เมื่อภาษีซื้อสะสมมากกว่าภาษีขายในเดือนนั้น ผู้ประกอบการ VAT มีสิทธิเลือกได้ว่าจะนำยอดส่วนเกินนั้นยกไปเครดิตในเดือนถัดไป หรือยื่นขอคืนเป็นเงินสด แต่การขอคืนมีเงื่อนไขและขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ทำความเข้าใจภาษีซื้อและภาษีขายก่อน
ในระบบ VAT ของไทย ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT จะมีภาษีสองประเภทที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ ภาษีขาย (Output Tax) คือ VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ และภาษีซื้อ (Input Tax) คือ VAT ที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมาใช้ในกิจการ
โดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการจะนำ VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า (ภาษีขาย) หักด้วย VAT ที่จ่ายออกไป (ภาษีซื้อ) ความต่างคือ VAT ที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร แต่หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย จะเกิดยอดภาษีที่ขอคืนได้
สาเหตุที่ทำให้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย
สถานการณ์ที่ภาษีซื้อเกินภาษีขายพบได้บ่อยในกรณีต่อไปนี้
- กิจการส่งออกสินค้า ซึ่งภาษีขายเป็น 0% แต่ยังมีภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบในประเทศ
- กิจการที่เพิ่งเริ่มต้นและมีการลงทุนในสินทรัพย์หรืออุปกรณ์มาก
- กิจการที่มีฤดูกาล รายได้ต่ำในบางเดือนแต่ยังมีต้นทุนประจำสูง
- กิจการที่มีทั้งรายการ VAT 0% และ VAT 7% ปนกัน
สิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตามมาตรา 84 และ 84/1 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการ VAT มีสิทธิเลือกดำเนินการได้ 2 ทาง เมื่อภาษีซื้อเกินภาษีขาย คือ ยกยอดส่วนเกินไปใช้เป็นเครดิตในเดือนถัดไป ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ได้เงินช้ากว่า หรือยื่นขอคืนภาษีเป็นเงินสด ซึ่งได้เงินเร็วกว่าแต่มีกระบวนการตรวจสอบ
เงื่อนไขในการขอคืนภาษีซื้อ
ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะขอคืนได้ กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้หลายประการ ซึ่งต้องปฏิบัติตามครบทุกข้อ
เงื่อนไขด้านสถานะของกิจการ
- ต้องจดทะเบียน VAT และมีสถานะที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่
- ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีประวัติยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่น
- ไม่มีหนี้ภาษีค้างชำระต่อกรมสรรพากร
เงื่อนไขด้านภาษีซื้อที่ขอคืน
- ภาษีซื้อที่จะขอคืนต้องเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง
- ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นหลักฐาน
- ภาษีซื้อต้องไม่ใช่รายการที่กฎหมายห้ามนำมาหักออก เช่น ค่าบันเทิง ค่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล
- ใบกำกับภาษีต้องออกในนามผู้ประกอบการที่ขอคืน
ประเภทภาษีซื้อที่ห้ามนำมาขอคืน
มีรายการภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามนำมาขอหักหรือขอคืนตามมาตรา 82/5 ได้แก่
| รายการ | เหตุผลที่ห้าม |
|---|---|
| รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน | ถือว่าใช้ส่วนตัวด้วย |
| ค่าบันเทิงและต้อนรับ | ไม่เกี่ยวกับการผลิตโดยตรง |
| สินค้าหรือบริการที่ใช้เพื่อการส่วนตัว | ไม่ใช่เพื่อกิจการ |
| ใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องตามแบบ | ไม่เป็นหลักฐานที่ยอมรับได้ |
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขอคืน VAT
การยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบได้รวดเร็ว
- แบบ ภ.พ.30 สำหรับงวดที่ขอคืน
- ใบกำกับภาษีซื้อต้นฉบับทุกใบที่จะใช้ขอคืน
- รายงานภาษีซื้อ (สมุดรายงานภาษีซื้อ)
- รายงานภาษีขาย
- งบการเงินหรือเอกสารแสดงรายได้
- หนังสือรับรองการจดทะเบียน VAT
- เอกสารแสดงธุรกรรมที่เกิดภาษีซื้อ เช่น สัญญาซื้อขาย ใบส่งของ
ขั้นตอนการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ขั้นตอนการขอคืนภาษีซื้อที่เกินนั้น เริ่มจากการยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยระบุในแบบว่าขอคืนเป็นเงินสด ไม่ใช่ยกยอดไปเดือนถัดไป จากนั้นกรมสรรพากรจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเอกสารประกอบ หากเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีธนาคารของกิจการ โดยระยะเวลาอาจใช้เวลา 30-90 วันหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและความซับซ้อนของรายการ
กรณีที่มักถูกปฏิเสธหรือล่าช้า
จากประสบการณ์ พบว่ากรณีต่อไปนี้มักทำให้การขอคืนภาษีถูกปฏิเสธหรือล่าช้า ได้แก่ ใบกำกับภาษีที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด เช่น ที่อยู่ไม่ถูกต้อง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด ภาษีซื้อที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับกิจการได้ กิจการที่มีประวัติยื่นแบบล่าช้าหรือมีปัญหาด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และกิจการที่ยื่นขอคืนในจำนวนสูงผิดปกติโดยเปรียบเทียบกับรายได้
ความแตกต่างระหว่างการยกยอดเครดิตกับการขอคืนเงินสด
ในทางปฏิบัติ หลายกิจการเลือกยกยอดภาษีซื้อส่วนเกินไปเดือนถัดไป เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและไม่มีความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจการที่มียอดภาษีซื้อเกินสะสมสูงและต้องการเงินสดหมุนเวียน การขอคืนเป็นเงินสดอาจคุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะกิจการส่งออกที่ไม่มีภาษีขายเลย
คำแนะนำเพื่อให้การขอคืนภาษีราบรื่น
เพื่อให้การขอคืนภาษีซื้อเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับเงินคืนเร็ว ควรจัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อให้เป็นระบบและครบถ้วนทุกใบ ตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษีก่อนบันทึกบัญชีทุกครั้ง ยื่นแบบ ภ.พ.30 ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนว่าควรยกยอดหรือขอคืนแบบไหนที่คุ้มค่ากว่าสำหรับสถานการณ์ของกิจการ
การมีระบบบัญชีที่ดีและเอกสารที่ครบถ้วนคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การขอคืนภาษีผ่านได้โดยไม่ติดขัด และช่วยลดโอกาสถูกประเมินภาษีเพิ่มในภายหลังด้วย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย: ขอคืนได้ไหม เงื่อนไขคืออะไร และต้องเตรียมเอกสารอะไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ต้องขอคืนเสมอไหม หรือยกไปเดือนหน้าได้?
ไม่จำเป็นต้องขอคืนเสมอครับ ผู้ประกอบการมีสิทธิเลือกได้ว่าจะยกยอดส่วนเกินไปเป็นเครดิตในเดือนถัดไป หรือจะยื่นขอคืนเป็นเงินสด การยกยอดไปเดือนหน้าทำได้ง่ายกว่า แต่การขอคืนเป็นเงินสดจะได้เงินกลับมาแต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ
ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รับเงินคืน VAT?
ระยะเวลาการได้รับเงินคืนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยทั่วไปอยู่ที่ 30-90 วันนับจากวันที่ยื่นขอคืน แต่หากจำนวนเงินสูงหรือกรมสรรพากรต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจใช้เวลานานกว่านั้น กรณีส่งออกสินค้ามักได้รับการพิจารณาเร็วกว่า
ภาษีซื้อจากรถยนต์บริษัทขอคืนได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับประเภทรถยนต์ครับ รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน กฎหมายห้ามนำภาษีซื้อมาหักโดยเด็ดขาด ส่วนรถบรรทุกและรถที่ใช้เพื่อกิจการโดยตรงเท่านั้น เช่น รถส่งของ อาจนำภาษีซื้อมาขอคืนได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
กิจการส่งออกขอคืน VAT ได้ไหม เพราะภาษีขายเป็น 0%?
ได้ครับ กิจการส่งออกที่มีภาษีขาย 0% แต่ยังมีภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบหรือบริการในประเทศ มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อนั้นได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบของการจดทะเบียน VAT สำหรับกิจการส่งออก
ถ้าไม่มีใบกำกับภาษีต้นฉบับ ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?
ไม่ได้ครับ ใบกำกับภาษีต้นฉบับที่ถูกต้องตามแบบเป็นเงื่อนไขบังคับในการขอคืนภาษีซื้อ หากต้นฉบับสูญหาย อาจขอสำเนาจากผู้ออกเอกสาร แต่ต้องมีการรับรองความถูกต้อง ควรจัดเก็บใบกำกับภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น
มีค่าใช้จ่ายในการขอคืน VAT ไหม?
ไม่มีค่าธรรมเนียมในการยื่นขอคืนภาษีครับ แต่อาจมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าจ้างสำนักงานบัญชีในการเตรียมเอกสาร และค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมหากกรมสรรพากรต้องการข้อมูลเพิ่ม
หากกรมสรรพากรปฏิเสธการขอคืน ทำอะไรได้บ้าง?
ผู้ประกอบการมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของกรมสรรพากรได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง โดยยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และหากไม่เห็นด้วยกับผลการอุทธรณ์ ยังสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางได้ต่อไป