เมื่อภาษีซื้อสะสมมากกว่าภาษีขายในเดือนนั้น ผู้ประกอบการ VAT มีสิทธิเลือกได้ว่าจะนำยอดส่วนเกินนั้นยกไปเครดิตในเดือนถัดไป หรือยื่นขอคืนเป็นเงินสด

แต่การขอคืนมีเงื่อนไขและขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สารบัญบทความ
  1. ทำความเข้าใจภาษีซื้อและภาษีขายก่อน
  2. สาเหตุที่ทำให้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย
  3. สิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  4. เงื่อนไขในการขอคืนภาษีซื้อ
  5. ประเภทภาษีซื้อที่ห้ามนำมาขอคืน
  6. เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขอคืน VAT
  7. ขั้นตอนการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  8. กรณีที่มักถูกปฏิเสธหรือล่าช้า
  9. ความแตกต่างระหว่างการยกยอดเครดิตกับการขอคืนเงินสด
  10. คำแนะนำเพื่อให้การขอคืนภาษีราบรื่น
  11. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำความเข้าใจภาษีซื้อและภาษีขายก่อน

ในระบบ VAT ของไทย ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT จะมีภาษีสองประเภทที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ ภาษีขาย (Output Tax) คือ VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ

และภาษีซื้อ (Input Tax) คือ VAT

ที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมาใช้ในกิจการ

โดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการจะนำ VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า (ภาษีขาย) หักด้วย VAT ที่จ่ายออกไป (ภาษีซื้อ) ความต่างคือ VAT ที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร แต่หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย

จะเกิดยอดภาษีที่ขอคืนได้

สาเหตุที่ทำให้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย

สถานการณ์ที่ภาษีซื้อเกินภาษีขายพบได้บ่อยในกรณีต่อไปนี้

  • กิจการส่งออกสินค้า ซึ่งภาษีขายเป็น 0% แต่ยังมีภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบในประเทศ
  • กิจการที่เพิ่งเริ่มต้นและมีการลงทุนในสินทรัพย์หรืออุปกรณ์มาก
  • กิจการที่มีฤดูกาล รายได้ต่ำในบางเดือนแต่ยังมีต้นทุนประจำสูง
  • กิจการที่มีทั้งรายการ VAT 0% และ VAT 7% ปนกัน

สิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 84 และ 84/1 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการ VAT มีสิทธิเลือกดำเนินการได้ 2 ทาง เมื่อภาษีซื้อเกินภาษีขาย คือ ยกยอดส่วนเกินไปใช้เป็นเครดิตในเดือนถัดไป

ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ได้เงินช้ากว่า หรือยื่นขอคืนภาษีเป็นเงินสด

ซึ่งได้เงินเร็วกว่าแต่มีกระบวนการตรวจสอบ

เงื่อนไขในการขอคืนภาษีซื้อ

ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะขอคืนได้ กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้หลายประการ ซึ่งต้องปฏิบัติตามครบทุกข้อ

เงื่อนไขด้านสถานะของกิจการ

  • ต้องจดทะเบียน VAT และมีสถานะที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่
  • ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีประวัติยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่น
  • ไม่มีหนี้ภาษีค้างชำระต่อกรมสรรพากร

เงื่อนไขด้านภาษีซื้อที่ขอคืน

  • ภาษีซื้อที่จะขอคืนต้องเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง
  • ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นหลักฐาน
  • ภาษีซื้อต้องไม่ใช่รายการที่กฎหมายห้ามนำมาหักออก เช่น ค่าบันเทิง ค่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • ใบกำกับภาษีต้องออกในนามผู้ประกอบการที่ขอคืน

ประเภทภาษีซื้อที่ห้ามนำมาขอคืน

มีรายการภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามนำมาขอหักหรือขอคืนตามมาตรา 82/5 ได้แก่

รายการเหตุผลที่ห้าม
รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนถือว่าใช้ส่วนตัวด้วย
ค่าบันเทิงและต้อนรับไม่เกี่ยวกับการผลิตโดยตรง
สินค้าหรือบริการที่ใช้เพื่อการส่วนตัวไม่ใช่เพื่อกิจการ
ใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องตามแบบไม่เป็นหลักฐานที่ยอมรับได้

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขอคืน VAT

การยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบได้รวดเร็ว

  • แบบ ภ.พ.30 สำหรับงวดที่ขอคืน
  • ใบกำกับภาษีซื้อต้นฉบับทุกใบที่จะใช้ขอคืน
  • รายงานภาษีซื้อ (สมุดรายงานภาษีซื้อ)
  • รายงานภาษีขาย
  • งบการเงินหรือเอกสารแสดงรายได้
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียน VAT
  • เอกสารแสดงธุรกรรมที่เกิดภาษีซื้อ เช่น สัญญาซื้อขาย ใบส่งของ

ขั้นตอนการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ขั้นตอนการขอคืนภาษีซื้อที่เกินนั้น เริ่มจากการยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยระบุในแบบว่าขอคืนเป็นเงินสด ไม่ใช่ยกยอดไปเดือนถัดไป จากนั้นกรมสรรพากรจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเอกสารประกอบ

หากเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง

กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีธนาคารของกิจการ โดยระยะเวลาอาจใช้เวลา 30-90 วันหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและความซับซ้อนของรายการ

กรณีที่มักถูกปฏิเสธหรือล่าช้า

จากประสบการณ์ พบว่ากรณีต่อไปนี้มักทำให้การขอคืนภาษีถูกปฏิเสธหรือล่าช้า ได้แก่ ใบกำกับภาษีที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด เช่น ที่อยู่ไม่ถูกต้อง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด

ภาษีซื้อที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับกิจการได้

กิจการที่มีประวัติยื่นแบบล่าช้าหรือมีปัญหาด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และกิจการที่ยื่นขอคืนในจำนวนสูงผิดปกติโดยเปรียบเทียบกับรายได้

ความแตกต่างระหว่างการยกยอดเครดิตกับการขอคืนเงินสด

ในทางปฏิบัติ หลายกิจการเลือกยกยอดภาษีซื้อส่วนเกินไปเดือนถัดไป เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและไม่มีความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม

สำหรับกิจการที่มียอดภาษีซื้อเกินสะสมสูงและต้องการเงินสดหมุนเวียน การขอคืนเป็นเงินสดอาจคุ้มค่ากว่า

โดยเฉพาะกิจการส่งออกที่ไม่มีภาษีขายเลย

คำแนะนำเพื่อให้การขอคืนภาษีราบรื่น

เพื่อให้การขอคืนภาษีซื้อเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับเงินคืนเร็ว ควรจัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อให้เป็นระบบและครบถ้วนทุกใบ ตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษีก่อนบันทึกบัญชีทุกครั้ง

ยื่นแบบ ภ.พ.30 ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ

และปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนว่าควรยกยอดหรือขอคืนแบบไหนที่คุ้มค่ากว่าสำหรับสถานการณ์ของกิจการ

การมีระบบบัญชีที่ดีและเอกสารที่ครบถ้วนคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การขอคืนภาษีผ่านได้โดยไม่ติดขัด และช่วยลดโอกาสถูกประเมินภาษีเพิ่มในภายหลังด้วย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ต้องขอคืนเสมอไหม หรือยกไปเดือนหน้าได้?

ไม่จำเป็นต้องขอคืนเสมอครับ ผู้ประกอบการมีสิทธิเลือกได้ว่าจะยกยอดส่วนเกินไปเป็นเครดิตในเดือนถัดไป หรือจะยื่นขอคืนเป็นเงินสด การยกยอดไปเดือนหน้าทำได้ง่ายกว่า

แต่การขอคืนเป็นเงินสดจะได้เงินกลับมาแต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รับเงินคืน VAT?

ระยะเวลาการได้รับเงินคืนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยทั่วไปอยู่ที่ 30-90 วันนับจากวันที่ยื่นขอคืน แต่หากจำนวนเงินสูงหรือกรมสรรพากรต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจใช้เวลานานกว่านั้น

กรณีส่งออกสินค้ามักได้รับการพิจารณาเร็วกว่า

ภาษีซื้อจากรถยนต์บริษัทขอคืนได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับประเภทรถยนต์ครับ รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน กฎหมายห้ามนำภาษีซื้อมาหักโดยเด็ดขาด ส่วนรถบรรทุกและรถที่ใช้เพื่อกิจการโดยตรงเท่านั้น เช่น

รถส่งของ อาจนำภาษีซื้อมาขอคืนได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข

กิจการส่งออกขอคืน VAT ได้ไหม เพราะภาษีขายเป็น 0%?

ได้ครับ กิจการส่งออกที่มีภาษีขาย 0% แต่ยังมีภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบหรือบริการในประเทศ มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อนั้นได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบของการจดทะเบียน VAT

สำหรับกิจการส่งออก

ถ้าไม่มีใบกำกับภาษีต้นฉบับ ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?

ไม่ได้ครับ ใบกำกับภาษีต้นฉบับที่ถูกต้องตามแบบเป็นเงื่อนไขบังคับในการขอคืนภาษีซื้อ หากต้นฉบับสูญหาย อาจขอสำเนาจากผู้ออกเอกสาร แต่ต้องมีการรับรองความถูกต้อง

ควรจัดเก็บใบกำกับภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น

มีค่าใช้จ่ายในการขอคืน VAT ไหม?

ไม่มีค่าธรรมเนียมในการยื่นขอคืนภาษีครับ แต่อาจมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าจ้างสำนักงานบัญชีในการเตรียมเอกสาร

และค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมหากกรมสรรพากรต้องการข้อมูลเพิ่ม

หากกรมสรรพากรปฏิเสธการขอคืน ทำอะไรได้บ้าง?

ผู้ประกอบการมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของกรมสรรพากรได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง โดยยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และหากไม่เห็นด้วยกับผลการอุทธรณ์

ยังสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางได้ต่อไป

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน