คลินิกความงามเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว แต่ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีโครงสร้างบัญชีและภาษีซับซ้อนที่สุด เพราะรายได้ไม่ได้มีแค่ "ค่ารักษา" อย่างเดียว แต่ยังมีค่าขายสินค้า

คอร์สล่วงหน้า

และบริการเสริมที่แต่ละรายการมีภาระภาษีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

สารบัญบทความ
  1. ทำไมบัญชีคลินิกความงามถึงซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป
  2. จัดหมวดรายได้คลินิกความงามให้ถูกต้อง
  3. ตารางสรุปรายได้คลินิกความงามและภาระ VAT
  4. ต้นทุนคลินิกความงามที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง
  5. เช็กลิสต์เอกสารที่สำนักงานบัญชีต้องการทุกเดือน
  6. ภาษีที่เจ้าของคลินิกต้องยื่นตลอดปี
  7. โครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล SME สำหรับคลินิกความงาม
  8. จุดเสี่ยงสำคัญที่สรรพากรมักตรวจคลินิกความงาม
  9. ควรจด VAT หรือไม่ สำหรับคลินิกความงาม
  10. เริ่มต้นวางระบบบัญชีคลินิกความงามอย่างไรให้ถูกทาง
  11. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมบัญชีคลินิกความงามถึงซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป

หลายคนเปิดคลินิกความงามโดยคิดว่าการทำบัญชีคงไม่ต่างจากร้านค้าทั่วไป แต่ความเป็นจริงคือคลินิกความงามมีโครงสร้างรายได้ที่ "ผสมกัน" ในลักษณะพิเศษ ได้แก่

รายได้จากการรักษาพยาบาลโดยแพทย์ที่อาจได้รับการยกเว้น VAT,

รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ความงามที่ต้องเสีย VAT 7%, และรายได้จากคอร์สล่วงหน้าที่ต้องบันทึกเป็นหนี้สินก่อน

นอกจากนี้ ต้นทุนของคลินิกก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน ทั้งยาและวัสดุทางการแพทย์ ค่าตอบแทนแพทย์ผู้รักษา ค่าอุปกรณ์เลเซอร์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องตัดค่าเสื่อม

ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดออนไลน์

เจ้าของคลินิกที่ไม่วางระบบบัญชีให้ดีตั้งแต่ต้นจึงเสี่ยงทั้งถูกประเมินภาษีย้อนหลังและสูญเสียกำไรที่แท้จริงของกิจการ

จัดหมวดรายได้คลินิกความงามให้ถูกต้อง

รายได้ของคลินิกความงามแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวิธีบันทึกบัญชีและภาระภาษีต่างกัน:

1. รายได้จากการให้บริการทางการแพทย์

หัตถการที่ดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพ เช่น ฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษา การตรวจผิวหนัง ศัลยกรรมแก้ไขรอยแผลเป็น หรือการรักษาสิวฮอร์โมน จัดเป็น

บริการรักษาพยาบาลที่ได้รับการยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร

แต่ยังคงเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. รายได้จากการขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ความงาม

ครีม เซรั่ม อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ขายให้ลูกค้านำกลับไปใช้เองที่บ้านจัดเป็น การขายสินค้า ต้องเสีย VAT 7% เมื่อยอดขายสินค้าส่วนนี้รวมกับรายได้จากบริการที่ต้องเสีย VAT

เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT

และออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้ง

3. รายได้จากคอร์สล่วงหน้า

การขายคอร์สทรีทเมนต์ล่วงหน้า เช่น คอร์สเลเซอร์ 10 ครั้ง หรือแพ็กเกจดูแลผิว 6 เดือน เงินที่รับมาก่อนยังไม่ถือเป็น "รายได้" ในทางบัญชี แต่ต้องบันทึกเป็น "รายได้รับล่วงหน้า"

(Deferred Revenue) ในหมวดหนี้สินก่อน

แล้วค่อยโอนมาเป็นรายได้เมื่อให้บริการจริงในแต่ละครั้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเจ้าของนำเงินรับคอร์สทั้งก้อนมาบันทึกเป็นรายได้ทันที ซึ่งทำให้กำไรบัญชีสูงเกินจริงและเสียภาษีเกินไป

4. รายได้จากบริการเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา

บริการสปาเพื่อการผ่อนคลาย ทรีทเมนต์นวดหน้า หรือบริการอื่นที่ไม่มีแพทย์เป็นผู้ดำเนินการโดยตรง ถือเป็น บริการทั่วไปที่ต้องเสีย VAT 7% เช่นเดียวกับการขายสินค้า

ตารางสรุปรายได้คลินิกความงามและภาระ VAT

ประเภทรายได้ VAT หัก ณ ที่จ่าย (กรณีลูกค้าเป็นนิติบุคคล) บันทึกบัญชีเมื่อ
ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ (ฉีดฟิลเลอร์/โบท็อกซ์เพื่อรักษา) ยกเว้น VAT 3% (ประเภทบริการ) วันที่ให้บริการ
ขายครีม/ผลิตภัณฑ์ความงาม 7% ไม่มี (การขายสินค้า) วันที่ส่งสินค้า/ชำระเงิน
คอร์สทรีทเมนต์ล่วงหน้า ตามประเภทบริการในคอร์ส ตามประเภทบริการ วันที่ให้บริการจริงแต่ละครั้ง
บริการสปา/นวดหน้าเพื่อผ่อนคลาย 7% 3% (กรณีลูกค้าบริษัท) วันที่ให้บริการ

ต้นทุนคลินิกความงามที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง

การบันทึกต้นทุนที่ผิดพลาดหรือขาดเอกสารประกอบเป็นสาเหตุอันดับต้นที่ทำให้คลินิกถูกสรรพากรปฏิเสธรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้นทุนหลักที่ต้องให้ความสำคัญมีดังนี้:

ต้นทุนยาและวัสดุทางการแพทย์

โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ กรดไฮยาลูโรนิก น้ำเกลือ และวัสดุใช้แล้วทิ้งต่างๆ ต้องมี ใบส่งของและใบกำกับภาษีจากผู้ขาย เก็บครบทุกใบ หากซื้อจากตัวแทนที่ไม่จด VAT

ต้องใช้ใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อที่อยู่ผู้ขายครบถ้วนแทน

และควรทำระบบสต็อกยาเพื่อควบคุมต้นทุนและพิสูจน์การใช้จ่ายกับสรรพากร

ค่าตอบแทนแพทย์และพนักงาน

หากแพทย์ผู้รักษาเป็น พนักงานประจำ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.1) และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)

แต่หากแพทย์เป็น ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างรายครั้ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%

และออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้ทุกครั้ง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี

ค่าเสื่อมราคาเครื่องมือและอุปกรณ์

เครื่องเลเซอร์, HIFU, เครื่อง RF และอุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาสูงต้องไม่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในคราวเดียว แต่ต้องบันทึกเป็น สินทรัพย์ถาวร

และทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลาที่กรมสรรพากรกำหนด โดยทั่วไปเครื่องมือการแพทย์ใช้อายุงาน 5 ปี

(ตัดค่าเสื่อมปีละ 20%) การซื้อเครื่องมือใหม่มูลค่าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปและมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์เสมอ

ค่าใช้จ่ายการตลาดและโฆษณา

งบ Facebook Ads, Instagram, TikTok Ads ที่จ่ายโดยตรงให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ รายจ่ายเหล่านี้ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในนาม "ผู้นำเข้าบริการ" ผ่านแบบ ภ.พ.36 ด้วย (อัตรา 7%

บนค่าโฆษณา) ซึ่งหลายคลินิกมักลืมทำในส่วนนี้

เช็กลิสต์เอกสารที่สำนักงานบัญชีต้องการทุกเดือน

  • รายงานยอดขายจากระบบ POS หรือโปรแกรมจัดการคลินิก แยกตามประเภทบริการและสินค้า
  • ใบกำกับภาษีซื้อ (ยา วัสดุการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ความงามที่จำหน่าย)
  • สลิปเงินเดือน/ค่าจ้างแพทย์ พยาบาล และพนักงานทุกคน
  • ใบเสร็จค่าเช่าสำนักงาน/คลินิก พร้อมสัญญาเช่า
  • ใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณาออนไลน์ (Meta, Google, TikTok) และหลักฐานการชำระ
  • รายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารของกิจการ (Bank Statement) ทุกบัญชี
  • รายการยอดคอร์สที่ลูกค้าซื้อและคอร์สที่ใช้บริการไปในเดือนนั้น
  • ใบส่งของสินค้าคงเหลือ (หากมีการนับสต็อกรายเดือน)

หากต้องการดูรายการเอกสารฉบับเต็มที่สำนักงานบัญชีต้องการ ดูได้ที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี

ภาษีที่เจ้าของคลินิกต้องยื่นตลอดปี

เจ้าของคลินิกที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดมีภาระภาษีที่ต้องยื่นครบทั้งรายเดือนและรายปี ดังนี้:

ภาษีรายเดือน

  • ภ.ง.ด.1 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนพนักงาน ยื่นภายในวันที่ 7 (หรือ 15 กรณียื่นออนไลน์) ของเดือนถัดไป
  • ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างแพทย์ฟรีแลนซ์ ค่าเช่า ค่าบริการวิชาชีพ ยื่นพร้อมกันในวันเดียวกับ ภ.ง.ด.1
  • ภ.พ.30 — รายงาน VAT รายเดือน (ถ้าจด VAT) ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือ 23 กรณียื่นออนไลน์)
  • ภ.พ.36 — VAT จากการซื้อบริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณา Meta/Google ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ภาษีรายปี

  • ภ.ง.ด.51 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดรอบบัญชีครึ่งปี (สำหรับรอบบัญชีสิ้นปี 31 ธ.ค. ยื่นภายในวันที่ 31 สิงหาคม)
  • ภ.ง.ด.50 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี (สำหรับรอบ 31 ธ.ค. ยื่นภายในวันที่ 30 พฤษภาคม)
  • งบการเงินประจำปี — ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

โครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล SME สำหรับคลินิกความงาม

คลินิกความงามที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล แบบขั้นบันได

SME ดังนี้:

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

เปรียบเทียบกับเจ้าของคลินิกที่ประกอบการในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งรายได้จากวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) อาจถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 35% หากมีรายได้สูง

การวางแผนโครงสร้างภาษีอย่างถูกต้องจึงช่วยลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ

สามารถปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่หน้า วางแผนภาษี

จุดเสี่ยงสำคัญที่สรรพากรมักตรวจคลินิกความงาม

จากประสบการณ์ของทีม A Plus Me ในการดูแลคลินิกความงาม ประเด็นที่ถูกสอบถามและตรวจสอบบ่อยที่สุดมี 4 เรื่องหลัก:

  • รายได้จากการขายครีมและสินค้าถูกรวมเป็นรายได้บริการทางการแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจด VAT ซึ่งสรรพากรมีวิธีตรวจสอบจากสต็อกสินค้าและใบสั่งซื้อของคลินิก
  • เงินรับคอร์สล่วงหน้าถูกบันทึกเป็นรายได้ทั้งหมดในปีที่รับเงิน ทำให้กำไรสูงผิดปกติในบางปีและต่ำผิดปกติในปีถัดไป
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของถูกนำมาลงบัญชีในนามบริษัท เช่น ค่าตกแต่งบ้าน ค่าเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" ทางภาษี
  • ไม่มีระบบสต็อกยาและวัสดุทางการแพทย์ ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ต้นทุนการให้บริการได้ สรรพากรจะประเมินกำไรจากวิธีอื่นแทน

หากต้องการตรวจสอบว่าคลินิกของคุณมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง ลองใช้บริการ ประเมินความเสี่ยงภาษี ฟรีได้เลย

ควรจด VAT หรือไม่ สำหรับคลินิกความงาม

ข้อบังคับตามกฎหมาย: หากรายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT (การขายสินค้าความงาม + บริการสปา + บริการอื่นที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาล) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30

วันนับจากวันที่เกินเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม คลินิกที่มีรายรับจากการรักษาพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ (เกิน 80% ของรายได้รวม) และมีส่วนที่ต้องเสีย VAT ไม่มาก อาจเลือก ไม่จด VAT

เพื่อลดภาระงานเอกสารและการออกใบกำกับภาษีรายเดือน แต่ต้องระวังไม่ให้รายได้ส่วนที่ต้องเสีย VAT

เกินเกณฑ์โดยไม่รู้ตัว

การวางแผนในประเด็นนี้ควรทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ สอบถามทีมงานได้ที่ ติดต่อ A Plus Me หรือดูบทความ VAT สำหรับ SME เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้น

เริ่มต้นวางระบบบัญชีคลินิกความงามอย่างไรให้ถูกทาง

ทีม A Plus Me ดูแลคลินิกความงามทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท วางระบบบัญชีรายเดือน วางแผนภาษี ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินประจำปี

หากคุณกำลังเปิดคลินิกใหม่หรือต้องการปรับโครงสร้างบัญชีให้ถูกต้อง

ดูรายละเอียดบริการได้ที่ รับทำบัญชีรายเดือน หรือ บริการทั้งหมด ของเรา ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คลินิกความงามต้องจด VAT ไหม

คลินิกที่มีรายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT (เช่น ขายครีม บริการสปา) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ส่วนรายได้จากการรักษาพยาบาลโดยแพทย์ได้รับการยกเว้น VAT

ตามกฎหมาย

ค่าจ้างแพทย์ฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่

หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้แพทย์ พร้อมนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

คอร์สทรีทเมนต์ที่ขายล่วงหน้าต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

เงินที่รับมาก่อนการให้บริการต้องบันทึกเป็น 'รายได้รับล่วงหน้า' ในหมวดหนี้สินก่อน แล้วโอนมาเป็นรายได้เมื่อให้บริการจริงในแต่ละครั้ง ไม่ควรรับรู้รายได้ทั้งก้อนในวันที่รับเงิน

เครื่องเลเซอร์ราคา 2 ล้านบาทต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไปเครื่องมือการแพทย์ใช้อายุงาน 5 ปี ตัดค่าเสื่อมปีละ 20% (400,000 บาทต่อปี)

ห้ามบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีเดียว

คลินิกความงามที่เป็นบริษัท SME เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราเท่าไหร่

คลินิกที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราพิเศษ: กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี กำไรส่วน 300,001–3,000,000 บาท เสีย 15%

และกำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสีย 20%

ค่าโฆษณา Facebook และ TikTok ที่คลินิกจ่ายต้องทำอะไรเพิ่ม

ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามผู้นำเข้าบริการจากต่างประเทศผ่านแบบ ภ.พ.36 อัตรา 7% บนค่าโฆษณา ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่ชำระค่าโฆษณา