ธุรกิจเอเจนซีทีวีและซื้อสื่อ (Media Buying) มีเงินไหลผ่านบัญชีจำนวนมากจากงบโฆษณาของลูกค้า แต่รายได้จริงของเอเจนซีคือค่าคอมมิชชันหรือค่าบริหารจัดการเท่านั้น

หากบันทึกงบสื่อทั้งก้อนเป็นรายได้ จะทำให้ฐานภาษีสูงเกินจริงและเสี่ยงจดทะเบียน VAT

เร็วกว่าที่ควร

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างรายได้ของเอเจนซีทีวีและซื้อสื่อ
  2. สัญญาสามฝ่ายเพื่อรองรับการซื้อสื่อแทนลูกค้า
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจซื้อสื่อ
  4. VAT สำหรับธุรกิจซื้อสื่อ
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตารางสรุปภาษีในธุรกิจเอเจนซีซื้อสื่อ
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างรายได้ของเอเจนซีทีวีและซื้อสื่อ

ธุรกิจเอเจนซีทีวีและซื้อสื่อ (Media Buying Agency) ทำหน้าที่วางแผนซื้อพื้นที่โฆษณาให้ลูกค้า ทั้งสื่อทีวี วิทยุ ป้ายโฆษณา และสื่อดิจิทัล โดยรายได้หลักของเอเจนซีมาจาก

"ค่าคอมมิชชันสื่อ (Media Commission)"

ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากงบโฆษณาที่ซื้อ หรือ "ค่าบริการบริหารจัดการ (Management Fee)" ที่เรียกเก็บลูกค้าโดยตรง

เงินที่ไหลผ่านมือเอเจนซีส่วนใหญ่จึงเป็นงบโฆษณาของลูกค้าที่ต้องส่งต่อให้สถานีทีวีหรือเจ้าของสื่อ

ไม่ใช่รายได้ของเอเจนซีเอง

ประเด็นสำคัญทางบัญชีคือการแยกให้ชัดว่าเงินก้อนใดเป็น "รายได้จริงของเอเจนซี" และเงินก้อนใดเป็น "เงินสำรองจ่ายแทนลูกค้า (Pass-through)"

เพราะถ้าบันทึกงบสื่อทั้งหมดเป็นรายได้

จะทำให้ฐานรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT สูงเกินความเป็นจริงมาก และอาจต้องจดทะเบียน VAT ทั้งที่รายได้จริงยังไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี

สัญญาสามฝ่ายเพื่อรองรับการซื้อสื่อแทนลูกค้า

วิธีที่เป็นมาตรฐานทางบัญชีและภาษีคือการทำสัญญาที่ระบุบทบาทของเอเจนซีให้ชัดเจนว่าเป็น "ตัวแทน (Agent)" ในการจัดซื้อสื่อโฆษณาแทนลูกค้า โดยใบกำกับภาษี

จากสถานีทีวีหรือเจ้าของสื่อควรออกในนามลูกค้าโดยตรง หากทำได้ตามนี้

เอเจนซีจะบันทึกรายได้เฉพาะส่วนค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการเท่านั้น ส่วนเงินงบสื่อที่รับมาเพื่อจ่ายต่อจะบันทึกเป็นเงินรับฝากเพื่อส่งต่อ (ลูกหนี้/เจ้าหนี้หมุนเวียน) ไม่ใช่รายได้

  • สัญญาต้องระบุอัตราค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการที่เอเจนซีเรียกเก็บอย่างชัดเจน
  • ต้องระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบการชำระเงินให้เจ้าของสื่อโดยตรงหรือผ่านเอเจนซี
  • หากเอเจนซีสำรองจ่ายเงินค่าสื่อไปก่อน ต้องมีเอกสารเรียกเก็บคืนจากลูกค้าแยกจากค่าบริการ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจซื้อสื่อ

รายการที่ต้องพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจนี้มีหลายจุด ซึ่งอัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนทุกครั้ง

เนื่องจากขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและประเภทเงินได้จริง:

  • ค่าพื้นที่โฆษณา (ค่าออกอากาศทีวี) — เมื่อลูกค้าหรือเอเจนซีจ่ายให้สถานีทีวีโดยตรง ต้องตรวจสอบว่าจัดเป็นประเภทเงินได้ใดตามกฎหมาย
  • ค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการบริหารจัดการของเอเจนซี — โดยทั่วไปจัดอยู่ในกลุ่มค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคล
  • ค่าผลิตสปอตโฆษณา (Production) — หากเอเจนซีว่าจ้างโปรดักชั่นเฮาส์ผลิตงานต่อ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้รับจ้างผลิตอีกทอดหนึ่ง

VAT สำหรับธุรกิจซื้อสื่อ

เมื่อรายได้ค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการของเอเจนซี (ไม่ใช่ยอดงบสื่อทั้งหมด) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เอเจนซีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

หากเอเจนซีบันทึกงบสื่อทั้งก้อนเป็นรายได้โดยไม่แยกส่วนที่เป็นเงินสำรองจ่าย อาจทำให้ต้องจดทะเบียน VAT เร็วกว่าที่ควรและเสียภาษีเกินความจำเป็น

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติเอเจนซีทีวีแห่งหนึ่งรับงบโฆษณาจากลูกค้า 1,000,000 บาท เพื่อซื้อเวลาออกอากาศทีวีให้ลูกค้า โดยเอเจนซีคิดค่าคอมมิชชัน 15% คือ 150,000 บาท

หากเอเจนซีมีสัญญาที่ระบุชัดเจนว่าตนเป็นตัวแทนซื้อสื่อ

และใบกำกับภาษีของสถานีทีวีออกในนามลูกค้าโดยตรง เอเจนซีจะบันทึกรายได้เพียง 150,000 บาท ไม่ใช่ 1,000,000 บาท

ซึ่งมีผลอย่างมากต่อฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลและการพิจารณาว่าต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • บันทึกงบสื่อทั้งก้อนเป็นรายได้ของเอเจนซี — ทำให้ฐานภาษีสูงเกินจริงและอาจต้องจดทะเบียน VAT โดยไม่จำเป็น
  • ไม่มีสัญญาระบุบทบาทตัวแทนอย่างชัดเจน — สรรพากรอาจตีความว่าเงินทั้งหมดเป็นรายได้ของเอเจนซี
  • ใบกำกับภาษีจากสถานีทีวีออกในนามเอเจนซีแทนที่จะเป็นลูกค้า — ทำให้ไม่สามารถแยกเงินสำรองจ่ายออกจากรายได้จริงได้
  • ไม่แยกค่าคอมมิชชันกับค่าผลิตสปอตโฆษณา — ทำให้หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตราทั้งบิล

ตารางสรุปภาษีในธุรกิจเอเจนซีซื้อสื่อ

ประเภทรายการสถานะทางบัญชีภาษีหัก ณ ที่จ่ายVAT
งบซื้อสื่อโฆษณาทั้งก้อนเงินรับฝากเพื่อส่งต่อ (หากมีสัญญาตัวแทนชัดเจน)ตรวจสอบผู้มีหน้าที่หักตามสัญญาไม่ใช่ฐานรายได้เอเจนซี
ค่าคอมมิชชัน/ค่าบริการบริหารจัดการรายได้จริงของเอเจนซีหักตามประเภทค่าบริการ (ตรวจสอบอัตรากับผู้เชี่ยวชาญ)7% เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี
ค่าผลิตสปอตโฆษณา (Production)ต้นทุนของเอเจนซีหรือรายได้ (แล้วแต่สัญญา)หักตามประเภทค่าจ้างทำของ7% หากเป็นรายได้ของเอเจนซี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เอเจนซีทีวีและซื้อสื่อควรเริ่มจากการทำสัญญาที่ระบุบทบาทตัวแทนอย่างชัดเจน แยกงบซื้อสื่อออกจากค่าคอมมิชชันตั้งแต่ขั้นตอนออกใบเสนอราคา

และประสานให้ใบกำกับภาษีของเจ้าของสื่อออกในนามลูกค้าโดยตรงเมื่อทำได้ตามเงื่อนไข

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อวางระบบบันทึกรายได้ให้สะท้อนความจริง

ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังและทำให้ฐานะการเงินของเอเจนซีมีความชัดเจนสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

งบซื้อสื่อโฆษณาที่ลูกค้าโอนมาเป็นรายได้ของเอเจนซีทั้งหมดหรือไม่

ไม่ควรเป็นรายได้ทั้งหมด หากสัญญาระบุชัดเจนว่าเอเจนซีเป็นตัวแทนซื้อสื่อแทนลูกค้า เงินงบสื่อควรบันทึกเป็นเงินรับฝากเพื่อส่งต่อ

ส่วนรายได้จริงคือค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการที่เอเจนซีเรียกเก็บเท่านั้น

เอเจนซีต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้ค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการของเอเจนซี (ไม่ใช่ยอดงบสื่อทั้งหมด) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

ทำไมต้องทำสัญญาระบุบทบาทตัวแทนในการซื้อสื่อ

เพื่อให้ชัดเจนว่าเอเจนซีทำหน้าที่จัดซื้อสื่อแทนลูกค้า ไม่ใช่ผู้ขายบริการสื่อโดยตรง ซึ่งมีผลต่อการบันทึกรายได้และฐานภาษีที่ถูกต้อง หากไม่มีสัญญาชัดเจน

สรรพากรอาจตีความว่าเงินทั้งหมดเป็นรายได้ของเอเจนซี

ค่าคอมมิชชันสื่อของเอเจนซีต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าไร

โดยทั่วไปจัดอยู่ในกลุ่มค่าบริการ แต่อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและประเภทเงินได้ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนหักภาษีทุกครั้ง

ใบกำกับภาษีค่าโฆษณาทีวีควรออกในนามใคร

หากเอเจนซีมีสัญญาตัวแทนที่ชัดเจน ใบกำกับภาษีของสถานีทีวีหรือเจ้าของสื่อควรออกในนามลูกค้าโดยตรง เพื่อให้ฐานรายได้ของเอเจนซีสะท้อนความจริงและไม่ปนกับงบสื่อที่ส่งต่อ

หากไม่แยกค่าคอมมิชชันกับค่าผลิตสปอตโฆษณาจะมีปัญหาอย่างไร

จะทำให้หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตราทั้งบิล และลูกค้าอาจไม่ทราบว่าต้องหักภาษีในอัตราใดสำหรับแต่ละรายการ ควรแยกใบแจ้งหนี้เป็นรายการย่อยตั้งแต่ต้น

เอเจนซีขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มธุรกิจควรวางระบบบัญชีอย่างไร

ควรเริ่มจากทำสัญญาระบุบทบาทตัวแทนอย่างชัดเจน แยกบัญชีเงินรับฝากเพื่อส่งต่อออกจากรายได้จริง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อกำหนดอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้