ธุรกิจส่งออกในไทยมีสิทธิ์ขอคืนภาษีซื้อ (Input VAT) ที่จ่ายไปตลอดห่วงโซ่การผลิตและจัดหาสินค้า เพราะการส่งออกเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0%

ซึ่งหมายความว่าภาษีขายที่เกิดขึ้นเป็นศูนย์ แต่ภาษีซื้อที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์ในประเทศยังคงนับได้

และเมื่อภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตภาษีได้ บทความนี้อธิบายหลักการ เงื่อนไข ขั้นตอน และข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สารบัญบทความ
  1. ทำไมผู้ส่งออกถึงมีสิทธิ์ได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  2. เงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องมีก่อนยื่นขอคืน
  3. ขั้นตอนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออก
  4. เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการตรวจสอบ
  5. กำหนดเวลาและขั้นตอนหลังยื่น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและทำให้ขอคืน VAT ไม่ผ่าน
  7. การวางแผนกระแสเงินสดสำหรับธุรกิจส่งออก
  8. ความเชื่อมโยงกับภาษีเงินได้นิติบุคคล
  9. เช็กลิสต์ก่อนยื่นขอคืน VAT สำหรับผู้ส่งออก
  10. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  11. ตารางนำบทความไปใช้

ทำไมผู้ส่งออกถึงมีสิทธิ์ได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ระบบ VAT ของไทยใช้หลักการ "ภาษีขาย หักด้วย ภาษีซื้อ" ทุกเดือน สำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าในประเทศ ภาษีขายมักมากกว่าหรือเท่ากับภาษีซื้อ จึงต้องนำส่งภาษีส่วนต่างให้กรมสรรพากร

แต่สำหรับ ผู้ส่งออก สินค้าที่ส่งออกเสีย VAT ในอัตรา 0%

ทำให้ภาษีขายเป็นศูนย์ ขณะที่ภาษีซื้อจากการจัดซื้อวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่งภายในประเทศ ฯลฯ ยังเป็นบวกปกติ ผลลัพธ์คือยอด "ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย" ทุกเดือน

ซึ่งผู้ประกอบการมีสิทธิ์เลือกนำไปเครดิตเดือนถัดไป หรือยื่นขอคืนเป็นเงินสด

อัตรา 0% ใช้กับสินค้าที่ ผ่านพิธีการศุลกากรขาออก อย่างถูกต้องและมีหลักฐานการส่งออกครบถ้วน สินค้าที่ขายให้ผู้ซื้อต่างชาติโดยไม่ผ่านด่านศุลกากร หรือสินค้าที่ขายภายในประเทศไทย

ไม่ได้รับสิทธิ์อัตรา 0%

หมายเหตุ: อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569) ซึ่งเป็นการลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% โดยต้องต่ออายุทุกปี ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ

ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร

เงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องมีก่อนยื่นขอคืน

ก่อนจะยื่นขอคืน VAT ได้ ผู้ประกอบการต้องผ่านเงื่อนไขพื้นฐาน ดังนี้

  • จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากร: ธุรกิจที่มีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปีมีหน้าที่จดทะเบียน VAT ส่วนธุรกิจที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็สมัครใจจดได้ แต่จะขอคืนภาษีซื้อได้เฉพาะในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนเท่านั้น
  • มีสินค้าออกจากราชอาณาจักรผ่านพิธีการศุลกากร: ต้องมีใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ที่ผ่านการตรวจปล่อยจากกรมศุลกากรแล้ว
  • ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง: ผู้ส่งออกต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing) แม้ในเดือนที่ไม่มีรายได้ภาษีขาย
  • มีใบกำกับภาษีซื้อที่ถูกต้องครบถ้วน: ใบกำกับภาษีต้องออกในนามของบริษัทผู้ส่งออก ระบุชื่อที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี มูลค่าสินค้า และภาษีมูลค่าเพิ่มแยกต่างหากอย่างชัดเจน

ขั้นตอนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออก

กระบวนการขอคืนแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางหลักตามสถานะของผู้ประกอบการ ได้แก่ "ผู้ส่งออกทั่วไป" และ "ผู้ส่งออกที่ได้รับสถานะพิเศษ" (Good Exporter / Registered Exporter)

ซึ่งได้รับการพิจารณาคืนเงินเร็วกว่า

ผู้ส่งออกทั่วไป: ยื่นผ่าน ภ.พ.30

  • กรอกรายการภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ให้ครบถ้วนทุกเดือน
  • เมื่อต้องการขอคืนเป็นเงินสด ให้ทำเครื่องหมายในช่อง "ขอคืนเงินภาษี" ในแบบ ภ.พ.30 หรือยื่นแบบ ค.10 ในภายหลัง
  • เตรียมเอกสารหลักฐานไว้รอการตรวจสอบ เพราะกรมสรรพากรมักส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก่อนอนุมัติคืนเงิน
  • สิทธิ์ขอคืน VAT มีอายุ 3 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบในเดือนนั้น ๆ หากเกินกำหนด สิทธิ์จะหมดอายุ

ผู้ส่งออกที่มีสถานะ Good Exporter / Registered Exporter

กรมสรรพากรมีโครงการรับรองสถานะพิเศษสำหรับผู้ส่งออกที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น บริษัทจำกัด/มหาชน มีทุนชำระแล้วขั้นต่ำตามเกณฑ์ มีสัดส่วนการส่งออกต่อยอดขายรวมในระดับที่กำหนด

และมีการดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่ได้รับสถานะดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาคืนเงินเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามเงื่อนไขโดยละเอียดอาจปรับเปลี่ยนตามประกาศกรมสรรพากร

จึงควรสอบถามสำนักงานบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่โดยตรง

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการตรวจสอบ

เมื่อยื่นขอคืน กรมสรรพากรมักเรียกตรวจสอบเอกสารก่อนจ่ายเงินคืน เอกสารที่ควรเตรียมให้ครบ ได้แก่

  • ใบขนสินค้าขาออก ที่มีตราประทับ "ตรวจปล่อยแล้ว" จากกรมศุลกากร (ฉบับสลักหลัง หรือระบบศุลกากร Paperless)
  • ใบกำกับภาษีซื้อ ครบทุกรายการที่นำมาใช้สิทธิ์ขอคืน ออกในนามบริษัทถูกต้อง
  • รายงานภาษีซื้อ ประจำเดือน (ตามที่ต้องจัดทำตามกฎหมาย)
  • รายงานภาษีขาย ประจำเดือน แสดงมูลค่าการส่งออกอัตรา 0%
  • Commercial Invoice และ Packing List ที่ตรงกับใบขนสินค้า
  • หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ เช่น Bank Transfer Advice, L/C หรือ T/T หลักฐานธนาคาร
  • สัญญาซื้อขายหรือ Purchase Order (บางกรณีสรรพากรอาจขอ)
  • สมุดบัญชีและงบการเงิน ที่สอดคล้องกับรายการที่ยื่น

กำหนดเวลาและขั้นตอนหลังยื่น

ระยะเวลาที่กรมสรรพากรใช้ในการพิจารณาและคืนเงินแตกต่างกันตามสถานะของผู้ประกอบการและวิธีการยื่น

โดยทั่วไปผู้ส่งออกที่มีสถานะพิเศษจะได้รับการพิจารณาเร็วกว่าผู้ส่งออกทั่วไปซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า

โดยเฉพาะหากมีรายการที่กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ผลการพิจารณาอาจเป็น

  • อนุมัติคืนเงินเต็มจำนวน
  • อนุมัติคืนบางส่วน โดยปรับลดรายการที่ไม่ผ่านเกณฑ์
  • ปฏิเสธคำขอและแจ้งเหตุผล ซึ่งผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ผ่านแบบ ภ.ส.6 ได้

ในระหว่างการตรวจสอบ กรมสรรพากรอาจเรียกเอกสารเพิ่มเติม ผู้ประกอบการควรตอบสนองภายในเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้คำขอถูกระงับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและทำให้ขอคืน VAT ไม่ผ่าน

ปัญหาด้านเอกสาร

  • ใบกำกับภาษีออกผิดชื่อหรือที่อยู่: ใบกำกับภาษีที่ออกชื่อบุคคลธรรมดาหรือสาขาอื่น แทนที่จะเป็นชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT ใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้
  • ใบขนสินค้าไม่มีตราประทับตรวจปล่อย: ใบขนสินค้าที่ยังไม่ผ่านการรับรองจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรถือว่าไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ยืนยันการส่งออกได้
  • มูลค่าในเอกสารไม่ตรงกัน: ตัวเลขใน Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า และ ภ.พ.30 ต้องสอดคล้องกัน หากต่างกันสรรพากรจะสงสัยและขอตรวจสอบเพิ่ม
  • ไม่มีหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ: การส่งออกต้องมีหลักฐานว่าได้รับชำระจากผู้ซื้อต่างประเทศ การโอนเงินภายในกลุ่มบริษัทหรือการหักกลบลบหนี้อาจต้องมีเอกสารอธิบายเพิ่มเติม

ปัญหาด้านการจัดการภาษีซื้อ

  • นำภาษีซื้อต้องห้ามมาขอคืน: ภาษีซื้อจากค่าพักอาศัย ค่าความบันเทิง ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง หรือรายการที่กฎหมายระบุว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาขอคืนได้
  • ผสมภาษีซื้อของธุรกรรม 0% และ 7% โดยไม่ตัดสัดส่วน: ธุรกิจที่ทั้งส่งออก (0%) และขายในประเทศ (7%) ต้องแบ่งภาษีซื้อตามสัดส่วน ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับส่วนขายในประเทศขอคืนได้เต็มจำนวนก็ต่อเมื่อเป็นต้นทุนโดยตรงของสินค้าส่งออก มิฉะนั้นต้องปันส่วน
  • ยื่นขอคืนหลังครบ 3 ปี: สิทธิ์การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีอายุ 3 ปีนับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบ หากพลาดกำหนดนี้ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้อีก

ปัญหาด้านการบัญชีและระบบงาน

  • ไม่ทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบถ้วน: รายงานเหล่านี้เป็นเอกสารตามกฎหมายที่ต้องจัดทำและเก็บรักษา 5 ปี ขาดรายงานใดรายงานหนึ่งทำให้สิทธิ์ขอคืนอาจถูกระงับ
  • บันทึกยอดขายส่งออกผิดช่อง: ยอดขายส่งออก (อัตรา 0%) ต้องบันทึกแยกจากยอดขายในประเทศ (7%) ในแบบ ภ.พ.30 หากบันทึกรวมกันจะคำนวณยอดขอคืนผิดพลาด
  • ไม่จดทะเบียนกับกรมศุลกากรในระบบที่ถูกต้อง: ปัจจุบันพิธีการศุลกากรดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ส่งออกต้องลงทะเบียนกับกรมศุลกากรและมีใบขนสินค้าขาออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกต้อง

การวางแผนกระแสเงินสดสำหรับธุรกิจส่งออก

ประเด็นที่ SME ส่งออกมักมองข้ามคือผลกระทบต่อกระแสเงินสด เนื่องจากผู้ส่งออกจ่ายภาษีซื้อทุกเดือนแต่กว่าจะได้รับคืนอาจใช้เวลาหลายเดือน ในระหว่างรอการคืนเงิน

เงินทุนหมุนเวียนจะถูกล็อคอยู่กับยอดภาษีซื้อสะสม ดังนั้นควร

  • ติดตามยอดภาษีซื้อสะสมทุกเดือนและประมาณการวันที่จะได้รับคืน
  • ยื่นขอคืนให้ทันทีทุกเดือนที่มีสิทธิ์ ไม่ปล่อยให้ยอดสะสมสูงเกินไป
  • พิจารณายื่น e-Filing เพื่อให้ได้รับการพิจารณาเร็วกว่าการยื่นกระดาษ
  • เตรียมสายเครดิตหรือสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อรองรับช่วงรอคืน VAT โดยเฉพาะในเดือนที่มียอดส่งออกสูง
  • ปรึกษาสำนักงานบัญชีถึงความเป็นไปได้ในการสมัครเป็น Registered Exporter เพื่อได้รับการพิจารณาคืนเงินเร็วขึ้น

ความเชื่อมโยงกับภาษีเงินได้นิติบุคคล

นอกจากเรื่อง VAT แล้ว ผู้ส่งออกที่เป็นนิติบุคคล SME ยังควรทำความเข้าใจโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ด้วย หากบริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท

และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันไดของ SME

คือ 0% สำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับกำไร 300,001–3,000,000 บาท และ 20% สำหรับกำไรที่เกิน 3,000,000 บาท การเตรียมบัญชีต้นทุนสินค้าส่งออกให้ถูกต้องจึงสำคัญทั้งมิติ

VAT และมิติ CIT ไปพร้อมกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me

เช็กลิสต์ก่อนยื่นขอคืน VAT สำหรับผู้ส่งออก

ใช้รายการตรวจสอบนี้ทุกเดือนก่อนยื่น ภ.พ.30 เพื่อลดโอกาสถูกสรรพากรปฏิเสธหรือเรียกตรวจสอบโดยไม่จำเป็น

เช็กลิสต์ด้านเอกสาร

  • ใบขนสินค้าขาออกครบทุกรายการ มีตราประทับตรวจปล่อยจากกรมศุลกากร
  • ใบกำกับภาษีซื้อออกในนามบริษัทถูกต้อง ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย
  • มูลค่าตรงกันระหว่าง Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า และรายงานภาษีขาย
  • มีหลักฐานการรับชำระจากต่างประเทศ (Bank Advice หรือ SWIFT)
  • ตรวจสอบว่าไม่มีภาษีซื้อต้องห้ามรวมอยู่ในยอดขอคืน

เช็กลิสต์ด้านระบบบัญชี

  • รายงานภาษีซื้อและภาษีขายประจำเดือนจัดทำครบถ้วนและตรงกับ ภ.พ.30
  • ยอดขายส่งออก (0%) และยอดขายในประเทศ (7%) บันทึกแยกอย่างชัดเจน
  • ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับต้นทุนทั้งสองประเภทมีการปันส่วนหรือระบุที่มาชัดเจน
  • ยอดภาษีซื้อสะสมยังไม่เกิน 3 ปีนับจากเดือนที่เกิดรายการ

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไมผู้ส่งออกถึงมีสิทธิ์ได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องมีก่อนยื่นขอคืนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ขั้นตอนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออกตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออก

ผู้ส่งออกขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เมื่อใด?

ยื่นคำขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านแบบ ภ.พ.30 ประจำเดือนเมื่อมีเอกสารใบขนสินค้าขาออกและใบเสร็จกรมศุลกากรครบถ้วน

การจดทะเบียนผู้ประกอบการส่งออกกับหน่วยงานใด?

จดทะเบียนผ่านระบบลงทะเบียนผู้ผ่านพิธีการศุลกากร (Paperless) กับทางกรมศุลกากรและกรมสรรพากร

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง วิธีขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับผู้ส่งออกและข้อควรระวัง

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ วิธีขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับผู้ส่งออกและข้อควรระวัง

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง วิธีขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับผู้ส่งออกและข้อควรระวัง

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ วิธีขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับผู้ส่งออกและข้อควรระวัง

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล