แล้วจึงนำขาดทุนของกิจการ BOI มาหักส่วนที่เหลือ) ดังนั้นเมื่อประมาณการกำไรครึ่งปีสำหรับ ภ.ง.ด.51 หากคาดว่าส่วนที่ได้รับ BOI

จะขาดทุนในปีนั้น ควรนำผลขาดทุนนั้นมาหักออกจากกำไรของส่วนที่ไม่ได้รับ BOI

ตามหลักเกณฑ์นี้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิของส่วนที่ไม่ได้รับ BOI สูงเกินจริงและเสียภาษีเกินความจำเป็น

การคำนวณลักษณะนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยตามข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการและเงื่อนไขบัตรส่งเสริม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

BOI เพื่อยืนยันแนวปฏิบัติที่ใช้กับกิจการของท่านโดยเฉพาะ

ตัวอย่างคำนวณภาษีที่ต้องชำระผ่าน ภ.ง.ด.51 เมื่อมีกำไรทั้งสองส่วน

สมมติบริษัทแห่งหนึ่งได้รับบัตรส่งเสริม BOI สำหรับไลน์ผลิตสินค้าหลัก และยังมีรายได้จากไลน์ผลิตสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้รับการส่งเสริม รอบบัญชีตรงกับปีปฏิทิน หลังปิดบัญชี 6

เดือนแรกและปันส่วนค่าใช้จ่ายร่วมตามสัดส่วนรายได้

บริษัทได้ตัวเลขกำไรสุทธิทางภาษีดังนี้

รายการกิจการที่ได้รับ BOIกิจการที่ไม่ได้รับ BOI
กำไรสุทธิทางภาษี 6 เดือนแรก1,500,000 บาท1,000,000 บาท
ประมาณการกำไรสุทธิทางภาษีทั้งปี3,000,000 บาท2,000,000 บาท
ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล0 บาท (ได้รับยกเว้นตามบัตรส่งเสริม)คำนวณตามอัตรา SME

สำหรับกำไรสุทธิทางภาษีส่วนที่ไม่ได้รับ BOI ประมาณการทั้งปี 2,000,000 บาท หากบริษัทเข้าเกณฑ์ SME ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป คือ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ณ

วันสุดท้ายของรอบบัญชี

และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการรวมทั้งบริษัทไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี (นับรวมรายได้ทั้งส่วนที่ได้รับ BOI และไม่ได้รับ BOI เข้าด้วยกัน

ไม่ใช่นับเฉพาะรายได้ส่วนที่ไม่ได้รับ BOI) คำนวณภาษีได้ดังนี้ กำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น

(0%) ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท คือ 1,700,000 บาท เสียภาษี 15% เท่ากับ 255,000 บาท ภาษีที่ต้องชำระผ่าน ภ.ง.ด.51 คือครึ่งหนึ่ง เท่ากับ 127,500 บาท

ส่วนกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับ BOI จำนวน 3,000,000 บาท

ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเพราะได้รับยกเว้นตามบัตรส่งเสริม แต่ยังต้องแยกยอดไว้ในเอกสารประกอบเพื่อรองรับการตรวจสอบและรายงาน BOI ประจำปี

ข้อผิดพลาดที่ทำให้กิจการ BOI บางส่วนเสี่ยงโดนเงินเพิ่ม 20%

กฎ 25% ตามมาตรา 67 ตรี ยังใช้บังคับกับกิจการ BOI บางส่วนเช่นเดียวกับบริษัททั่วไป เพียงแต่ฐานที่นำมาเทียบคือกำไรสุทธิทางภาษีเฉพาะส่วนที่ต้องเสียภาษี (ไม่ใช่ BOI) เท่านั้น

หากกำไรสุทธิส่วนนี้ที่ประมาณการไว้ใน ภ.ง.ด.51

ต่ำกว่ากำไรสุทธิจริงทั้งปีเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้

  • นำกำไรสุทธิรวมทั้งบริษัทมาคำนวณภาษีโดยไม่แยกส่วน BOI ออกก่อน ทำให้ยอดกำไรที่ต้องเสียภาษีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
  • เปลี่ยนสัดส่วนปันส่วนค่าใช้จ่ายร่วมระหว่างครึ่งปีแรกกับตอนปิดบัญชีสิ้นปีโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ทำให้กำไรสุทธิของแต่ละส่วนไม่สอดคล้องกันและถูกสรรพากรตั้งข้อสังเกต
  • ไม่ปรับประมาณการกำไรครึ่งปีหลังของส่วนที่ไม่ได้รับ BOI ทั้งที่รายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจนจากคำสั่งซื้อหรือฤดูกาลขาย
  • ลืมบวกกลับรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ก่อนแยกกำไรสุทธิ ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีของทั้งสองส่วนต่ำกว่าความเป็นจริง
  • ไม่เก็บตารางคำนวณและหลักฐานการปันส่วนไว้เป็นเอกสารประกอบ ทำให้เมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลังอธิบายที่มาของตัวเลขไม่ได้

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือใช้สัดส่วนปันส่วนค่าใช้จ่ายร่วมแบบเดียวกันตลอดทั้งปี บันทึกวิธีการปันส่วนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และปิดบัญชีครึ่งปีให้เรียบร้อยก่อนประมาณการ

เพื่อให้ตัวเลขที่ยื่นใน ภ.ง.ด.51 สอดคล้องกับตัวเลขที่จะยื่นใน ภ.ง.ด.50

ปลายปี ลดความเสี่ยงถูกเรียกเงินเพิ่ม 20% และลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบทั้งจากกรมสรรพากรและ BOI

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง กิจการ BOI บางส่วน ประมาณการกำไรยื่น ภ.ง.ด.51 อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กิจการ BOI บางส่วนต้องยื่น ภ.ง.ด.51 เหมือนบริษัททั่วไปหรือไม่

ต้องยื่นเช่นเดียวกับบริษัททั่วไปที่มีรอบบัญชีครบ 12 เดือน เพราะสิทธิยกเว้นภาษีตาม BOI ครอบคลุมเฉพาะกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมเท่านั้น

ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่ในการยื่นแบบทั้งบริษัท

ต่างกันตรงที่ต้องแยกกำไรสุทธิเป็นสองส่วนก่อนคำนวณภาษีที่ต้องชำระ โดยกำไรสุทธิที่ได้รับยกเว้นจะถูกนำไปหักออกในขั้นตอนคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีของแบบ ภ.ง.ด.51

ถ้าประมาณการกำไรส่วนที่ได้รับ BOI คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก จะถูกเรียกเงินเพิ่ม 20% เหมือนส่วนที่ไม่ได้รับ BOI หรือไม่

กฎเงินเพิ่ม 20% ตามมาตรา 67 ตรี คำนวณจากภาษีที่ชำระขาดของกำไรสุทธิส่วนที่ต้องเสียภาษี (ไม่ได้รับ BOI) เท่านั้น เพราะกำไรส่วนที่ได้รับ BOI ไม่มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วน BOI

ที่คลาดเคลื่อนมากอาจกระทบความน่าเชื่อถือของรายงานที่ต้องส่ง BOI ประจำปี จึงควรประมาณการให้ใกล้เคียงความจริงทั้งสองส่วน

ค่าใช้จ่ายร่วมอย่างเงินเดือนผู้บริหารหรือค่าเช่าสำนักงาน ต้องปันส่วนระหว่าง BOI กับไม่ใช่ BOI อย่างไร

โดยทั่วไปปันส่วนตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละส่วนในงวดนั้น และต้องใช้วิธีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอทั้งตอนประมาณการครึ่งปีและตอนปิดบัญชีสิ้นปี

พร้อมบันทึกวิธีปันส่วนไว้เป็นเอกสารประกอบภายในหรือหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้

กิจการ BOI บางส่วนที่ขาดทุนในส่วนที่ได้รับ BOI นำผลขาดทุนไปหักกำไรของส่วนที่ไม่ได้รับ BOI เพื่อลดภาษีที่ต้องชำระผ่าน ภ.ง.ด.51 ได้หรือไม่

ได้ในบางกรณี ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 กำหนดว่า

หากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษี (BOI)

ขาดทุนประจำปีในระหว่างระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี และกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นมีกำไรสุทธิในปีเดียวกัน บริษัทมีสิทธินำผลขาดทุนของกิจการ BOI

มาหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับ BOI ก่อนคำนวณภาษีได้ แต่หากกิจการที่ไม่ได้รับ BOI

มีผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนอยู่ด้วย ต้องหักผลขาดทุนสะสมนั้นออกจากกำไรก่อน แล้วจึงนำขาดทุนของกิจการ BOI มาหักส่วนที่เหลือ ดังนั้นเมื่อประมาณการกำไรครึ่งปีเพื่อยื่น ภ.ง.ด.51

ควรนำหลักการนี้มาปรับใช้ด้วยหากคาดว่าส่วน BOI จะขาดทุน

มิฉะนั้นอาจประมาณการกำไรส่วนที่ต้องเสียภาษีสูงเกินจริงและเสียภาษีเกินความจำเป็น รายละเอียดการคำนวณควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี BOI ให้ตรงกับข้อเท็จจริงของกิจการ

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ