บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบัญชีที่ดูแลระบบเงินเดือน ซึ่งกำลังจะต้องรับมือกับภาระใหม่คือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามมาตรา 130

แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

ที่จะเริ่มบังคับให้นายจ้างและลูกจ้างของสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปสมทบเงินจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 คุณจะได้ทราบว่าต้องสมทบในอัตราเท่าไหร่

ธุรกิจแบบไหนเข้าข่ายหรือได้รับยกเว้น

กองทุนนี้ต่างจากประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่มีอยู่แล้วอย่างไร และควรเตรียมระบบ payroll กับงบประมาณต้นทุนพนักงานอย่างไรให้พร้อมก่อนวันบังคับใช้จริง

สารบัญบทความ
  1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องรู้ในปี 2569
  2. อัตราเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 นายจ้าง-ลูกจ้างฝ่ายละเท่าไหร่
  3. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ใช่ประกันสังคม แต่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) โดยตรง
  4. นายจ้างต้องเตรียม payroll และงบประมาณอย่างไรก่อนวันบังคับใช้
  5. ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องติดตามต่อ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องรู้ในปี 2569

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ให้ลูกจ้างในกรณีออกจากงาน เกษียณอายุ

หรือเสียชีวิต

เป็นคนละส่วนกับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องจ่ายเองทั้งก้อนเมื่อเลิกจ้าง เพราะกองทุนนี้ใช้วิธีสะสมเงินล่วงหน้าจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้ากองทุนกลางทุกเดือน

คล้ายหลักการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

แต่เป็นภาคบังคับตามกฎหมายสำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เป็นผู้ดูแล แม้กฎหมายจะประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2541

แต่ยังไม่เคยมีการบังคับเก็บเงินสมทบจริงจนกว่าจะมีกฎกระทรวงกำหนดอัตราที่ชัดเจน และล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเลื่อนกำหนดบังคับใช้จากเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 1

ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการ SME ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10

คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ครอบคลุมพนักงานทุกคน จึงต้องเตรียมตัวรับมือกับต้นทุนใหม่ก้อนนี้ตั้งแต่ตอนนี้ ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 10 คนกฎหมายไม่ได้บังคับ

แต่สามารถสมัครเข้าร่วมโดยความยินยอมร่วมกันของนายจ้างและลูกจ้างได้เช่นกัน

อัตราเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 นายจ้าง-ลูกจ้างฝ่ายละเท่าไหร่

ตามกำหนดการที่ประกาศไว้ นายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายต้องสมทบต้องสมทบเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในอัตราฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

เป็นต้นไป หมายความว่าลูกจ้างจะถูกหักเงินเดือน 0.25% ทุกเดือน

และนายจ้างต้องสมทบเพิ่มอีก 0.25% ในสัดส่วนเท่ากัน รวมเป็นเงินเข้ากองทุน 0.5% ของค่าจ้างต่อเดือน และอัตรานี้จะปรับขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.5% (รวม 1%) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574

เป็นต้นไป ตามที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ล่วงหน้า

ช่วงเวลานายจ้างสมทบลูกจ้างสมทบรวมเข้ากองทุน
1 ต.ค. 2569 - 30 ก.ย. 25740.25% ของค่าจ้าง0.25% ของค่าจ้าง0.5% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป0.5% ของค่าจ้าง0.5% ของค่าจ้าง1% ของค่าจ้าง

ตัวอย่างเช่น กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ครอบคลุมพนักงานทุกคน หากมีพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท ตั้งแต่ตุลาคม 2569

นายจ้างต้องสมทบเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่มอีก 50 บาทต่อเดือนต่อคน

และหักเงินเดือนพนักงานอีก 50 บาทต่อเดือน หากกิจการมีพนักงานลักษณะนี้ 30 คนที่ฐานเงินเดือนใกล้เคียงกัน ต้นทุนฝั่งนายจ้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน

ซึ่งควรนำไปรวมไว้ในงบประมาณต้นทุนพนักงานล่วงหน้า

ข้อควรทราบคือฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยทั่วไปไม่มีการกำหนดเพดานสูงสุดแบบเดียวกับประกันสังคม และคำนวณจากค่าจ้างตามปกติ เช่น ค่าล่วงเวลา เบี้ยขยัน

ค่าตำแหน่ง ค่ากะ ค่าเดินทาง และค่าอาหารที่จ่ายประจำ

แต่ไม่รวมโบนัสหรือค่าตอบแทนที่จ่ายไม่แน่นอน ทั้งนี้รายการค่าจ้างที่นำมารวมคำนวณควรตรวจสอบกับประกาศกฎกระทรวงฉบับที่มีผลบังคับใช้จริงอีกครั้งก่อนตั้งสูตรคำนวณในระบบเงินเดือน

เนื่องจากอาจมีประกาศหรือแนวปฏิบัติเพิ่มเติมตามมา

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ใช่ประกันสังคม แต่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) โดยตรง

เจ้าของธุรกิจหลายรายเข้าใจผิดว่าเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นส่วนหนึ่งของเงินสมทบประกันสังคมที่มีอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงทั้งสองกองทุนนี้เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ต้องสมทบแยกจากกันเสมอ

ไม่สามารถนำเงินสมทบส่วนใดส่วนหนึ่งไปหักลบกับอีกกองทุนได้ ส่วนความสัมพันธ์กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) นั้นแตกต่างออกไป เพราะกฎหมายกำหนดให้กิจการที่จัดให้มี PVD

ครอบคลุมลูกจ้างอยู่แล้วได้รับยกเว้นไม่ต้องนำลูกจ้างกลุ่มนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซ้ำอีก

  • ประกันสังคม (มาตรา 33): บังคับตามกฎหมายประกันสังคม อัตรา 5% ต่อฝ่าย คำนวณจากฐานค่าจ้างที่มีเพดานสูงสุด ซึ่งปรับเพิ่มจากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 (และมีแผนทยอยปรับเพิ่มเป็นขั้นบันไดต่อเนื่องในปีถัดไป) ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม ให้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เป็นกองทุนที่ต้องสมทบแยกต่างหากจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD): เป็นความสมัครใจของแต่ละบริษัท ไม่ได้บังคับทุกกิจการตามกฎหมาย อัตราเงินสะสม-เงินสมทบกำหนดเองในข้อบังคับกองทุน มีบริษัทจัดการกองทุนเอกชนดูแลเงินลงทุน
  • กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง: บังคับตามมาตรา 130 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อัตราเริ่มต้นฝ่ายละ 0.25% ดูแลโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กิจการที่จัดให้มี PVD ครอบคลุมลูกจ้างแล้วจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำลูกจ้างกลุ่มนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่ม แต่ลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก PVD เช่น อยู่ระหว่างทดลองงาน หรือเลือกไม่สมัคร PVD นายจ้างยังต้องนำเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน จึงควรตรวจสอบสถานะ PVD ของพนักงานแต่ละคนให้ครบถ้วนก่อนสรุปว่าธุรกิจได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือไม่

นายจ้างต้องเตรียม payroll และงบประมาณอย่างไรก่อนวันบังคับใช้

เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการหักเงินเดือนหรือประเมินต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง SME ควรเริ่มเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้

  • ตรวจสอบก่อนว่าธุรกิจเข้าข่ายต้องสมทบกองทุนนี้หรือไม่ โดยดูจำนวนลูกจ้างทั้งหมด (ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจึงเข้าข่ายบังคับตามกฎหมาย) และสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ว่าครอบคลุมพนักงานครบทุกคนหรือไม่ เพราะอาจทำให้พนักงานบางส่วนหรือทั้งหมดได้รับยกเว้น
  • ปรับปรุงโปรแกรมหรือระบบเงินเดือนให้เพิ่มรายการหักเงินสมทบฝั่งลูกจ้างและรายการสมทบฝั่งนายจ้าง โดยแสดงแยกออกจากรายการประกันสังคมและ PVD ให้ชัดเจนในสลิปเงินเดือน
  • ทดสอบสูตรคำนวณกับข้อมูลพนักงานจริงก่อนงวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 เพื่อตรวจสอบว่าหักถูกต้องและครบทุกคน
  • ประเมินผลกระทบต่อต้นทุนแรงงานรวม (payroll cost) และเพิ่มงบประมาณต้นทุนพนักงานอีกประมาณ 0.25% ของกองเงินเดือนรวมเฉพาะส่วนที่เข้าเงื่อนไข พร้อมวางแผนล่วงหน้าสำหรับการปรับขึ้นเป็น 0.5% ตั้งแต่ปี 2574
  • แจ้งพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าเกี่ยวกับรายการหักใหม่ในสลิปเงินเดือน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่าเป็นการหักเงินเพิ่มโดยไม่มีเหตุผล
  • ประสานกับผู้ทำบัญชีเพื่อกำหนดผังบัญชีสำหรับบันทึกเงินสมทบฝั่งนายจ้าง และตรวจสอบเงื่อนไขการรับรู้เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
  • ติดตามประกาศกฎกระทรวงและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ช่องทางนำส่งเงิน กำหนดเวลานำส่งรายเดือน หรือแบบฟอร์มที่ใช้ อาจมีประกาศเพิ่มเติมตามมาก่อนวันบังคับใช้จริง

ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องติดตามต่อ

แม้จะทราบอัตราและวันบังคับใช้หลักแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดเชิงปฏิบัติที่ SME ควรติดตามเพิ่มเติมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เช่น รายการองค์ประกอบค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสมทบโดยละเอียด

วิธีการและช่องทางนำส่งเงิน

(ว่าจะนำส่งผ่านระบบเดียวกับประกันสังคมหรือแยกต่างหาก) รวมถึงกำหนดเวลานำส่งในแต่ละเดือน

เนื่องจากรายละเอียดเหล่านี้มักออกตามมาในรูปกฎกระทรวงหรือประกาศเพิ่มเติมของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นอกจากนี้กิจการที่มี PVD

อยู่แล้วควรตรวจสอบข้อบังคับกองทุนและสถานะสมาชิกของพนักงานแต่ละคนให้ชัดเจน เพราะสิทธิยกเว้นอาจใช้ได้เฉพาะพนักงานที่เป็นสมาชิก PVD จริงเท่านั้น

นายจ้างที่นำส่งเงินสมทบล่าช้าหรือไม่นำส่งตามกำหนดมีความเสี่ยงต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

จึงควรกำหนดผู้รับผิดชอบและกันงบประมาณสำหรับรายการนี้ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ แทนที่จะรอจนใกล้วันบังคับใช้จริง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 นายจ้างต้องสมทบเท่าไหร่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมอย่างไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งตามมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ดูแลโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อัตราสมทบเริ่มต้นฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง

โดยทั่วไปไม่มีเพดานฐานค่าจ้างสูงสุด ส่วนประกันสังคม (มาตรา 33)

อยู่ภายใต้สำนักงานประกันสังคม อัตราฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง คำนวณจากฐานค่าจ้างที่มีเพดานสูงสุด ซึ่งปรับเพิ่มจากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569

ทั้งสองกองทุนเป็นคนละกองทุนที่ต้องสมทบแยกกันเสมอ

ไม่สามารถใช้แทนกันได้

นายจ้างต้องเริ่มหักเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อไหร่

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มบังคับให้นายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายสมทบเงินจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในอัตราฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง

หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเลื่อนจากกำหนดเดิม 1 ตุลาคม 2568 ออกไป 1 ปี

ผู้ประกอบการควรปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมก่อนถึงงวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569

ธุรกิจของฉันต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

กฎหมายบังคับเฉพาะสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

ครอบคลุมลูกจ้างอยู่แล้วจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำลูกจ้างกลุ่มนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซ้ำ แต่ลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก

PVD เช่น อยู่ระหว่างทดลองงาน หรือเลือกไม่สมัคร PVD นายจ้างยังต้องนำเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 10 คนไม่ถูกบังคับตามกฎหมาย

แต่สามารถสมัครเข้าร่วมโดยความยินยอมร่วมกันได้

เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่นายจ้างจ่ายหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่

โดยหลักการเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายตามที่กฎหมายบังคับถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ

แต่เงื่อนไขการรับรู้เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดในแต่ละกรณี

อัตราเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะปรับขึ้นเมื่อไหร่

อัตราเงินสมทบจะปรับขึ้นจากฝ่ายละ 0.25% เป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง (รวม 1%) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป ตามกฎกระทรวงที่ประกาศไว้ล่วงหน้า

นายจ้างควรวางแผนงบประมาณต้นทุนพนักงานรองรับการปรับขึ้นนี้ล่วงหน้า

หากธุรกิจของคุณมีงานค้างที่ยังไม่ได้จัดการ ลองดูบริการเสริมด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อวางแผนแก้ไขทีละขั้นตอน